ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 457 หัวใจของข้ากำลังรออยู่ / ตอนที่ 458 ฝูเซิงคนมีน้ำใจ
ตอนที่ 457 หัวใจของข้ากำลังรออยู่
หิมะโปรยปรายร่วงหล่นลงบนพื้นหิน และร่วงหล่นลงบนวังหลวงที่น่าเกรงขามเช่นกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งฝูเซิงได้เข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจแบบนี้
เขากอดตั๋วเงินสองพันห้าร้อยตำลึงที่ทางการให้มา อยู่ในชุดผ้าเนื้อหยาบสีน้ำเงินทั้งตัว ดูสภาพเหมือนชาวบ้านแร้นแค้นทั่วไป แต่กลับเดินอยู่นอกกำแพงวังหลวง
นอกกำแพงสีแดงของวังหลวงที่สูงหกเมตรกว่า สองฝั่งเป็นที่รวมหน่วยงานสำคัญของรัชสมัยนี้
อดีตอ๋องเยี่ยนหรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ขุนนางใหญ่คนสำคัญที่อยู่ใต้อาณัติต่างทำงานกันอยู่ที่นี่
ด้านนอกกำแพงของตำหนักตะวันออกเป็นที่ทำการของหกกรม สำนักหอดูดาวหลวง เป็นต้น
ด้านนอกกำแพงของตำหนักตะวันตกเป็นที่ว่าการของขุนนางฝ่ายบู๊ เช่น ศาลต้าหลี่ เป็นต้น
ได้ยินว่ามีเพียงที่ทำงานของสภากลาโหมเท่านั้นถึงจะอยู่ในวังหลวงกับขนาบสองข้างของวังหลวง
ได้ยินว่านับตั้งแต่อดีตฮ่องเต้มาถึงที่นี่ เมืองเฟิ่งเทียนก็สร้างวังหลวงโดยเลียนแบบของที่เมืองหลวง ฮ่องเต้อยู่ที่ไหน ที่นั่นก็คือ ‘เมืองหลวง’
ซ่งฝูเซิงพอมองออก ที่นี่ยังใหม่มาก
แต่กลับเปลี่ยนฮ่องเต้หนึ่งพระองค์แล้ว
เวลานี้เจ้าหน้าที่ที่มาส่งซ่งฝูเซิงออกกำลังบอกเขา
“อันที่จริงพวกคนที่ไปเรียกเก็บของต่างๆ จากชาวบ้านเช่น สมุนไพร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ฟางม้า เป็นต้น ใต้เท้าเหมาไม่มีทางพบ
คนพวกนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมาถึงที่ทำการของกรมคลัง
พวกเขาไปที่คลังหลวงได้ทันที ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ
ดังนั้นต้องเก็บป้ายที่ให้ไว้ให้ดี มิฉะนั้นครั้งหน้ายังไม่ทันจะได้เข้าใกล้เจ้าก็จะถูกจับเสียก่อน”
ซ่งฝูเซิงกระจ่าง เห็นทีเป็นเพราะเขาอาศัยใบบุญของแม่ทัพเล็กอีกแล้ว ถึงมาพบใต้เท้าเหมาที่นี่ได้
ก็จริง ‘ผู้ช่วยรัฐมนตรี’ พบชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง เรื่องนี้ถ้าเป็นในยุคปัจจุบันก็ยังเป็นเรื่องมหัศจรรย์
อีกทั้งที่นี่ก็คุมเข้มตั้งแต่ระยะไกลมาก
ขามาเขาได้แอบสังเกตอยู่ พอออกจากอาคารรูปตัว ‘T’ ของกรมคลังนี้ เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ เดินไปไกลมาก พอเจอหน่วยลาดตระเวนสี่ครั้งก็จะพบความหวังแล้ว เดินไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะเห็นสะพาน
ได้ยินว่าสะพานแห่งนั้นชื่อ สะพานพันก้าว มีแค่เจ้าหน้าที่ที่มาทำงานที่นี่เท่านั้นถึงจะเดินข้ามสะพานนั้น
