ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 452 เกิดอะไรขึ้น
เดิมทีทุกคนกำลังจะเริ่มประชุม รอให้พวกซ่งฝูเซิงที่เพิ่งมาถึงบ้านได้รู้สึกอุ่นขึ้นก่อนค่อยประชุม
แต่มีแขกมาที่บ้าน ไล่ก็ไม่ไป จะเข้ามาในเขตบ้านให้ได้ จึงประชุมไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องรอแขกไปก่อน
พวกท่านยายหวัง ท่านยายกัว ถูกท่านย่าหม่าเรียกมาที่บ้านเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้มาอยู่เป็นเพื่อน
บนโต๊ะที่ตั้งอยู่บนเตียงเตา มีจานขนมเคลือบน้ำตาล ถั่วลิสง กาน้ำและถ้วยชา
เป็นครั้งแรกที่พวกหญิงสูงวัยในหมู่บ้านมาเป็นแขก ต้องวางของกินไว้หน่อย ใครใช้ให้พวกเราเป็นคนมีหน้ามีตาล่ะ
เวลานี้ บนเตียงเตาในบ้านท่านย่าหม่าแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคือพวกท่านย่าหม่าที่มีหน้าที่ฟัง
อีกกลุ่มคือพวกสะใภ้เก้าที่มีหน้าที่พูด
“พี่หม่าต้องไปเห็นนังตอแหลนั่น จริงๆ เลยนะ ข้าแทบอยากปรี่เข้าไปตบ ทำตัวเสแสร้ง ข้าอุตส่าห์ขอร้องนาง แต่นางก็ทำตัวอวดดีเสียเหลือเกิน” สะใภ้เก้าด่าเสร็จก็ยกถ้วยชาดื่มรวดเดียวหมด”
สะใภ้ใหญ่บ้านอาสามสกุลเหรินก็ด่าบ้าง “พี่หม่า พวกพี่คงไม่รู้ นางยังเรียกเริ่นจื่อเซิงว่าลูกคนโตด้วยนะ พูดว่าลูกข้าๆ ไม่หยุด ถุย ตัวเองอายุน้อยกว่าเขาอีก ยังจะมีหน้าเรียกแบบนั้น เริ่นจื่อเซิงยอมหรือเปล่าเถอะ”
“ยอมอะไรเล่า ยังไม่ต้องเอาเรื่องที่นางเรียกเริ่นจื่อเซิงว่าลูกคนโตหรอก นางกล้าเรียกลูกสาวจวนโหวว่าลูกสะใภ้หรือเปล่าเถอะ เดี๋ยวได้โดนหวดเข้าที่หน้า ข้าได้ยินมาว่าสาวใช้ข้างกายคนพวกนั้นเอาไว้ทำหน้าที่ตบแทนเจ้านาย”
ท่านย่าหม่าสงสัย “อยู่หมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น ทำไมไม่ไว้หน้าพวกเจ้าได้ขนาดนี้”
“ก็ครั้งนั้นอย่างไรล่ะ ที่พวกพี่หม่าไปด่านางถึงบ้าน นางแค้นฝังหุ่น โทษที่พวกเราหัวเราะเยาะ”
“หา เรื่องนี้ยังมีพวกข้าไปเกี่ยวด้วยเหรอ”
ท่านย่าหม่ายังไม่ทันพูดจบ สะใภ้เก้าก็ขัดจังหวะ
“ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่หม่าหรอก นางเป็นคนแถไปเรื่อยนั่นแหละ เป็นพวกขี้ไม่ออกก็หาว่าโถส้วมเบี้ยว พวกข้าน่ะอัดอั้นตันใจ ก็เลยอยากมาระบายกับพวกพี่หม่า”
