ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 474 ที่ดินหลายหมู่ วัวสองตัว คนแก่เด็กเล็กต่างมีความสุข
เมื่อมีเมล็ดพันธุ์ที่น่าประทับใจเหล่านี้ ท่านลุงซ่งก็กำหนดได้แล้วว่าควรปลูกอะไรในพื้นที่หนึ่งร้อยยี่สิบสี่หมู่ของพวกเขา
ปลูกธัญพืชสองหมู่
ปลูกข้าวสองหมู่ พอให้เด็กๆ ที่กระเพาะลำไส้ไม่ดีกินหรือเปล่า
พอแล้ว เด็กๆ บ้านเราแข็งแกร่ง ไม่มีหรอกกระเพาะลำไส้ไม่ดี
ปลูกข้าวโพดสามสิบหมู่
“ประมาณนั้น พอแล้ว” พวกผู้เฒ่าที่อายุค่อนข้างมากพากันพยักหน้าเห็นด้วย
ข้าวสาลีสามสิบหมู่
ต้องปลูกพวกแป้งทำอาหารไหม
ปริมาณการผลิตต่ำนะ
ต่ำก็ต้องปลูก ไล่นับจากพวกพั่งยาลงไป จอมตะกละกันทั้งนั้น
ก็จริง งั้น…ปลูก!
ข้าวฟ่างสิบสองหมู่
“ปลูกถั่วห้าสิบหมู่”
ซ่งฝูหลิงถามแม่ว่ายังมีเรื่องอะไรต้องคำนึงไหม
เฉียนเพ่ยอิงตอบลูกสาวที่แยกธัญพืชก็ยังไม่เป็น “พื้นที่รกร้าง ซึ่งก็คือพื้นที่บุกเบิกที่ชาวบ้านเรียกกัน พื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชทำกินมาก่อน ปีแรกปลูกถั่วจะดี รักษาหน้าดิน เป็นปุ๋ย หลังจากที่ปลูกถั่วแล้ว ปีที่สองก็จะง่ายขึ้นมาก โดยทั่วไปคนที่มีพื้นที่ร้างจะพยายามปลูกอันนี้ หรือแม้กระทั่งปลูกทั้งหมด แต่อย่างพวกเราจะให้ซื้ออาหารกินตลอดก็ไม่ได้ ช่วยไม่ได้ ผลผลิตต่ำก็ต้องปลูกพวกธัญพืชที่กินได้บ้าง”
ซ่งฝูหลิงพยักหน้า “อันที่จริงพวกเราปลูกถั่วก็ดี พวกเราทำน้ำพริก ถั่วงอกดิบ ก็ต้องการถั่วทั้งนั้น”
ทางด้านลุงซ่งยังปรึกษากันอยู่ “หัวหน้าทีม”
“ลุงซ่ง ข้าเคยบอกแล้วว่าอยู่บ้านไม่ต้องเรียกหัวหน้าทีมหรอก”
“อ่อ ฝูเซิง เรียกมาทั้งวันข้าเลยสับสนอยู่บ้าง คือ ข้าดูแล้วที่ดินผืนนั้นบนภูเขาที่แบ่งออกมา นอกจากปลูกพริก พวกเราไปหาถางที่ดินผืนใหญ่อีกสักที่”
“ปลูกอะไร”
เหล่าชายสูงวัยรีบแย่งกันพูด
“ปลูกถั่วลิสง”
“เข้าหน้าร้อนปลูกหัวไชเท้า ถัดจากนั้นค่อยปลูกขึ้นฉ่าย ยังต้องปลูกหัวไชเท้าส้มด้วย ปีนี้ซื้อของกินไม่ได้อีก ขายพวกเรากระสอบละหนึ่งทองแดงพวกเราก็ไม่ซื้อ ไม่เคยได้ยินว่ากินผักยังต้องเสียเงิน ไม่เหมาะ”
“ใช่ ปลูกผักกาดขาว ปีนี้พวกเราต้องปลูกให้เยอะหน่อย”
“ได้” ซ่งฝูเซิงตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ งั้นพวกเราก็กำหนดตามนั้น
พูดตามตรง ฟังแล้วเหนื่อย พื้นที่เพาะปลูกร้อยกว่าหมู่ของครอบครัว พื้นที่เพาะปลูกพริกห้าร้อยหมู่ที่ทางการกำหนด พวกเรายังต้องบุกเบิกพื้นที่ในภูเขาอีกเพื่อปลูกถั่วลิสง ดูจากความขยันขันแข็งของทุกคน ถางพื้นที่ได้เยอะยิ่งดี