เรียกได้ว่า สะพานพันก้าวได้แบ่งแยกคนออกเป็นสองประเภท คือขุนนางกับชาวบ้าน
เขาซ่งฝูเซิงเป็น ‘ชาวบ้าน’ วันนี้ได้เหยียบข้ามสะพานนั้น
อีกสองวันก็ยังจะมาเหยียบอีก
“ขอบคุณใต้เท้า ข้าน้อยทราบแล้ว”
เจ้าหน้าที่ที่มาส่งซ่งฝูเซิงออกจากที่ทำการพยักหน้าให้ซ่งฝูเซิงอย่างเป็นกันเอง
ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนว่า เขาแซ่เว่ย
ซ่งฝูเซิงรู้งาน ทำสีหน้าบอกว่าเขาจะจดจำใต้เท้าไว้ในใจ รีบเรียกอย่างนอบน้อม “ใต้เท้าเว่ย”
อันที่จริงใต้เท้าเว่ยก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องบอกซ่งฝูเซิงด้วยว่าตัวเองแซ่อะไร
ก็แค่อยู่ๆ อยากบอก
อาจเพราะเกิดความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง
รู้สึกเพียงว่า
คำพูดคำจาของชาวบ้านคนนี้ทำไมไม่เหมือนชาวบ้านเลยสักนิด
ธรรมดาที่ไหน
ตอนนี้เป็นชาวบ้าน แต่ต่อไปจะเป็นไปตลอดหรือ
ต้องยอมรับเลยว่า โลกนี้มีคนอยู่ประเภทหนึ่ง เห็นๆ อยู่ว่าสถานะในตอนนี้เป็นชาวสวน แต่งตัวธรรมดาเหลือเกิน แต่ฟังจากคำพูดคำจากับดูสายตาของเขา ก็จะรู้สึกได้ถึงบางอย่าง เกิดความคิดอย่างไม่มีสาเหตุว่า อนาคตของคนคนนี้ไม่อาจประเมินได้
ซ่งฝูเซิงคารวะให้เจ้าหน้าที่เว่ยที่มาส่งเขาอีกครั้งแล้วถึงออกไป
เงินสองพันห้าร้อยตำลึง เขาควรซื้ออะไรบ้างนะ
ซ่งฝูเซิงไปหาเกวียนล่อในเมืองเฟิ่งเทียน สามารถโดยสารไปได้ระยะหนึ่ง
เขานั่งอยู่บนเกวียนล่อ เขาไม่ได้หลงระเริงเพราะเมื่อครู่ได้ไปเดินแถววังหลวงมา กินซาลาเปาที่ ‘ผู้ช่วยรัฐมนตรี’ ให้จนเพ้อฝันไปไกล แต่เขากลับคิดแล้วว่าจะซื้ออะไร
ซื้อวัวไถดิน
ซื้อกี่ตัว นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับอีกสองวันให้หลัง
ซื้อคันไถที่ทำจากเหล็ก
ไม่ได้ คันไถของยุคโบราณไม่ฉลาดพอ ต้องดัดแปลงสักหน่อย ต้องทำแบบที่ทุนแรงได้หน่อย
ใช่ กลับบ้านไปค้นตำราดู
หนังสือเป็นขุมทรัพย์
ซ่งฝูเซิงตบขาหนึ่งฉาดอีกครั้ง เล่นเอาชาวบ้านที่นั่งข้างเขาตกใจหันมามอง
เรื่องพวกนั้นไม่ได้เร่งด่วนที่สุด กลับบ้านทำหมูน้ำแดงให้ลูกสาวกินก่อนดีกว่า
ส่วนเวลานี้ในหมู่บ้าน หลายคนกำลังรอเขากลับไป
รอด้วยความร้อนใจ
ตอนที่ 458 ฝูเซิงคนมีน้ำใจ
“ลูกชายคนที่สามของใครน่ะ กลับมาแล้ว”
ลูกชายคนเล็กของอาสามสกุลเริ่นตะโกนบอก ถูกอาสามรีบเบียดขึ้นหน้ามาตบกบาลหนึ่งที
ใครล่ะ ไม่รู้จักพูดชื่อหรือไง ทำไมเสียมารยาทแบบนี้
หัวหน้าตระกูลเริ่นกับพวกอาเก้าสกุลเริ่น สามีของสะใภ้เก้ารีบเดินเข้าไปหา ด้านหลังมีคนตามมาอีกเป็นพรวน
แต่คนกันเองอย่างพวกเรา พวกฝูกุ้ยทิ้งห่างตามหลังอยู่สองสามเก้า เบียดขึ้นไปไม่ได้
ก็ตอนนี้น่ะ ท่านลุงซ่งกับท่านย่าหม่ากำลังต้อนรับท่านปู่หยวนอยู่ คำนวณเวลาแล้วก็เลยส่งพวกเขาออกมา
