ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 174 คิดจะจับคน
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 174 คิดจะจับคน
คำพูดของหัวหน้าหวังที่เอ่ยปากจะจับคนนั้น เขาจ้องมองมาที่อวิ๋นฉี่เยว่เป็นพิเศษ
หมอเจิ้งเห็นท่าทางมั่นใจของหัวหน้าหวังก็ได้แต่กัดฟันกรอด เขียนใบรับรองลงไป ที่จริงเขาไม่อยากเขียนเลยสักนิด แต่ก็จนใจเพราะมีจุดอ่อนอยู่ในมือของหัวหน้าหวัง
หลังจากเขียนเสร็จแล้ว โม่จู๋ก็รับใบรับรองมาส่งให้อวิ๋นฉี่เยว่ หัวหน้าหวังได้แต่มองดูอย่างเย็นชา แต่พอคิดว่าตราบใดที่จับคนพวกนี้เข้าไปในหน่วยรักษาความสงบท้องถิ่นได้ เขามีวิธีมากมายที่จะทำให้เรื่องที่ไม่มีมูลความจริงกลายเป็นเรื่องจริง เขาก็ไม่กังวลอีกต่อไป
“จับคน!”
เจียงต้าไห่แสร้งทำเป็นร้อนรน “อย่าเลยขอรับ อย่าเพิ่งจับคนเลย พี่สะใภ้และหลานชายหลานสาวของข้าไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่ คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด เป็นเรื่องเข้าใจผิดขอรับ!”
หัวหน้าหวังหัวเราะอย่างเย็นชา “เข้าใจผิดหรือ? หมอตรวจอาการแล้ว จะเป็นการเข้าใจผิดได้ยังไง? เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ จับตัวไปสอบสวนที่หน่วยรักษาความสงบท้องถิ่นก็รู้เอง”
เจียงต้าไห่รีบพูด “ยังมีหลานข้าอีกสองคนมิใช่หรือขอรับ รอพวกเขากลับมาแล้วท่านค่อยพาตัวไปเถิด ส่วนพี่สะใภ้และหลานสาวของข้าล้วนเป็นสตรี ขอรบกวนหัวหน้าหวังอำนวยความสะดวกด้วยขอรับ”
หัวหน้าหวังกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าย่อมให้เกียรติเถ้าแก่เจียง”
อวิ๋นเจียวกับอวิ๋นฉี่เยว่มองดูคนทั้งสองเล่นละครด้วยสายตาเย็นชา ในตอนนั้นเอง ฉี่เสียงกับฉี่ชิ่งก็พาหมอมาถึงพอดี หมอผู้นี้เป็นหมอที่เก่งที่สุดของร้านยาหงฝูถัง ชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในตำบลไป๋อวิ๋น
นับตั้งแต่ที่ท่านโหวสั่งให้ร้านยาหงฝูถังเป็นโรงหมอเพียงแห่งเดียวที่รักษาอาการบาดเจ็บให้กับชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งก่อน ร้านยาหงฝูถังจึงมีชื่อเสียงโด่งดัง แม้แต่ครอบครัวร่ำรวยในอำเภอก็ยังมาขอให้ร้านยาหงฝูถังส่งหมอไปรักษาที่จวนโดยเฉพาะ
ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครกล้าหาเรื่องร้านยาหงฝูถังอีก เพราะเจิ้นหย่วนโหวยังคงอยู่ที่จวนในหมู่บ้านหยางหลิ่ว ตำบลไป๋อวิ๋น ไม่ได้กลับเมืองหลวง
เมื่อหัวหน้าหวังเห็นหมอของร้านยาหงฝูถัง ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว ส่วนหมอเจิ้งนั้นขาอ่อนแรงแทบทรุดลงกับพื้น
หัวหน้าหวังรีบยิ้มแย้มเข้าไปคำนับหมอของร้านยาหงฝูถัง “ท่านหมอก่วง หมอเจิ้งตรวจอาการคนป่วยที่นี่ให้หมดแล้ว เทียบยาก็ให้ไปแล้วขอรับ”
ความหมายคือท่านมาเสียเที่ยวแล้ว
ฉี่เสียงรีบพูด “ท่านหมอก่วง เชิญท่านมาตรวจชีพจรพวกเขาให้หน่อยขอรับ พวกเขาอ้างว่าอาหารในร้านเราไม่สะอาด กินแล้วท้องเสีย แต่ลูกค้าคนอื่นๆ กินแล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยขอรับ”
ฉี่ชิ่งกับฉี่เสียงยังไม่รู้ว่าผลการตรวจชีพจรของหมอเจิ้งคือโดนพิษ
ในเมื่อหมอก่วงถูกเชิญมาแล้ว ย่อมไม่มีทางล้มเลิกการตรวจชีพจรเพราะคำพูดของหัวหน้าหวังเพียงไม่กี่คำ เขาตรงไปที่ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ยื่นมือออกไปหมายจะจับชีพจร ทว่าชายคนนั้นกลับรีบชักมือกลับ ไม่ยอมให้เขาแตะต้อง
