ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 459 เห็นพวกเขาเป็นแบบนั้นก็รู้สึกแย่
พอได้ยินเสียงจากด้านนอก ครอบครัวปู่หยวนกับพวกท่านลุงซ่ง ท่านย่าหม่าก็ออกมา
“ท่านปู่ ทำไมมาด้วยตัวเองล่ะ ขาเป็นอย่างไรบ้าง เร็วเข้า รีบเข้าบ้าน ข้างนอกหนาว ปล่อยให้รอนานเลย”
ซ่งฝูเซิงรีบเดิน จับมือปู่หยวนแล้วพาเข้าบ้าน
ครอบครัวปู่หยวนกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง นั่งบนเตียงเตา สีหน้าเคร่งเครียด
ทั้งๆ ที่ภายในใจร้อนรนเหลือเกิน อยากรู้ว่าช่วยครอบครัวของเขาได้หรือไม่
แต่กลับไม่รีบร้อนเอ่ยปากพูดกับซ่งฝูเซิงกับครอบครัวเขาที่เพิ่งเข้ามา
ถึงขนาดที่ครุ่นคิดว่า ถ้าคนพวกนี้บอกว่าไม่สะดวก พวกเขาก็จำเป็นต้องหาข้ออ้างเลี่ยงด้วยการบอกว่าขอไปเข้าส้วม
กลับเป็นซ่งฝูเซิงที่แกล้งบีบมือท่านลุงซ่งเหมือนไม่ตั้งใจระหว่างที่ถาม ออกแรงบีบ ท่านลุงซ่งเกือบหลุดดีใจ ควบคุมสีหน้าไว้ไม่ได้
ท่านย่าหม่าบอกให้ภรรยาปู่หยวนดื่มน้ำพลางสังเกตเหตุการณ์ด้วยหางตา พอเห็นสองคนนั้นพูดคุยกันทางสายตาก็กระจ่าง ถือว่าโล่งอกได้แล้วสินะ
“ท่านลุงซ่ง ทำกับข้าวหรือยัง ท่านปู่มาทั้งที พวกเราต้องทำอะไรดีๆ หน่อย”
“ทำแล้วๆ” ลุงซ่งยิ้มกว้าง มารยาทแค่นี้ยังมีอยู่บ้าง เขาพูดต่อ “พวกเรากินกันแล้ว เหลือเจ้าคนเดียว ข้าจะไปให้คนจัดอาหารมาให้เจ้า เนื้อตุ๋นน่ะ”
ปู่หยวนก็พูดขึ้น “ใช่ เจ้ากินข้าวก่อนสิ”
“เนื้อตุ๋นรึ ใครทำ” ซ่งฝูเซิงรับกะละมังน้ำมาจากเฉียนเพ่ยอิง เขาเองก็ไม่ได้เกรงใจ ล้างมือพลางพูดไปด้วยต่อหน้าทุกคน
“พี่ใหญ่ของเจ้ากับหวังจงอวี้ทำ รสชาติดีเลยล่ะ ใช่ไหม”
ลูกชายสองคนของปู่หยวนรีบขานรับ “ใช้ได้เลยทีเดียว อร่อยกว่าพวกพ่อครัวทำอีก”
ซ่งฝูเซิง งั้นเขาก็วางใจแล้ว ดูท่าวันนี้ลูกสาวของเขาได้กินดีพอสมควร
“เจ้ากับลูกกินหรือยัง หมี่โซ่วล่ะ” สุดท้ายซ่งฝูเซิงก็ถามอย่างไม่วางใจตอนออกไปยื่นกะละมังน้ำให้เฉียนเพ่ยอิง
เฉียนเพ่ยอิงตอบด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด “สองคนนั้นมีเหรอจะอด ย่าของนางเก็บเนื้อเอาไว้ให้ก่อนแล้ว แถมยังพูดแถว่า กินเนื้อเยอะ ขาดอากาศหายใจ นอนอยู่บ้านแน่ะ ที่จริงก็แค่ขี้เกียจ มาร์คหน้านอนไปแล้ว”
“นอนตอนนี้เหรอ”
“อือ อยากนอนตอนไหนก็นอน แถมยังไม่มีอะไรทำ เจ้ารีบเข้าไปคุยกับพวกเขาเถอะ อย่ามัวแต่ลีลา รอกันมาทั้งวันแล้ว ไม่ต้องสนใจพวกเรา”
ทันใดนั้นเฉียนเพ่ยอิงก็รู้สึกอายขึ้นมา เพราะลุงใหญ่กำลังยกข้าวเข้าบ้านก็เห็นซ่งฝูเซิงยื่นหน้าเข้ามาใกล้นาง
ไม่นานภายในบ้านของลุงซ่งก็มีเสียงพวกซ่งฝูเซิงคุยกัน
“เมื่อครู่ระหว่างทางข้ายังคิดอยู่ว่าพรุ่งนี้จะไปที่บ้านท่านสักหน่อย นี่ก็พอดีเลย ท่านมาหาเอง คืนนี้ก็พักที่นี่นะ”
“หืม?”
