ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 175 หักนิ้วชดใช้ห้าตำลึงต่อหนึ่งนิ้ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 175 หักนิ้วชดใช้ห้าตำลึงต่อหนึ่งนิ้ว
แต่หัวหน้าหวังจะยอมให้คนพวกนี้กินเข้าไปได้อย่างไร พวกอันธพาลที่ถูกหมอก่วงวินิจฉัยว่าไม่ถูกพิษ นั่นก็ย่อมไม่ถูกพิษเป็นแน่ แสดงว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรผิดพลาด
“บังอาจ! ข้าดูซิว่าใครกล้าแตะต้องหลักฐาน!”
เขาก้าวเท้าไปยืนขวางหน้าร้าน สายตาเหี้ยมเกรียมกวาดมองผู้คนรอบข้าง สร้างความหวาดหวั่นให้กับหลายคนได้ไม่น้อย
เจียงต้าไห่แสร้งทำเป็นกระโดดออกมาไกล่เกลี่ย “โธ่เอ๊ย หลานสาวข้า มีเงินก็ใช้แบบนี้ไม่ได้นะ อาเขยรู้ว่าพวกเจ้ารู้สึกน้อยใจ รู้ว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่พวกเจ้าต้องเชื่อใจหัวหน้าหวัง เขาจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
“น้ำปรุงรสและผักพวกนี้เป็นหลักฐาน หัวหน้าหวังจะนำกลับไปตรวจสอบ หลังจากนั้นจะต้องคืนความบริสุทธิ์ให้กับพวกเจ้าแน่”
อวิ๋นเจียวกลับเอ่ยถาม “ท่านเป็นอาเขยของข้าตั้งแต่เมื่อใด”
เฉาหลานเอ๋อร์ต่อว่า “เจ้าอย่ามาทำตัวเป็นคนดีหน่อยเลย หากบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าต่อให้ตีข้าจนตายข้าก็ไม่เชื่อ! ไอ้สารเลวหน้าหนา เคยหลอกทำร้ายพี่สาวข้าเพราะจะเอาสูตรเม่าไช่ของพวกเรา”
“พอเจ้าไม่ได้อย่างที่หวัง ก็รีบหาคนมาหาเรื่อง หากไม่ใช่เจ้าที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ข้าเฉาหลานเอ๋อร์ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด เจียงต้าไห่ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าหากเจ้ายังพูดอีกคำ ข้าเฉาหลานเอ๋อร์ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็จะลากเจ้าไปตายด้วยกัน!”
พูดจบนางก็พุ่งตัวไปที่เตา หยิบมีดทำครัวเล่มหนึ่งพุ่งเข้าหาเจียงต้าไห่ด้วยท่าทีไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“ยังไงเสียข้าก็ไม่เอาชีวิตนี้อีกแล้ว ฆ่าหนึ่งคนก็คุ้ม ฆ่าสองคนก็กำไร ใครขวางข้า ข้าฟันไม่เลี้ยง!”
เหล่าเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยก็จริง แต่ก็ไม่เคยพบเจอคนที่ไม่กลัวตายอย่างเฉาหลานเอ๋อร์มาก่อน
ปกติแล้วหากพบเจอเรื่องแบบนี้ พวกเขามักจะหลบให้ไกล รอจนเรื่องทุกอย่างจบสิ้น พวกเขาถึงจะแสร้งทำเป็นออกมาตะโกนสองสามคำ นั่นคือปรัชญาการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท้องถิ่นกลุ่มนี้
เมื่อเห็นเฉาหลานเอ๋อร์ถือมีดวิ่งเข้ามา สิ่งแรกที่พวกเจ้าหน้าที่ทำไม่ใช่การเข้าไปขวาง แต่เป็นการหลบหนี รวมถึงหัวหน้าหวังด้วย
เมื่อพวกเขารู้สึกตัวว่าเฉาหลานเอ๋อร์เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ และกำลังจะเข้าไปจับตัว โม่จู๋และโม่ซ่านก็เตะก้อนหินเล็กๆ ไปที่หัวเข่าของพวกเขาอย่างรู้ใจกัน ทำให้พวกเขาร้องโอดโอยล้มลงไปกองกับพื้น