พอเปลี่ยนเป็นคนอื่น ก็ยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ คนกลุ่มนี้ต่างพากันหลบเลี่ยงหมอก่วง ทุกคนเห็นแล้วว่าต้องมีลับลมคมใน แต่เพราะหัวหน้าหวังอยู่ที่นี่ จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป
หมอก่วงตรวจชีพจรไม่ได้ อวิ๋นเจียวจึงเอ่ยขึ้น “ท่านหมอเจ้าคะ เมื่อครู่นี้หมอคนนั้นบอกว่าพวกเขาโดนพิษ บอกว่าในอาหารมียาพิษ และเป็นอันตรายถึงชีวิตเจ้าค่ะ”
ตอนนี้นางจะไม่รู้แผนการของอวิ๋นฉี่เยว่ได้อย่างไร ฉะนั้นจึงพูดแทรกขึ้นโดยไม่รู้สึกกดดันแม้แต่น้อย
หมอก่วงมองหมอเจิ้งอย่างพิจารณา จากนั้นก็มองไปที่หัวหน้าหวัง ก่อนจะกวาดตามองชายฉกรรจ์ที่ส่งเสียงโวยวาย
หัวหน้าหวังกล่าว “ท่านหมอก่วง ปกติท่านก็ยุ่งมากไม่ใช่หรือขอรับ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะรบกวนท่านได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นหมอเจิ้งก็ตรวจดูให้แล้ว”
เขาต้องการบอกให้หมอก่วงอย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น
หมอก่วงแค่นเสียงเย็นชาแล้วพูดว่า “ข้ารักษาคนไข้มานานหลายสิบปี แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าโดนพิษหรือไม่ คนพวกนี้มีใบหน้าแดงปลั่ง ดวงตาเป็นประกาย ริมฝีปากและลิ้นมีสีปกติ ลมหายใจมั่นคง”
“ไม่ใช่ลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับพิษเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีวี่แววของความเจ็บป่วยเลยแม้แต่นิดเดียว! เพียงแต่ บาดแผลบนมือและใบหน้าต้องรีบรักษา มิเช่นนั้น ปล่อยไว้นานจะเกิดหนองและมีไข้รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ขาของหมอเจิ้งก็อ่อนแรงจนเกือบทรุดลงกับพื้น หากไม่ได้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนช่วยพยุงเอาไว้ คงจะลื่นล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว
“ท่านหมอก่วง!” หัวหน้าหวังอดไม่ได้ที่จะขึ้นเสียงอย่างเกรี้ยวกราด
ก็แค่หัวหน้าหน่วยรักษาความสงบในท้องถิ่น หมอก่วงไม่ได้สนใจไยดีเขาแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงและจรรยาบรรณทางการแพทย์ของเขา เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวบ้านมาหลายสิบปีแล้ว เขาและหมอเจิ้ง ไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน
“ทำไมกัน หัวหน้าหวังคิดว่าพวกเขาได้รับพิษ พวกเขาก็ต้องได้รับพิษงั้นหรือ? ไม่ทราบว่าหัวหน้าหวังเป็นหมอเทวดาตั้งแต่เมื่อใดกัน!” คำพูดของหมอก่วงทำให้หัวหน้าหวังโกรธจนพูดไม่ออก ได้แต่มองเขาด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
อวิ๋นฉี่เยว่ก้าวไปข้างหน้า แล้วประสานมือคำนับหมอก่วง “ท่านหมอก่วง นี่คือรายละเอียดที่หมอเจิ้งเขียนไว้ ระบุว่าคนเหล่านี้ได้รับพิษ เขายังประทับลายนิ้วมือไว้ด้วยขอรับ”
หมอก่วงรับสิ่งที่หมอเจิ้งเขียนขึ้นมาดู แล้วพูดโดยไม่รอให้อวิ๋นฉี่เยว่พูดต่อว่า “ข้าจะเขียนให้อีกฉบับหนึ่ง”
อวิ๋นฉี่เยว่รีบกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณท่านหมอก่วงขอรับ”
เฉาหลานเอ๋อร์รีบจัดโต๊ะให้ จากนั้นก็ช่วยเตรียมพู่กันและหมึก หมอก่วงใช้กระดาษที่ใช้เขียนเทียบยา เขียนอาการทั้งหมดของชายฉกรรจ์พวกนั้นลงไปอย่างละเอียด
หมอเจิ้งรู้สึกไม่ค่อยดีนัก เขาอยากจะพุ่งตัวออกไปแย่งสิ่งที่ตนเองเขียนไว้ แต่ถูกหัวหน้าหวังปรามด้วยสายตา เขาจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน หัวหน้าหวังคงมีวิธีรับมือแน่ เขาได้แต่คิดเช่นนั้น
“ท่านหมอก่วง คนเราพลาดกันได้ ท่านแน่ใจหรือว่าการเขียนเช่นนี้ ทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้ผู้อื่นจะเป็นเรื่องดีจริงๆ?”