ท่านยายบ้านเลี้ยงหมูรีบเล่าให้พวกท่านย่าหม่าฟัง
“คนที่ไปจัดการเรื่องครั้งนี้คือเริ่นกงซิ่น…
…ตอนเขาเข้าหมู่บ้านมา พอได้ยินว่าเมียตัวเองมายืนอวดดีอยู่หน้าบ้านก็เลยด่าเมียท้องโตให้เข้าบ้านไป…
…ยังพูดกับพวกเราด้วยนะว่า ไม่ต้องสนว่าจะเป็นหลี่เจิ้งหรือไม่ใช่หลี่เจิ้ง อาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น อย่างไรก็ต้องเจอกัน เรื่องเกณฑ์ทหารมันเกี่ยวพันถึงชีวิตต่อจากนี้ของคนในหมู่บ้าน เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าช่วยได้เขาต้องช่วยอยู่แล้ว…
…พวกพี่ฟังดูสิ คำพูดนี้มีเหตุผลใช่ไหมล่ะ”
ผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้านก็พากันพยักหน้าตาม
เก่อเอ้อร์นิวพูดแทรก “จากนั้นล่ะ เขาช่วยพวกเจ้าหรือเปล่า”
“เปล่า”
เก่อเอ้อร์นิว “เปล่ารึ เช่นนั้นพวกเจ้ามานั่งชมเขาตรงนี้ทำไม แบบนี้จะได้ประโยชน์อะไร”
ทันใดนั้นสะใภ้เก้าได้ถอนหายใจแล้วพูดขึ้น
“เฮ้อ ก็แค่คิดว่าอยากมาส่งข่าวให้พวกพี่หม่า…
…ถึงเริ่นกงซิ่นจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่พวกข้าได้ยินมาจากพวกเขาว่า หนีไม่พ้นแล้ว”
ขณะพูดก็เริ่มเช็ดน้ำตา “หลานสาวคนโตของข้าก็ส่งจดหมายมาบอกเหมือนกันว่าหนีไม่พ้น ให้ทางบ้านเตรียมตัวไว้ ข้าถึงขนาดไม่กล้ากลับบ้าน จะให้หลานคนไหนไป หลานคนไหนอยู่ ให้คนไหนไปก็ไม่ดีทั้งนั้น หลานเขยคนโตของข้าไปอยู่กับหน่วยทหารแล้ว”
พอสะใภ้เก้าร้องไห้ ยายคนอื่นๆ ก็เช็ดน้ำตาตามไปด้วย
เช็ดน้ำตาพลางพูด “พวกพี่หม่าก็เตรียมตัวไว้บ้างนะ ลูกชายสองคนของบ้านเริ่นกงซิ่นก็เตรียมจะไปแล้ว”
“ไปไหน”
“ไม่รู้ไปไหน รู้แค่ว่าวันนี้กลับหมู่บ้านมาเก็บของ…
…ได้ยินว่า จะไม่ถูกเกณฑ์ไปพร้อมกับกลุ่มของคนในหมู่บ้าน แต่ไปก่อนล่วงหน้า พี่ใหญ่ของพวกเขาติดต่อให้ เป็นหน่วยที่ไปดีกว่าหน่อย ไม่ต้องไปแนวหน้าก็แค่ถูกส่งไปทำงาน”
ดวงตาท่านย่าหม่าเป็นประกายระยิบระยับ “ตาแก่เริ่นกงซิ่นเป็นคนพูดเองอย่างนั้นเหรอ”
พวกคนในหมู่บ้านพยักหน้า
“ใช่ เขาพูดเอง นี่ก็เป็นสาเหตุที่พวกเราทึ่งในตัวเขา…
…ให้ความช่วยเหลือไม่ได้ แต่จะโทษเขาก็ไม่ถูก…
…ยังไงเสีย ลูกชายสองคนของเขาก็จะไปแล้วในอีกสองวัน เร็วกว่าของพวกเราคนทั่วไปที่ถูกเกณฑ์…