พื้นที่ขนาดใหญ่ ลองนึกดูว่าขอบเขตขยายไปถึงหมู่บ้านอู่ฝูแล้ว แค่นี้ก็จินตนาการได้ว่ามันใหญ่ขนาดไหน
หากจินตนาการไม่ออก เด็กปริญญาโทบ้านเขาที่ไม่เคยปลูกอะไรมาก่อนกำลังคำนวณสูตร ให้นางเป็นคนอธิบายแล้วกัน
ซ่งฝูหลิง ใช้เท้าวัดพื้นที่เพาะปลูกของครอบครัวน่ะเหรอ พอ นางเดินไม่ไหว
แต่นางนั่งคำนวณอยู่ในบ้านได้
คำนวณตามมาตรฐานสนามฟุตบอลที่ฟีฟ่ากำหนด พื้นที่หกหมู่คือครึ่งสนามฟุตบอล ไม่นับพื้นที่บนเขาที่ต้องไปถางอีก เอาแค่พื้นที่ร้างริมเขา สมมติว่ามีพื้นที่หกร้อยหมู่ งั้นก็เท่ากับว่ามีขนาดเท่าสนามฟุตบอลห้าสิบสนาม
ห้าสิบสนาม
โอ้ พระเจ้าจอร์จ
“คุณพ่อ ก้มตัวปรนนิบัติพื้นที่เพาะปลูกขนาดนี้ จะตายเอานา”
นั่นสิ…
โชคดีที่มีกังหันน้ำ ช่วยทุ่นแรงการที่ต้องมานั่งรดน้ำทีละแปลงได้
โชคดีที่เขาซ่งฝูเซิงฉลาด ยังได้ดัดแปลงเครื่องมือเกษตรด้วย ไม่ต้องมานั่งโค้งตัวตัด ยืดตัวตรงทำไปได้เท่าไรก็เท่านั้น ไม่อย่างนั้นก้มบ่อยๆ เอวยังจะไหวไหม
แต่ว่าก็ยังคงมีงานอีกจำนวนมาก
อย่างเช่น งานที่ง่ายที่สุดอย่างเอาข้าวไปส่งให้คนพวกนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก
เรื่องยากสุดคือพื้นที่รกร้างบนเขา
ดังนั้นอีกเดี๋ยว ซ่งฝูเซิงกัดฟัน ต้องหาทางใช้เส้นสาย
ในขณะที่วิ่งวุ่นทั่วทุกสารทิศก็ให้ท่านลุงซ่งรวมกลุ่มพวกเด็กหนุ่มในบ้านเราอย่างซื่อจ้วง แบ่งพื้นที่ในเขตบ้านออกมาส่วนหนึ่งแล้วสร้างเพิงกระท่อม
จากนั้นไม่นานเขาก็พาคนเข้าเมือง
เงินทองเป็นของนอกกาย ใช้จ่ายหมดไปค่อยหาใหม่
โปรยออกไปห้าร้อยตำลึง เอาวัวแรงงานสามสิบตัวเข้าหมู่บ้าน
การปรากฏตัวของฝูงวัวสร้างความตื่นตะลึงให้คนในหมู่บ้านเหรินจยา
นับตั้งแต่ซ่งฝูเซิงเป็นหัวหน้าทีมของพวกเขา ทุกคนก็มีเรื่องให้ตะลึงเป็นระลอก
อันที่จริงคนที่ขายวัวสีน้ำตาลตอนได้ยินว่าจะซื้อสามสิบตัวในคราวเดียวก็ตะลึงเหมือนกัน
บ้านไหนเนี่ย ซื้อทีละเป็นสิบๆ ตัวแบบนี้
ซ่งฝูเซิงได้อธิบายไปว่า “พวกเราสิบกว่าครอบครัวซื้อด้วยกัน”
ไม่เคยได้ยินว่าซื้อวัวแพงขนาดนี้ไปใช้เอง แถมยังซื้อด้วยกันสิบกว่าครอบครัว ใครจะไปวางใจ
ก็ไม่แปลกที่คนพวกนี้จะตะลึง ในสมัยโบราณ วัวแรงงานก็เทียบเท่ารถยนต์ เครื่องหว่านเมล็ด เครื่องเก็บเกี่ยวของยุคปัจจุบัน ไม่เคยเห็นการซื้อเครื่องมือเกษตรใหญ่ขนาดนี้สามสิบเครื่องในคราวเดียวเพื่อเอาไปใช้เอง
เกาถูฮูตะโกนจนหน้าแดงก่ำ ยิ้มจนตาปิด ลากเสียงยาวสองมือป้องปากตะโกน “เก้าตระกูล มาที่บ้าน แบ่งวัวเร็ว!”