พอออกมาก็ต้องตกใจ
คนในหมู่บ้านก่อไฟนั่งล้อมพลางคุยกันอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ถามพวกเขา “ขนาดนี้แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านกันอีก”
มีหลายคนบอกพวกซ่งฝูกุ้ย “เพราะเป็นแบบนี้อย่างไรเล่าถึงไม่กลับบ้าน กลับไปทำอะไรล่ะ กลับไปช่วยกันเก็บของส่งลูกชายสองคนในบ้านไปอย่างนั้นเหรอ ถ้ายังไม่ถึงตอนสุดท้ายจริงๆ ใครอยากจะไปเก็บของก็เชิญเถอะ”
“แต่ว่าอาสามของพวกเราก็แค่ถูกเรียกไปถาม เรื่องดีเรื่องร้ายก็ยังไม่รู้ ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย ก็ใช่ว่าจะช่วยพวกท่านได้”
เวลานี้ซ่งฝูเซิงเข้ามาในหมู่บ้านก็ถึงกับตกใจ
สายตาของเขากวาดตามองพวกคนในหมู่บ้านทีละคน
มองเห็นความร้อนใจ คาดหวัง หรือแม้กระทั่งหนทางรอดสุดท้ายจากสีหน้าพวกเขาออก
สามีของสะใภ้สี่จะเผชิญหน้ากับการเกณฑ์ทหาร เป็นชายชาตรีที่ซื่อตรง
สามีกับผู้ชายหนุ่มๆ ในครอบครัวของพวกป้าๆ แซ่ไป๋ก็จะไปเผชิญกับการเกณฑ์ทหารเหมือนกัน
ครอบครัวสะใภ้เก้าพอมีเงินเหลือ แทบอยากจะเอาเงินทั้งหมดไปติดสินบน ไปค้ำแทนการถูกเกณฑ์ทหารของสองคนในครอบครัว แต่ติดตรงที่ว่าไม่มีหนทาง
สะใภ้เก้าที่เป็นเศรษฐีที่ดินกับพวกยายในหมู่บ้านค่อนข้างถูกชะตากับแม่ของเขา มีเรื่องอะไรนิดหน่อยก็จะวิ่งไปบอก
ไหนจะหัวหน้าตระกูลเริ่นอีก
ตอนที่พวกเขาเพิ่งมาถึง ชายชราคนนี้ได้แต่มองอย่างเย็นชา
จนกระทั่งตอนนี้ที่ความสัมพันธ์ดีต่อกันเป็นพิเศษ
ก่อนหน้านี้ช่วยรับรองกับทำหนังสือเปิดทางให้พวกเขาได้เข้าเมือง ภายในเวลาไม่นานก็ได้มาเป็นปึกอย่างกับของค้าส่ง
กระดาษปึกแล้วปึกเล่า เขียน ประทับตรา วันที่ให้พวกเขาไปเขียนเอง
ซ่งฝูเซิงพยักหน้าให้คนที่เมื่อครู่เขานึกได้ ถือเป็นการทักทาย
พอซ่งฝูเซิงพยักหน้าแบบนี้ พวกซ่งฝูกุ้ยก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที
เพราะเวลาอยู่บ้านซ่งฝูเซิงมักสอนพวกเขาอยู่บ่อยๆ ว่า ‘ยิ่งพวกเราประสบความสำเร็จ แต่คนอื่นกลับไม่ไหว เราก็ยิ่งต้องถ่อมตัว’
ดูเอานะ ซ่งฝูเซิงที่ปกติไม่ค่อยพูดคุยไปมาหาสู่กับใครในหมู่บ้าน กลับเป็นฝ่ายพยักหน้าให้ก่อนต่อหน้าทุกคน
นี่หมายความว่าอะไร สำเร็จแล้วอย่างไร วางใจได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ฝูเซิงพยักหน้าก็คือการแสดงความถ่อมตัว
“ท่านอาหลี่เจิ้ง ข้าขอคุยด้วยหน่อย”
“ได้ๆ”
ในขณะที่คนอื่นได้แต่มองตาปริบๆ ซ่งฝูเซิงคุยกับหัวหน้าตระกูลเริ่นไปตามความจริง “ดูเหมือนพวกข้าจะได้รับการงดเว้นเกณฑ์ทหารแล้วล่ะ”
“หืม?” นี่เป็นเรื่องที่หัวหน้าตระกูลเริ่นไม่กล้าคิด มีความสามารถมากถึงขนาดนี้เชียวรึ งดเว้นสิบกว่าครอบครัวเลยนะ!