…เพียงแต่พวกเขามีคนคุ้มกะลาหัว ไปอยู่หน่วยดีๆ ได้ ไม่ต้องไปแนวหน้า…
…เริ่นกงซิ่นยังพูดอีกว่า เขาขอสาบานต่อฟ้า ช่วยถามลูกชายแล้วจริงๆ ว่าช่วยคนในหมู่บ้านด้วยได้ไหม…
…ลูกชายเขาบอกว่า ขนาดน้องชายสองคนนี้ที่ถูกเกณฑ์ เขายังต้องวิ่งเต้นติดค้างน้ำใจคนไปทั่ว เป็นหนี้บุญคุณครั้งใหญ่ ถึงจะฝากฝังให้ไปอยู่หน่วยที่ไม่ต้องไปแนวหน้าได้”
พวกท่านยายกัวควบคุมสีหน้าไม่อยู่ คำสาบานของตาแก่เฮงซวยนั่นเชื่อได้ด้วยเหรอ กล้าสาบานอย่างไม่กลัวฟ้าผ่าใส่กบาล
อันที่จริงครั้งนี้พวกท่านยายกัวประเมินเริ่นกงซิ่นต่ำไป
ที่พวกสะใภ้เก้าพูดมาเป็นเรื่องจริง เริ่นกงซิ่นช่วยถามให้จริงๆ
เพราะตาแก่คนนี้มีความผูกพันอัน ‘ลึกซึ้ง’ กับพวกคนในหมู่บ้าน
อย่างเช่น ตอนที่เริ่นจื่อเซิงตั้งตัวได้ เขาเคยถามพ่อเรื่องย้ายเข้าไปเสพสุขในเมือง จะซื้อบ้านให้
เอาเรื่องบ้านมาหลอกล่อพ่อตัวเอง อย่าไปแย่งตำแหน่งหลี่เจิ้งเลย หัวหน้าตระกูลเริ่นเป็นครูคนแรกของเขา เขาลำบากใจ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นกัน
แต่เริ่นกงซิ่นไม่ไป ตอนนั้นเขาสั่นหัวเป็นป๋องแป๋ง พูดอย่างมีเหตุมีผล ถ้าอยากแสดงความกตัญญูก็ให้คนมาสร้างบ้านให้ดี เอาให้ความสูงข่มทุกคน จากนั้นก็ให้เขาเป็นหลี่เจิ้งต่อ เขาถึงจะตายตาหลับ
เข้าไปอยู่ในเมืองไม่ดีเหรอ
ไม่ดี
พอเข้าไปอยู่ในเมือง คนที่อาศัยอยู่รอบตัวมีแต่คนไม่รู้จัก ชีวิตดีไม่ดีแล้วจะอย่างไรได้อีก
แต่ในหมู่บ้านไม่เหมือนกัน รู้จักกันหมด วันๆ ได้รับแต่สายตาที่มองมาด้วยความอิจฉาของคนพวกนั้น มันทำให้ชีวิตมีสีสัน
ดังนั้น ครั้งนี้เริ่นกงซิ่นจึงช่วยถามให้จริงๆ เผื่อลูกชายคนโตของเขาสามารถช่วยได้ล่ะ คนในหมู่บ้านก็จะซาบซึ้งในบุญคุณของเขา แต่ละบ้านยิ่งเชิดชูเขาแบบนั้น จะดีสักแค่ไหน
อีกทั้งพวกคนที่อยู่ฝั่งนู้นก็ต้องมาโค้งตัวอ้อนวอนเขา คุกเข่านอบน้อม
เขาคิดไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาจะวางมาดก่อนแล้วค่อยช่วย
คนเดียวที่เขาไม่แน่ใจคือหัวหน้าตระกูลเริ่น ตาแก่นั่นหัวแข็ง
แต่แล้วยังไงล่ะ
พอถึงตอนนั้นแม้แต่พวกคนฝั่งนู้นยังมาทำดีกับเขาเริ่นกงซิ่น จากนั้นเขาก็จะขอยึดตำแหน่งหัวหน้าตระกูล สุดท้ายค่อยชิงอำนาจกลับมาได้เป็นหลี่เจิ้งอีกครั้ง