ท่านลุงซ่ง “ไม่หืมหรอก คนกันเองทั้งนั้น พักที่นี่แหละ มีที่นอน”
ท่านย่าหม่า “นั่นสิ พวกท่านเอาตามที่ฝูเซิงว่าเถอะ เขาคิดไว้แล้ว”
ซ่งฝูเซิงที่อยู่ในบ้านพูดต่อ
“อีกเดี๋ยวข้าจะให้คนไปบอกหลี่เจิ้งของพวกเรา พรุ่งนี้เช้าเปิดประตูรอพวกเราตอนฟ้ายังไม่สว่างหน่อย
ไปตอนนี้ไม่ได้ ตอนนี้คนในหมู่บ้านจับตาดูข้าอยู่
พอถึงเวลาท่านก็ไปกับข้า รีบย้ายที่อยู่มาที่หมู่บ้านเรา ไม่มีบ้านดีๆ ก็ซื้อหลังเล็กไปก่อน ต่อให้เก่าไปหน่อยก็อยู่ไปก่อน
งดเว้นเกณฑ์ทหารได้ ท่านฟังข้าแล้วกัน
ตอนนี้คนในหมู่บ้านจะเป็นอย่างไรข้าไม่กล้ารับประกัน
แต่บ้านท่าน ข้าน่าจะรับประกันได้
อีกสองวันจะมีจดหมายลงมา หมู่บ้านของพวกเราก็จะไม่มีคนย้ายเข้าได้อีกแล้ว ทะเบียนราษฎร์จะต้องถูกคุมเข้มแน่นอน มีกี่ครัวเรือน ไม่อย่างนั้นไม่วุ่นวายไปหมดหรือ”
ครอบครัวปู่หยวนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ไม่ได้มีคำพูดสะเทือนใจ มองใบหน้าของซ่งฝูเซิงที่มีแสงจากตะเกียงสาดส่อง แต่กลับทำให้ภายในใจของพวกเขาร้อนผ่าวจนทนไม่ไหว
ซ่งฝูเซิงไม่ได้มองสีหน้าของพวกเขา ถามปู่หยวนขึ้นอีกครั้ง “ทางหมู่บ้านของพวกท่านปล่อยคนได้หรือเปล่า”
ปู่หยวนเอามือเช็ดหน้า “ได้ ตาแก่นั่นซื่อบื้อ โลภ ข้าไม่ต้องให้เขาเยอะ อย่างมากสิบตำลึงก็ดีใจจะตายแล้ว แต่ว่าหมู่บ้านนั้น ข้าไม่ขายบ้านได้หรือเปล่า”
“ทำไมล่ะ” ท่านลุงซ่งสงสัย
“นับตั้งแต่ข้าซื้อบ้านหลังนั้นก็ปูพื้นไม้ทั้งหลัง ข้างใต้เป็นพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ ข้าซ่อนเสบียงอาหารไว้ในนั้นอยู่ไม่น้อย ยังสามารถทำกับข้าวในบ้านได้ด้วย”
ซ่งฝูเซิงฟัง มิน่าบ้านของปู่หยวนถึงอยู่ริมหมู่บ้าน
เขาเคยไป ตอนนั้นก็ยังงงอยู่ ได้ยินว่าจ่ายเงินไปตั้งมาก แต่ทำไมถึงอยู่ริมหมู่บ้าน อีกทั้งสภาพบ้านก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร
“ค่อยๆ แอบเคลื่อนย้ายแล้วกัน ถ้าย้ายทะเบียนบ้านมาแล้ว จะเก็บเสบียงอาหารไว้ที่นั่นก็คงดูไม่เหมาะ เรื่องนี้ท่านต้องเตรียมตัวเอาไว้”
