ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 500 คนเฝ้าประตู
เอาเข้าพื้นที่พิเศษ โทรศัพท์มือถือก็หายไปจากมือเรียบร้อย
หายไปไหนน่ะเหรอ
มันก็จะไปที่โซฟาอย่างว่าง่าย เสียบที่ชาร์ตแบตฯ กลับสู่หน้าก่อนทะลุมิติมา ชาร์ตแบตฯ อยู่ที่เท่าไหร่ จากนั้นจะปลดล็อคอย่างไร กดอะไรก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนเครื่องค้างไปแล้ว
ถ้าเอาที่ชาร์ตแบตฯ ออกก็ต้องรีบกลับไปยุคโบราณทันที ไม่อย่างนั้นถ้ามัวลีลาเดี๋ยวมันจะกลับเข้าไปชาร์ตแบตฯ อีก
แต่ถ้าเอาออกไปข้างนอก ฟังก์ชันในตัวก็ยังใช้ได้
ถ่ายรูป อัดวิดีโอ เวลา จับเวลา เพลงที่มีอยู่ในเครื่องก็ฟังได้ ละครก็ดูได้ เป็นต้น
ก็แค่แบตเตอรี่จะอยู่ในสภาวะที่ลดลงตามปกติ ใช้หมดก็ต้องให้เฉียนเพ่ยอิงเอาเข้าไปในพื้นที่พิเศษ
เพียงแต่ต่อให้เอาโทรศัพท์มือถือมาใช้ฟังก์ชันต่างๆ ในยุคโบราณได้ แต่ไม่ต้องสนว่าจะวางไว้ในยุคโบราณกี่วัน วันที่ที่ปรากฏบนหน้าจอก็จะยังคงเป็นวันที่ทะลุมิติเข้ามา
ของที่เป็นประมาณนี้ในพื้นที่พิเศษก็ยังมีนาฬิกาแขวน นาฬิกาข้อมือของพวกเขา คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของซ่งฝูหลิง เป็นต้น
อะไรที่มีแสดงวันที่ จะขึ้นเป็นวันที่ทะลุมิติมา
อีกทั้งเอามาใช้ข้างนอกอย่างไรก็ได้ ก็แค่พอเข้าไปในพื้นที่พิเศษมันจะกลับไปอยู่ที่เดิมทันที นาฬิกาแขวนแค่จับนานหน่อยก็จะหายไปจากมือ กลับไปแขวนอยู่ที่ผนัง
เรื่องที่กล่าวมานี้สรุปมาจากการทดลองของทั้งสามคน
ดังนั้นเนื่องจากความพิเศษด้านบน ซ่งฝูหลิงจึงจำเป็นต้องวาดภาพจากรูปถ่ายที่พ่อถ่ายมาที่ข้างนอกในยุคโบราณ
ไม่อย่างนั้นถ้าเข้าไปวาดในพื้นที่พิเศษ โทรศัพท์มือถือก็จะหนีกลับไปชาร์ตแบตฯ ไม่ยอมให้นางดูแล้ว
เสียงซ่งจินเป่าถามอยู่ตรงประตู “อาสะใภ้สาม วันนี้ไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ”
เฉียนเพ่ยอิงนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยปากประตู เด็ดผักพลางตอบ “ไม่เรียนแล้ว”
นางรับหน้าที่เฝ้าหน้าประตู อย่าเผลอให้ใครเข้าไปได้ เดี๋ยวลูกสาวที่กำลังวาดภาพจากมือถือจะตกใจ
หมี่โซ่วเอียงหน้ามองเฉียนเพ่ยอิง มองเสร็จก็มองไปทางข้างใน แต่ถูกเฉียนเพ่ยอิงตาไวรีบเอามือจับไว้ “ฟังป้า พี่สาวเจ้าวาดรูปอยู่ ไปเล่นกับพวกพี่ๆ ไป”
หมี่โซ่วแบกกระบุงเล็ก ในมือมีเสียมอันเล็กสำหรับขุดผัก ใช้เท้าน้อยๆ เตะหญ้าอยู่ในแปลงเพาะปลูกใหญ่อย่างเซ็งๆ
จินเป่าถามเขา “เป็นอะไร”