หลังจากที่หมอก่วงเขียนเสร็จ เขาก็ตรวจสอบสิ่งที่ตัวเองเขียนอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นจึงประทับลายนิ้วมือโดยไม่สนใจหัวหน้าหวัง แล้วส่งมอบให้อวิ๋นฉี่เยว่
หลังจากที่อวิ๋นฉี่เยว่รับมาแล้ว เขาก็ถามหัวหน้าหวังว่า “ตอนนี้หมอสองคนวินิจฉัยต่างกัน หัวหน้าหวังยังจะจับคนอีกหรือไม่? หากจะจับ ก็ขอเหตุผลด้วยขอรับ”
หัวหน้าหวังกล่าว “หมอทั้งสองต่างก็ยืนยันในคำพูดของตน แต่ร้านนี้ก็ยังคงมีความผิดฐานวางยาพิษคน พวกเรายังคงต้องจับตัวไป”
อวิ๋นเจียวถาม “วางยาพิษหรือ วางยาพิษอะไร หมอเจิ้งกับหัวหน้าหวังช่วยอธิบายให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หัวหน้าหวังกล่าว “อยากรู้ว่าวางยาพิษอะไร ก็เอาน้ำปรุงรสกับอาหารที่เหลืออยู่กลับไปตรวจสอบก็รู้เอง”
อวิ๋นเจียวยังคงถามต่อ “หัวหน้าหวังหมายความว่า ยาพิษถูกใส่ลงไปในน้ำปรุงรส รวมถึงอาหารที่เหลืออยู่ด้วยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
หัวหน้าหวังเหลือบมองเจียงต้าไห่อย่างแนบเนียน เจียงต้าไห่ก็ทำทีเหมือนไม่ได้ตั้งใจ พยักหน้าให้เบาๆ
หัวหน้าหวังเข้าใจในทันที เขาพูดด้วยท่าทางองอาจ “แน่นอน ในเมื่อเป็นการวางยาพิษ งั้นในน้ำปรุงรสและอาหารที่เหลืออยู่ก็ต้องมียาพิษ”
อวิ๋นเจียวหัวเราะ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นมาทดสอบกันตรงนี้เลยดีหรือไม่เจ้าคะ พวกท่านเอาน้ำปรุงรสกับอาหารไปแล้ว ใครจะไปรู้ว่าพวกท่านจะแอบใส่ยาพิษลงไปในน้ำปรุงรสหรือไม่”
พูดจบ นางก็หันไปทางชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ “พ่อแม่พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย เม่าไช่ของร้านนี้มีพิษหรือไม่ ทุกคนคงรู้แก่ใจกันดีอยู่แล้ว เมื่อครู่นี้ก็มีหลายคนที่กินอาหารร้านนี้ พวกเราสองพี่น้องก็กิน แต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร”
“แต่หัวหน้าหวังยืนกรานว่าในน้ำปรุงรสและอาหารมีพิษ ข้าจึงขอเชิญชวนทุกคนมากินอาหารร้านนี้ ลองดูกันตรงนี้เลยว่ามีพิษหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ได้ให้ทุกคนกินเปล่าๆ กินหนึ่งชาม ข้าให้เงินหนึ่งตำลึง!”
ทันทีที่ได้ยินว่าได้เงิน แถมยังเป็นเงินหนึ่งตำลึง ก็มีคนตอบรับทันที มีชายชราคนหนึ่งในมือยังถือชามของร้านเม่าไช่วิ่งมาพร้อมกับพูดว่า “ข้ากิน!”
จากนั้นก็มีอีกหลายคนที่ถือชามวิ่งตามเข้ามา “ข้าก็กิน!”
ล้อกันเล่นหรือไง เทียบกับจรรยาบรรณของหมอเจิ้งแล้ว พวกเขาเชื่อหมอก่วงมากกว่า ที่สำคัญคือ กินหนึ่งชามได้เงินหนึ่งตำลึง! เรื่องดีๆ แบบนี้จะหาจากที่ไหนได้อีก พลาดไม่ได้เด็ดขาด