แต่น่าเสียดาย ลูกชายคนโตของเขาบอกว่าช่วยไม่ได้ แค่จื่อจิ่วกับจื่อฮ่าวก็เหนื่อยมากแล้ว
“เลิกร้องเถอะ ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ เฮ้อ” ท่านย่าหม่ายื่นผ้าเช็ดหน้าให้เหล่าหญิงสูงวัยในหมู่บ้าน
สะใภ้เก้าเช็ดน้ำตาพลางพูด “ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องร้อง ตอนที่เดินเข้ามา เห็นผู้เฒ่าของพวกพี่หม่าก็ตาแดงๆ บ้านพวกพี่หม่าเลือกได้แล้วเหรอว่าใครไปใครอยู่ ลูกชายคนสามของพี่หม่าไปหรือเปล่า ว่ากันตามเหตุผล ลูกชายคนสามของพี่หม่าเก่งขนาดนั้น ทั้งยังรู้จักครอบครัวคนชั้นสูง อย่างน้อยก็น่าจะได้รับการยกเว้นหรือเปล่า”
พวกท่านย่าหม่าร้อนตัว พวกเราได้รับการยกเว้นกันหมด
และก็เพราะรู้สึกร้อนตัวเรื่องนี้ถึงได้ยอมอดทนปลอบใจหญิงสูงวัยพวกนี้
จิตใจคนเราก็ประหลาด เวลาเจอคนที่น่าสงสารกว่าตัวเองก็จะปลดปล่อยความเมตตามากกว่าปกติหน่อย
“อันที่จริงพวกข้าก็น่าสงสาร ต้องหยุดทำขนมแล้ว” ท่านย่าหม่าจำสิ่งที่หลานสาวสอนได้ เวลาที่ไม่อยากโกหกใครให้เปลี่ยนเรื่องคุย
ได้ผลจริงๆ
“อะไรนะ การค้าใหญ่โตของพวกพี่หม่าก็ต้องจบลงเหรอ ในเมืองในอำเภอปิดหมดเลยเหรอ”
“ใช่ ขนมต้องใช้แป้งทำ ตอนนี้ใช่เวลารีบร้อนหาเงินเหรอ หาเงินได้เท่าไหร่ก็หาซื้อแป้งไม่ได้ ไม่ทำเสียเปล่าหรอกเหรอ แม้แต่แป้งขาวที่พวกข้าจะเอาไว้กินเองก็ยังไม่มี จะไปมีของใช้ทำขนมได้ยังไง”
หลังจากที่ส่งพวกหญิงสูงวัยในหมู่บ้านกลับกันหมดแล้ว พวกท่านย่าหม่าทั้งแปดคนก็มาคิด
ถ้าวันหน้าพวกคนในหมู่บ้านรู้ว่าพวกเราไม่มีใครหายไปสักคน จะอิจฉาจนมาตบถึงบ้านหรือเปล่า
สองวันต่อมา
ช่วงเช้า เหรินจื่อจิ่วกับเหรินจื่อฮ่าวสองพี่น้อง ได้ถูกเริ่นกงซิ่นนั่งเกวียนลาไปส่งด้วยความรีบร้อน
ช่วงบ่ายมือปราบของเมืองเฟิ่งเทียน อ่านให้ดี ไม่ใช่มือปราบเมืองถงเหยา คนของเมืองเฟิ่งเทียนมาโดยตรง มาเรียกซ่งฝูเซิงไปคุยที่ ‘กองพลาธิการใหญ่’
กองพลาธิการใหญ่แห่งนี้ไม่เบา
นี่เป็นหน่วยงานที่ใหญ่มาก
เจ้าหน้าที่หลายคนที่มาไม่ได้วางมาด
คนในหมู่บ้าน หัวหน้าตระกูลเริ่น ภรรยาของเริ่นกงซิ่นกับภรรยาของเหรินจื่อจิ่ว ทุกคนต่างมองกันตาค้าง
เกิดอะไรขึ้น