“ข้ารู้สึกว่าพวกท่านป้าดูเหมือนจะมีเรื่องปิดบังข้า”
จินเป่าได้ฟังก็ทำสีหน้ารังเกียจใส่ “อย่าหาว่าข้าว่าเจ้าเลยนะหมี่โซ่ว ทำไมเจ้าถึงนิสัยเหมือนพวกผู้หญิง วันๆ ชอบคิดอะไรเยอะแยะ”
“พี่สิผู้หญิง ผู้หญิง!” หมี่โซ่วเกลียดที่สุดเวลามีคนบอกว่าเขาไม่เหมือนผู้ชาย เหมือนยายแก่ สะพายกระบุงเริ่มไล่ตีจินเป่า
พวกซ่วนเหมียวจื่อส่งเสียงเชียร์ขึ้นมาทันที “เอาเลย ตีเลย”
ภายในบ้าน ท่านย่าหม่าถลึงตามองสะใภ้สาม “เจ้าว่าไงนะ”
เมื่อครู่นางมาบอกว่า เฉียนซื่อ วันนี้พวกข้าต้องคิดเงินค่าเต้าหู้นมให้คนในหมู่บ้าน อีกเดี๋ยวช่วงบ่ายเจ้าไปเด็ดหญ้าที่แปลงผักด้านหลังหน่อย หญ้าขึ้นสูงอีกแล้ว
ปรากฏว่าเฉียนซื่อกลับบอกนางว่า ไปไม่ได้
จูซื่อสะใภ้รองของท่านย่าหม่าถือกะละมังใส่ผ้าสกปรกเดินผ่านมาได้ยินพอดี คิดในใจ น้องสะใภ้สามนี่สุดยอดจริงๆ ถอนหญ้างานเบาขนาดนั้นยังกล้าปฏิเสธต่อหน้าแม่ผัว
“ข้าบอกว่าข้าไปไม่ได้ ลองดูว่าใครว่างก็วานให้ไปทำ”
นางต้องเป็นคนเฝ้าประตู
ท่านย่าหม่า “…”
ปากกระตุก เจอคำตอบแบบนี้ก็พูดไม่ออกสักคำ แต่ต้องกู้หน้ากลับมาหน่อย พวกยายๆ มองกันอยู่ “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“ใช่ ข้าปวดหัวตั้งแต่เช้า”
พวกยายเถียนได้ฟังก็กลัวว่าจะเป็นหวัด จึงรีบเตือน “งั้นเจ้ารีบเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องเด็ดผักแล้ว”
ท่านย่าหม่าหันไปมองสะใภ้รอง “จูซื่อ เช่นนั้นถ้าเจ้าซักผ้าพวกนี้เสร็จก็ไปถอนหญ้า”
จูซื่อ ข้าแค่มามุงดู ทำไมกลายเป็นข้าต้องไปถอนหญ้าล่ะ ข้าซักผ้าเสร็จยังต้องไปทำกับข้าวเอาข้าวไปส่งบนเขาอีกนะ “ท่านแม่ ข้าก็…”
ไม่มีใครฟังจูซื่ออธิบาย ท่านย่าหม่าเดินออกจากลานบ้านไปแล้ว
กลับเป็นเฉียนเพ่ยอิงที่สนใจจูซื่อ
“พี่สะใภ้รอง”
“ทำไม”
“รบกวนหน่อย ช่วงวิ่งไปถามบ้านเอ้อร์หยาจื่อในหมู่บ้านที วันนี้บ้านเขาเหวี่ยงแหจับปลามาได้ไหม ถ้าจับได้ก็ให้เขาเอาตัวใหญ่ที่สุดมาให้ข้า ข้าจะเอาเงินให้”
ครอบครัวเอ้อร์หยาจื่อที่อยู่ในหมู่บ้านขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนมาก สมาชิกเยอะสุด ตุนเสบียงน้อยสุด ปกติจะตื่นแต่เช้าไปจับปลาในแม่น้ำมากินทุกวัน ไม่เหมือนบางบ้านในหมู่บ้านที่บางครั้งเวลายุ่งมากๆ ก็จะไม่สนใจปลาในแม่น้ำ ไปทำงานในแปลงเพาะปลูกเลย
แต่ครอบครัวนั้นไม่ได้ ฤดูกาลนี้ต้องพึ่งปลาเป็นอาหารทั้งหมด กินทุกวัน วันหนึ่งหลายมื้อก็เริ่มเอียน ได้ยินว่าถึงขั้นเสียดายเกลือไม่กล้าใส่ คิดเอาแล้วกันว่าจะอร่อยไหม