“ฆ่าคนแล้ว ช่วยด้วย!” เจียงต้าไห่กลัวจนฉี่ราดวิ่งหนีสุดชีวิต
เฉาหลานเอ๋อร์ไล่ตามเขาไป เมื่อเห็นดังนั้นเหล่าเจ้าหน้าที่ก็วิ่งตามออกมาจากร้านเม่าไช่
อวิ๋นเจียวและอวิ๋นฉี่เยว่รีบเชิญชวนชาวบ้านให้กินเม่าไช่ เมื่อไม่มีหัวหน้าหวัง เหล่าเจ้าหน้าที่ก็ถูกหลอกล่อออกไป ชาวบ้านที่อยากได้เงินจึงไม่ลังเล พากันกรูเข้าไปในร้านเม่าไช่
มีโม่จู๋เฝ้าอยู่ พวกอันธพาลก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ได้แต่ยืนมองเม่าไช่ถูกส่งเข้าปากของทุกคนชามแล้วชามเล่า จนกระทั่งวัตถุดิบทุกอย่างหมดเกลี้ยง
เมื่อหัวหน้าหวังนำเหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความสงบกลับมา ภาพที่เห็นก็คือแบบนี้ เขาโกรธจนแทบกระอักเลือด ส่วนโม่ซ่านก็ลากตัวเฉาหลานเอ๋อร์กลับมาได้ทันเวลาพอดี
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาครบแล้ว อวิ๋นเจียวก็ปีนขึ้นไปยืนบนม้านั่ง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ทุกท่าน พวกอันธพาลเหล่านั้นหลังจากกินเข้าไปก็เกิดอาการปวดท้องขึ้นมาทันที ขอรบกวนทุกท่านนั่งรออยู่ที่นี่สักหนึ่งชั่วยาม ดูว่าจะมีอาการปวดท้องหรือมีพิษกำเริบหรือไม่”
“หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ข้าจะมอบเงินให้กับทุกท่าน นอกจากนี้ตอนนี้ข้าจะให้คนจดชื่อและที่อยู่ของทุกท่านไว้ หวังว่าทุกท่านจะให้ความร่วมมือเจ้าค่ะ”
เงินก็ยังไม่ได้ ชาวบ้านที่กินเม่าไช่เข้าไปแล้วจึงทำตามที่อวิ๋นเจียวบอกทุกอย่าง หัวหน้าหวังโกรธจนแทบล้มทั้งยืน แผนการของเขาถูกเด็กคนนี้ทำลายลงด้วยคำพูดไม่กี่คำ
เขานับดูคร่าวๆ อย่างน้อยก็มีคนกินเม่าไช่เข้าไปหลายสิบคน แบบนี้ ต่อให้เขานำน้ำปรุงรสเม่าไช่ไปใส่ยาพิษ แต่มีพยานมากมายขนาดนี้ แล้วเขาจะพูดอย่างไรได้?
สุดท้ายก็มีแต่จะทำให้ตัวเองซวย เขาได้แต่ตะคอกเสียงดังว่า “ไป!” จากนั้นก็พาเหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความสงบจากไป
อยู่ต่อไม่ได้อีกแล้ว อย่างไรเสียเขาก็มีแผนสำรอง เขาไม่เชื่อว่าร้านเม่าไช่เล็กๆ แห่งนี้จะหนีพ้น!
เมื่อเห็นท่าไม่ดี พวกอันธพาลที่ก่อเรื่องก็คิดจะหนีไปด้วย แต่กลับถูกโม่จู๋กับโม่ซ่านขวางเอาไว้ พวกเขาสองคนมีฝีมือ ต่อให้ซ้อมพวกอันธพาลจนหมอบ ก็ต้องมีสักคนที่สบโอกาสหลบหนีไปได้
หัวหน้าอันธพาลรู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ แอบด่าเจียงต้าไห่กับหัวหน้าหวัง แม่น้ำยังไม่ทันข้าม ก็ทุบสะพานเสียแล้ว
อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จ่ายค่าเม่าไช่มา และชดใช้ค่าเสียหายตรงนี้ด้วย แล้วค่อยไสหัวไป!”
หัวหน้าอันธพาลได้แต่ยิ้มแห้งๆ “… ขอรับๆ… จะเอาเงินเท่าไร ข้าจะจ่ายให้เดี๋ยวนี้”
อวิ๋นเจียวยิ้มหวาน “ห้าสิบตำลึงเงิน”
หัวหน้าอันธพาลเบิกตากว้าง “อะไรนะ ห้าสิบตำลึงหรือ? พวกเราไม่ได้กินเยอะขนาดนั้น!”
เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!
อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ย “หากพวกเจ้าไม่มาก่อเรื่อง ร้านเราก็ไม่จำเป็นต้องเชิญชาวบ้านมากินเม่าไช่เพื่อเป็นพยาน และไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าลองพิษคนละหนึ่งตำลึง บวกกับที่พวกเจ้าทำข้าวของเสียหาย ห้าสิบตำลึงถือว่ายุติธรรมมากแล้ว”
คำโบราณกล่าวไว้ว่า ปากคนที่กินก็อ่อน มือคนที่รับก็สั้น ดังนั้นทุกคนจึงพากันร้องตะโกน “ใช่แล้ว ถ้าเป็นข้า ข้าต้องให้พวกเจ้าจ่ายหนึ่งร้อยตำลึง”
“ใช่สิ คนพวกนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร!”
“โอ้ย! คราวก่อนข้ายังเห็นพวกเขาขู่กรรโชกเงินตาเฒ่าขายผักอยู่เลย”
“ฮึ วันนี้เจอของแข็งเข้าให้แล้วสิ!”
“สมน้ำหน้า!”
หัวหน้าอันธพาลรู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม เขาพาคนมาก่อเรื่อง ได้เงินมาแค่สามสิบตำลึง ตอนนี้พวกเขากลับเรียกเก็บเงินห้าสิบตำลึง เขายังต้องจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบตำลึง!
“แต่… แต่ข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้น”
อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ย “ไม่มีเงินคงไม่ได้ หากไม่มีเงินก็ทำตามกของพวกเจ้า หักนิ้วชดใช้ ห้าตำลึงต่อหนึ่งนิ้ว พวกเจ้าลองคำนวณดูว่าต้องใช้นิ้วกี่นิ้วถึงจะพอ”
ปกติแล้ว พวกอันธพาลมักจะใช้วิธีนี้มาข่มขู่ผู้อื่น ตอนนี้ถูกคนอื่นใช้วิธีเดียวกันมาทวงเงิน พวกเขาถึงได้รู้จักความกลัว
“คุณชายโปรดเมตตา พวกข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้นจริงๆ”
“พวกเจ้ายังยืนโง่อยู่ทำไม รีบเอาเงินออกมา!”
โม่จู๋กับโม่ซ่านทั้งสองคนที่มีฝีมือยืนอยู่ข้างๆ พวกอันธพาลจะกล้าลังเลได้อย่างไร พวกเขารีบควักเงินทั้งหมดที่มีออกมา รวบรวมได้สามสิบกว่าตำลึง
ในจำนวนนี้รวมสามสิบตำลึงที่หัวหน้าอันธพาลเป็นคนควักออกมา เป็นเงินที่เจียงต้าไห่เพิ่งให้เขามายังไม่ทันอุ่นกระเป๋า ก็ต้องเอาออกมาใช้เสียแล้ว
“คุณชาย ขอร้องท่านล่ะ พวกข้าตาต่ำ ไม่รู้จักฟ้าสูง ไปล่วงเกินท่าน โปรดยกโทษให้พวกข้าด้วยเถิด” เหล่าอันธพาลต่างพากันคุกเข่าอ้อนวอน
อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ย “ยังขาดอีกสิบแปดตำลึง ข้าจะลดให้สามตำลึง หักนิ้วสามนิ้วก็แล้วกัน จะหักของใครดี?” สายตาของเขากวาดมองไปที่พวกอันธพาล
พวกอันธพาลถูกสายตาเย็นชาของเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีมองจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหมือนถูกสัตว์ร้ายจ้องมอง
พวกอันธพาลต่างพากันร้องขอชีวิตด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิม อวิ๋นฉี่เยว่จึงหันเป้าหมายไปที่หัวหน้าของพวกเขา “เจ้าเป็นหัวหน้าของพวกมัน เจ้าบอกมาว่าจะตัดของใคร ข้าก็จะตัดของคนนั้น”
เมื่อเห็นสายตาของหัวหน้ามองกวาดพวกเขาไปมา ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งกระโดดออกมา “หวังเหล่าจิ่ว พวกเราต่างก็เชื่อฟังเจ้า เป็นเจ้าที่พาพวกเรามาก่อเรื่อง เงินหนึ่งตำลึงที่เจ้าให้พวกเรามา พวกเราก็จ่ายคืนเจ้าไปหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะให้พวกเราทำงานเปล่าๆ แล้วยังต้องมาถูกตัดนิ้วอีก”
“ใช่แล้ว! เงินหนึ่งตำลึงที่เจ้าให้พวกเรามา พวกเราก็จ่ายคืนเจ้าไปหมดแล้ว หากจะตัด ก็อย่ามาตัดนิ้วของพวกเรา”