“ได้ แต่ว่าฝูเซิง ก็ต้องมีสินน้ำใจให้หลี่เจิ้งที่นี่ด้วยหรือเปล่า เราจะให้เขาช่วยเปล่าๆ ไม่ได้ ถ้าใช้เงินแก้ปัญหาได้ พวกเราจะไม่ติดค้างน้ำใจเด็ดขาด น้ำใจเหมือนกับเชือกป่านที่ผูกมัดตัวไว้ คืนลำบาก”
ซ่งฝูเซิงคิด “เขาสามารถทำให้ก่อนได้ พวกเราสนิทกันพอสมควร สินน้ำใจต้องให้จากใจ ตอนนี้สถานการณ์แบบนี้ให้เงินไม่สู้ให้เสบียง เสบียงของท่านมีเยอะหรือไม่”
“เยอะ”
“ไว้ก่อนแล้วกัน รอเขาจัดการให้เสร็จแล้วค่อยหาเวลาตอนกลางคืนดีๆ สักวัน บอกเขาให้เปิดประตูรอพวกเรา ข้าจะคุยกับเขาเอง”
“ได้ๆ”
คืนนี้ลูกชายสองคนของปู่หยวนเป็นฝ่ายทำความรู้จักคนอื่นๆ ก่อน เรียกคนนั้นว่าพี่ชาย เรียกคนนี้ว่าน้องชาย
ครอบครัวของปู่หยวนนอนที่เตียงเตาบ้านซ่งฝูเซิง หลับสบายกันมากทีเดียว
ซ่งฝูเซิงส่งซ่งฝูกุ้ยไปบอกหัวหน้าตระกูลเหรินว่าให้เปิดประตูรอก่อนฟ้าสว่าง ดูหมาไว้ให้ดี น้องฝูเซิงของเขาจะมา
หัวหน้าตระกูลเริ่นทำสีหน้ารับรองว่าจะผูกหมาไว้ให้ดี ไม่มีทางปล่อยให้ออกมาเห่าจนหลานชายฝูเซิงตกใจ
พอซ่งฝูกุ้ยกลับมาก็ปิดประตูใหญ่ให้สนิทแล้วล้อมรั้วเหล็กแหลม
ลุงซ่งหอบข้าวของไปบ้านซ่งฝูเซิง
“ฮี่ๆ นั่นน่ะ หลานสะใภ้ ข้าจะนอนที่นี่ นอนกับฝูเซิง”
เฉียนเพ่ยอิงกลั้นขำไม่อยู่ เดิมทีนางคิดว่าจะเป็นย่าหม่าที่มากวนเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจะเป็นท่านลุงซ่ง
ท่านลุงซ่งทำเสียงตกใจ
“อะไรนะ เจ้าไปถึงหน้าวังหลวงเลยเหรอ”
“อะไรนะ สะ สองพัน ห้าเหรอ”
“โอ๊ย เยอะขนาดนั้นเลย พวกเราจะใช้กันอย่างไร” ลุงซ่งพูดพลางส่ายมือให้เฉียนเพ่ยอิง “ไม่ต้องเอาไฟ ไม่ต้องจุดแล้ว ข้ามองเห็นชัด”
บนเตียงที่อยู่ข้างกัน ซ่งฝูหลิงที่แกล้งทำเป็นหลับมาตลอด เพิ่งถูกพื้นที่พิเศษดีดออกมาก็ได้ยินคำพูดนี้พอดี คิดในใจ ปู่ทวด ท่านเนี่ยนะมองเห็นชัด ข้ายังมองไม่เห็นมือตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ท่านลุงซ่งพูดพึมพำไม่หยุด “นี่เป็นตั๋วเงินของทางการรึ จับแล้วรู้สึกไม่เหมือนกัน”
“อะไรนะ ยังจะไปทำเกรงใจอีก ไอ๊หยาเจ้าหลานไม่ได้เรื่อง ข้าฟังแล้วปวดใจ นี่ถ้าเขาเอากลับไปจริงจะทำอย่างไร”
“อะไรนะ เจ้าบอกว่าดีไม่ดี คนในหมู่บ้านก็ได้ยกเว้นกันหมด ยกความดีความชอบให้ข้ากับแม่เจ้าด้วย ออกไปอย่าพูดให้โป๊ะแตกอย่างนั้นเหรอ”