คนในหมู่บ้านเหรินจยาเห็นแล้วยังต้องยอม พวกคนฝั่งนู้นเป็นครอบครัวชั้นเซียนแบบไหนกันแน่
แม้แต่วัวยังได้แบ่งด้วย
ลุงซ่งโอบคอวัว ไม่ใช่วัวที่คุณหนูสามสกุลลู่ให้ยืม ไม่ใช่วัวนม เป็นเพื่อนยากที่สนิทที่สุดของเขา คิดถึงจะตายอยู่แล้ว วัวน้ำตาลของเขา
ซ่งฝูกุ้ยปาดเหงื่อ “จะเอาอย่างไร คอกวัวยังสร้างไม่เสร็จเลยนะ”
เกาถูฮูไล่วัวไปทางบ้านด้วยความตื่นเต้น ตะโกนเสียงดังกลับไป “ไม่กลัว วัวของพวกเราไม่มีทางรังเกียจบ้านเรา ทำกำแพงด้านนี้เสร็จค่อยทำกำแพงด้านนั้น”
เอาเถอะ บ้านอื่นรื้อกำแพงด้านตะวันออกเสร็จค่อยรื้อกำแพงด้านตะวันตก พวกเขากลับได้เรื่อง ทำด้านนี้เสร็จค่อยทำด้านนั้น ทำอย่างกับต่อเลโก้แล้วค่อยเอามาประกอบกัน
ซ่งฝูเซิงจูงวัวหนึ่งตัว “ท่านลุงซ่ง ปล่อยมือก่อน อย่ากอดคอวัว ข้าต้อง…ท่านลุงซ่งเป็นอะไรไป”
ชายชราร้องไห้อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
วัวพวกนั้นที่เคยฆ่าระหว่างทาง ตอนนี้ได้กลับคืนมาหมดแล้ว
ซ่งฝูเซิงรีบปล่อยเชือก สบตากับพวกผู้ชายที่อยู่แถวนั้น พอจะเข้าใจแล้ว จึงปลอบท่านลุงซ่งก่อนด้วยความรู้สึกขำ
ท่านลุงซ่งเช็ดน้ำตา เช็ดไปยิ้มไป “เพราะเจ้าเลยนะ หลานเซิง ชอบทำให้หัวใจของข้าอบอุ่นได้ทุกวัน”
ซ่งฝูเซิงเงยหน้า พอเถอะ ดูเหมือนการร้องไห้จะเป็นโรคติดต่อนะ
ลุงใหญ่ของเขาสองมือไพล่หลัง เงยหน้ามองฟ้าด้วยดวงตาแดงก่ำ
เกาถูฮูที่ตื่นเต้นมาตลอด ทันใดนั้นได้หันหน้าหนีเริ่มร้องไห้
เกาถูฮูสูดน้ำมูกที่ไหลออกมา แกล้งต่อว่า “ไปให้พ้น” ทั้งยังถีบลูกชายตัวเองหนึ่งที
ซ่งฝูกุ้ยกางสองมือออกพลางพูดความในใจ เงยหน้ามองฟ้า “ข้าเคยบอกแล้ว ความยากจนจะไม่เกินสามรุ่นหรอก ปู่ทวดย่าทวด ปู่ย่า พ่อแม่ พวกท่านเห็นหรือยัง พอถึงรุ่นข้า ในที่สุดก็ได้ลืมตาอ้าปากแล้ว!”
สีหน้าของยายทั้งแปดยังเหมือนกัน ยืนเรียงแถวเหลือบมองซ่งฝูกุ้ย
จึ๊ๆๆ นั่นเขาเรียกร่ำรวยไม่เกินสามรุ่น
อีกทั้งต่อให้ยากจนไม่เกินสามรุ่น สวรรค์ก็ถูกบีบคั้นจนหมดหนทางแล้ว จำต้องเบิกเนตร
ทำไมน่ะเหรอ
เพราะถ้าชาตินี้ยังยากจนต่อไปอีก ก็ไม่มีรุ่นหลังแล้ว กลัวว่าพวกเจ้าจะสิ้นโคตรเหง้า ได้อดตายกันจริงๆ
“พวกป้าๆ ยายๆ พวกท่านทำอะไรกันน่ะ กว่าข้าจะได้มีความสุขสักครั้งไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ”
ฮ่าๆๆ บริเวณลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
มีหลายคนที่กอดคอวัวหัวเราะ
วัวสำหรับใช้แรงงานสามสิบตัวนี้ ให้ครอบครัวละสองตัว แต่หลี่ซิ่วได้หนึ่งตัว หนึ่งตัวนี้นางยังต้องติดเงินกองกลาง ส่วนท่านย่าหม่าควักเงินจ่ายเอง บ้านนางเอามาสามตัว
พวกยายๆ ถามนางว่าทำไมซื้อเกินหนึ่งตัว ท่านย่าหม่าตอบ “ข้ามีลูกชายสามคน ไม่ลำเอียง วันหน้าหากข้าตายขึ้นมา ก็เอาไปคนละตัว”
อีกทั้งวันนี้ ‘คำคม’ ของซ่งฝูเซิงได้ถูกลือเข้าไปในหมู่บ้าน
แต่ละครอบครัวต่างได้ยินคำพูดของซ่งฝูเซิง “อะไรที่หายไประหว่างทางล้วนกลับมาได้หมดแล้ว อะไรที่ไม่เคยมี วันหน้าจะต้องมี”