“เจ้าไปเจอใครมา”
“ใต้เท้าเหมา รองเสนาบดีกรมคลัง”
“เจ้า ข้า…กรมคลัง รองเสนาบดีเลยเหรอ” หัวหน้าตระกูลเรินลำดับความคิด มือทั้งสองข้างสั่น ตัวก็โค้งต่ำลง “เจ้าได้เจอใต้เท้ารองเสนาบดีเลยเหรอ”
“เป็นเพราะผักแปลกๆ ที่ข้าปลูกเหมาะกับการให้พวกทหารกิน รสเผ็ด กินแล้วแสบร้อน ทางนั้นต้องการให้พวกข้าปลูกให้แนวหน้า น่าจะหลายร้อยหมู่ ทำงานแทนการไปเกณฑ์ทหาร”
หืม? เดี๋ยวนะ
หัวหน้าตระกูลเริ่นกลืนน้ำลายด้วยความสับสน “ใต้เท้ารองเสนาบดีท่านนั้น หลานชาย พวกข้า คือ”
ซ่งฝูเซิงส่ายมือ “ท่านฟังข้าพูดก่อน ข้าไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะปลูกกี่ร้อยหมู่ แต่ไม่ว่าจะกี่หมู่ พวกข้ามีจำนวนเท่านี้ ถ้าบอกว่าแรงงานไม่พอ คงฟังไม่ขึ้น เพราะยังมีสัตว์แรงงานอีก ใช่ไหมล่ะ”
“ก็ใช่ ใช่ ไม่กี่ร้อยหมู่เอง”
“ดังนั้น ตอนที่ข้าออกไป ท่านแม่กับท่านลุงซ่งของข้าถึงได้เอาของกินสองอย่างที่ช่วงนี้พวกข้าประหยัดอาหารคิดค้นขึ้นสำหรับสะดวกพกไปแนวหน้า ให้ข้าพกไปด้วย…
…เพื่อให้ข้าหาโอกาสเสนอตอนเจอใต้เท้า…
…บอกว่าคนไม่พอ การเกณฑ์ทหารของคนในหมู่บ้าน พอถึงเวลาจะใช้การทำงานทดแทนแบบทหารใช้แรงงานได้หรือไม่…
…ข้าเสนอไปแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่รู้ เขาบอกข้าว่าอีกสองวันให้ไปหา”
คำพูดบางอย่างไม่จำเป็นต้องพูดให้มากกว่านี้
หัวหน้าตระกูลเริ่นแค่รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในลำคออย่างกะทันหัน มีของเหลวอุ่นร้อนไหลอยู่ในหัวใจ พุ่งขึ้นมาที่ดวงตา
คนกลุ่มนี้ คืนนั้นที่เพิ่งลี้ภัยมาถึง คนในหมู่บ้านต่างปิดประตูสนิทกันทุกบ้าน
ในหมู่บ้านจะมีคนแปลกหน้ามาแล้ว ใครจะไปรู้ว่ามาจากไหน เมื่อก่อนทำอะไรมา ดูไก่ในบ้านให้ดีด้วย มองคนพวกนี้เป็นขโมย
พวกคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเข้าออกหมู่บ้าน ตอนนั้นไม่มีใครทักทายพวกเขา ถึงขนาดที่เดินเลี่ยงเสียด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเขาได้ยินท่าทีของแต่ละบ้านในหมู่บ้านมามาก
ไม่มีเตียงนอน คนพวกนั้นนอนบนพื้นหรือเปล่า คนพวกนั้นแต่งตัวซอมซ่อ รองเท้าเด็กผู้หญิงขาดจนนิ้วโผล่ ทุกคนเห็นเป็นเรื่องสนุก
คนพวกนั้นไม่มีน้ำดื่ม ไปตักน้ำที่แม่น้ำก็ถูกคนในหมู่บ้านดูแคลน
แต่ตอนนี้กลับ…
คนพวกนั้นเอาอาหารที่ตัวเองคิดค้น ถือไปพบใต้เท้าโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
รองเสนาบดีตำแหน่งสูงถึงขนาดไหน ถ้าเขาไม่ถาม เราจะพูดพล่ามได้อย่างไร
แต่หลานชายคนนี้ทำอย่างไร
เพื่อลูกหลานในหมู่บ้าน เพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้แรงงานแทนแบบพวกเขา ไม่ต้องจากบ้านไป
คิดๆ ดูฝูเซิงหลานชายคนนี้จะต้องคุกเข่าต่อหน้าใต้เท้ารองเสนาบดีด้วยความหวาดกลัว ใช้สองมือประคองของสองอย่างนี้ให้อย่างแน่นอน