แต่ครอบครัวเอ้อร์หยาจื่อ ที่เป็นแบบนี้ก็ยังดีกว่าครอบครัวระดับกลางและล่างของหมู่บ้านอื่น เรียกได้ว่าชีวิตของคนในหมู่บ้านเหรินจยายังดีกว่าข้างนอกมาก ตอนนี้ในฤดูกาลนี้มีทั้งภูเขาทั้งแม่น้ำให้หาอาหาร ทั้งยังทำเต้าหู้นมหาเงินได้อีกด้วย
คนในหมู่บ้านรู้สึกความสุขอบอวล เมื่อมีความสุข จิตใจก็เป็นสุขและก็รู้จักพอ
เฉียนเพ่ยอิงอยากซื้อปลาสักตัวมาทำซุปบำรุงสมองให้ลูกสาว
จูซื่อหมดคำจะพูดอีกครั้ง รับงานถอนหญ้าแล้วยังต้องเป็นธุระให้คนอื่นอีกเหรอ
“เข้าใจแล้ว”
ส่วนซ่งฝูหลิงที่อยู่ในบ้าน กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะบนเตียง มองโทรศัพท์มือถือพลางวาดแผนที่อย่างไม่หยุดมือ
นางวางใจมาก
รู้ว่าแม่เข้าใจ ห้ามให้ใครเข้ามาส่งเดชขัดจังหวะความคิดของนาง
แม่จะต้องเฝ้าประตูไว้อย่างแน่นอน
ซ่งฝูหลิงทุบขา นั่งขัดสมาธินานเข้าขาเริ่มชา ยืนบนเตียงขยับแข้งขยับขา ยืดไปยืดมา
อันที่จริงกางโต๊ะที่พื้นนั่งเขียนแบบโต๊ะเรียนจะสบายที่สุด แต่บนพื้นเต็มไปด้วยเสบียงอาหาร เว้นไว้แค่ทางเดิน ตั้งโต๊ะไม่ได้
บ้านของพวกเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้กันหมดทุกบ้าน
บางครั้งก็รู้สึกว่า ยังจะช่วยคนอื่นอีก ช่วยเรื่องนี้ช่วยเรื่องนั้น ชีวิตตัวเองยังลุ่มๆ ดอนๆ มีอีกหลายเรื่องต้องทำ
แต่ว่า…
ซ่งฝูหลิงยืดเส้นยืดสายได้ไม่กี่นาทีก็กลับไปนั่งหน้าโต๊ะอีกครั้ง วาดภาพตามรูปในมือถือต่อ
ต้องวาดรูปที่พ่อถ่ายมาลงในกระดาษทั้งหมดก่อน จะให้พ่อคอยยกโทรศัพท์ขึ้นมาดูบ่อยๆ ก็ไม่ได้หรือเปล่า
งานที่นางทำเป็นปริมาณงานของเจ้าหน้าที่กรมคลังอย่างน้อยสามคนรวมกัน
ตั้งแต่เช้าจนเที่ยง เฉียนเพ่ยอิงเข้ามาสองครั้ง
ครั้งแรกเอาวอลนัตที่ทุบแล้วมาให้ลูกสาว
ครั้งที่สองเอาหวานเย็นมาให้ลูกสาว
เอาน้ำแข็งก้อนเล็กออกมาจากห้องใต้ดิน ใช้เครื่องคั้นน้ำปั่นให้ละเอียด เฉียนเพ่ยอิงโปะถั่วแดงที่ด้านบนเล็กน้อย ราดนมนิด ใส่น้ำซอสผลไม้ที่ลูกสาวทำเองสองช้อนกับน้ำผึ้งอีกหนึ่งช้อนเล็ก
ทั้งสองครั้งเฉียนเพ่ยอิงวางของเสร็จก็ออก ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง กลัวรบกวนลูกสาว
พอออกไปแล้วนางก็ตุ๋นซุปปลาต่อ นึ่งข้าว สับหมู เอาหมูสับมาผัดผัก
ซ่งฝูหลิงกับหมี่โซ่วกินข้าวเสร็จ หมี่โซ่วก็หลับ หลังจากที่ซ่งฝูเซิงอุ้มหมี่โซ่วไปไว้ที่ห้องซื่อจ้วง พอกลับมาก็ถามลูกสาว “วาดถึงไหนแล้ว”
“เพิ่งได้ครึ่งเดียว”
“อย่าหักโหม นอนกลางวันสักหน่อย พักสมองบ้าง”
ซ่งฝูหลิงพยักหน้า