ซ่งฝูเซิงพลิกตัว พูดพึมพำ “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาคิดอะไร ข้าก็แค่เสริมคำพูดนิดหน่อยตอนคุยกับขุนนางใหญ่ กับพวกคนในหมู่บ้าน รีบนอนเถอะลุงซ่ง พรุ่งนี้ข้ายังต้องตื่นแต่เช้า”
“ได้ๆๆ เจ้านอนเจ้านอนไป” ท่านลุงซ่งรีบใช้มือสากๆ ของตัวเองตบผ้าห่มที่คลุมอยู่บนตัวซ่งฝูเซิงเบาๆ เหมือนกล่อมเด็กนอน
เช้าวันต่อมา ซ่งฝูเซิงพาปู่หยวนออกไป พอเปิดประตูใหญ่ก็ต้องตกใจ
ไม่ได้ตกใจหมาป่า แต่เกือบหัวใจวายเพราะเป็ดไก่
ข้างนอกมืดๆ ฟ้ายังไม่สว่าง มองไม่ค่อยเห็น เป็ดส่งเสียงอ่อนแรง ไก่แน่นิ่งไม่ขยับ หนาวตายทั้งเป็น
พวกครอบครัวที่เลี้ยงไก่ในหมู่บ้าน กลับมาเพิ่งนึกได้ว่า ฮ่องเต้สวรรคตห้ามมีการนองเลือด แถมหัวหน้าตระกูลเริ่นก็บอกว่าห้ามรบกวนพวกเขา เช่นนั้นให้ทำอย่างไรล่ะ ก็ต้องจับมัดแล้วมาโยนไว้หน้าบ้านน่ะสิ เป็นตายก็สุดแล้วแต่ชะตากรรมของพวกมัน
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า เป็ดทนหนาวได้ดีกว่าไก่ ไม่อย่างนั้นเสื้อกันหนาวขนเป็ดในยุคปัจจุบันคงขายไม่ออกแล้ว
ซ่งฝูเซิงชูคบเพลิง เอามือจับตรงหัวใจ กลับไปปลุกท่านลุงซ่ง
ตาแก่คนนี้ เมื่อคืนกวนเขาครึ่งค่อนคืน ยามนี้หลับเป็นตาย
ตื่นได้แล้ว
พอซ่งฝูเซิงกับปู่หยวนไปแล้ว ท่านลุงซ่งก็พาคนมาที่ประตูถึงได้พบว่ามีแค่เป็ดไก่ที่ไหนกัน มีเนื้อแช่แข็งด้วย ซี่โครงหมู เต้าหู้แข็ง ผักกาดขาวแช่แข็ง สาลี่แช่แข็ง…
เช้าตรู่วันนี้ยังมีอีกคนที่ตกใจ
นั่นก็คือนายอำเภอเมืองถงเหยา
เขาที่กำลังสับสนคอยเอามือจับหมวกขุนนางอยู่เรื่อยๆ นี่เป็นคำสั่งของกรมคลังที่อยู่บนสุดของเขา
นายอำเภอหูอ่านคำสั่งจบ “เข้ามาหน่อย ไปที่หมู่บ้านเหรินจยาแจ้งซ่งฝูเซิง หลี่เจิ้งของหมู่บ้านเหรินจยา หลี่เจิ้งของหมู่บ้านอู่ฝู” หมู่บ้านอู่ฝูคือหมู่บ้านที่อยู่ตรงเขา
ตอนสายของวันนี้
เริ่นกงซิ่นนั่งอยู่บนเกวียนลา กำลังคุยกับคนคุมเกวียนที่ลูกชายคนโตของเขาส่งมาให้โดยเฉพาะ
“เฮ้อ ตอนนี้ข้าไม่อยากกลับหมู่บ้านเลยจริงๆ รู้สึกไม่ค่อยดี
คิดดูนะ แต่ละครอบครัวในหมู่บ้านน่าสงสารขนาดนั้น มีแค่ครอบครัวข้าที่พิเศษ จึ๊
พอเห็นแล้วข้าก็พลอยรู้สึกแย่ไปด้วย”