อีกทั้งยังพูดแฝงความนัยกับใต้เท้าด้วยความกล้าหาญว่า ถ้าท่านถูกใจอาหารสองอย่างนี้ เห็นว่าพอไหว ตอนที่หาคนทำ ช่วยพิจารณาคนในหมู่บ้านพวกข้าได้หรือไม่ แบบนั้นจะสะดวกยิ่งกว่า
หัวหน้าตระกูลเริ่นบอกตัวเองว่าไม่ต้องคิดต่อแล้ว ไม่ต้องคิดต่อ
เหม่อต่อไปไม่ได้อีก เพราะซ่งฝูเซิงกำลังจะเดินขึ้นสะพานไปพร้อมกับซ่งฝูกุ้ยแล้ว
“หลานชาย” หัวหน้าตระกูลเริ่นตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ซ่งฝูเซิงหันกลับมา
ทันใดนั้นหัวหน้าตระกูลเริ่นได้ยกมือคารวะอย่างจริงใจ
พวกชาวบ้านต่างงง “…”
ขนาดหัวหน้าตระกูลยังขนาดนี้แล้ว ดูยังไงก็ซาบซึ้ง
บางคนก็คารวะตามอยู่ด้านหลังอย่างงงๆ บางคนก็รีบกุลีกุจอโค้งตัวให้พวกซ่งฝูเซิง บ้างก็ออกแรงพยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจสถานการณ์
ซ่งฝูเซิงที่ยืนอยู่ไกลยิ้มให้ทุกคน เขาเองก็พยักหน้า
พอกลุ่มคนที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเดินไปไกลแล้ว ทุกคนก็เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่อีกต่อไป “ท่านอาหัวหน้าตระกูล เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“พวกเจ้า พวกเจ้าไม่เคยรู้เลยว่าพวกคนที่อยู่ฝั่งนู้นเป็นอะไรของหมู่บ้าน! และก็ไม่เคยรู้เลยว่าคนพวกนั้น มีน้ำใจกับพวกเจ้าขนาดไหน!”
พวกป้าอ้วนแซ่ไป๋คิดในใจ หัวหน้าตระกูล โมโหใส่พวกเราทำไม ท่านไม่พูด พวกเราจะรู้เหรอ
อาสามสกุลเหรินคิดเหมือนป้าอ้วนแซ่ไป๋ “ใจเย็นๆ ก่อน ท่านก็พูดออกมาสิ”
หัวหน้าตระกูลเริ่นพูดในสภาพดวงตาแดงก่ำ ท่ามกลางแสงสว่างจากกองไฟ
ทุกคน “…”
“พวกเขาคิดค้นอาหารที่เหมาะกับการทำสงครามในแนวหน้าทั้งวันทั้งคืนเพื่อพวกเรา…
…ไม่ได้เพื่ออะไรอื่น ไม่ใช่เพื่อเอาออกมาโอ้อวดหวังชื่อเสียงหวังผลงาน เพียงเพื่อให้เด็กๆ แต่ละบ้านของพวกเราได้ใช้แรงงานทดแทนการเกณฑ์ทหาร…
…แต่ทำเพื่อพวกเรา…
…ข้าเจอนายอำเภอยังตัวสั่น แต่หลานชายฝูเซิงกลับทำเพื่อพวกเจ้า กล้าเสนอต่อหน้าใต้เท้ารองเสนาบดี…
…ข้าขอพูดไว้ตรงนี้ ข้าก็ขอใช้เกียรติของข้าขอร้องพวกเจ้า ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ห้ามทำคนพวกนั้นเสียน้ำใจ…
…ถ้ายังทำหมางเหมินต่อพวกเขา พวกเจ้ายังจะเป็นคนอีกเหรอ ข้าจะคอยดูว่าใครกล้า!…
…อีกทั้งไม่ต้องสนว่าจะสำเร็จหรือไม่ ห้ามไปรบกวนพวกเขา การไปคุกเข่าอ้อนวอนก็คือการกดดัน ห้ามไปกดดัน!”
“หัวหน้าตระกูล ไม่ต้องพูดแล้ว ยังไงเสียครอบครัวข้าก็ไม่ไปคุกเข่าอ้อนวอนหรือไปกดดัน ข้ากลับจะอยากเอาเป็ดไปให้พวกเขาด้วยซ้ำ ใครก็อย่ามาห้ามข้า”
“ใช่ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” ยายสวี่ที่เลี้ยงไก่ในหมู่บ้านเอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตา “ข้าจะไปจับไก่ให้พวกเขากิน”