ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 199 ชาวบ้านและญาติพี่น้อง
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 199 ชาวบ้านและญาติพี่น้อง
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลอวิ๋นหรือชาวบ้านในหมู่บ้านไหวซู่ ในช่วงนี้ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวอวิ๋นโส่วจงเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นที่นาที่มอบให้เป็นสวัสดิการแก่คนชรา หรือสำนักศึกษาที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่เด็กๆ ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวอวิ๋นโส่วจงยังจ้างคนงานทั้งงานในไร่และที่โรงผลิตเครื่องประทินผิว
ต่อให้ไม่ใช่ทั้งหมู่บ้าน แต่อย่างน้อยๆ ก็ครึ่งหมู่บ้านที่รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขา พอบ้านอวิ๋นโส่งกวงเกิดเรื่อง อวิ๋นโส่วกวงและครอบครัวพากันสวดมนต์ภาวนาขอพรให้กับจ้าวซื่อ ชาวบ้านหลายคนที่เห็นจึงเข้าร่วมด้วย
โดยเฉพาะที่ตระกูลอวิ๋น หลังจากที่หัวหน้าตระกูลเคาะฆ้องเรียก คนตระกูลอวิ๋นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็ออกมา
อวิ๋นเจียหรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นก็วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย บวกกับที่ทุกคนได้เห็นกับตาว่าครอบครัวของอวิ๋นโส่วกวงได้รับความชื่นชมจากท่านโหว และยังได้รับของรางวัล พวกเขาจึงอยากจะหาโอกาสเอาใจ
ครั้งนี้พอจ้าวซื่อเกิดเรื่อง บ้านใหญ่ บ้านรองและบ้านสามต่างพากันสวดมนต์ภาวนาขอพร จึงเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะได้แสดงจุดยืนบ้าง ทันใดนั้น ในโถงบรรพชนตระกูลอวิ๋นก็แออัดไปด้วยบุรุษตระกูลอวิ๋นที่คุกเข่าอยู่เต็มไปหมด
ส่วนบริเวณนอกโถงก็เต็มไปด้วยสตรีตระกูลอวิ๋นที่คุกเข่าสวดมนต์ภาวนาขอพรให้จ้าวซื่อ ขอให้บรรพบุรุษคุ้มครองจ้าวซื่อให้ผ่านพ้นเคราะห์ในครั้งนี้ไปได้ แต่ความจริงนั้น หมอโจวยังเอ่ยปากบอกให้พวกเขาเตรียมงานศพแล้ว ทุกคนจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
สำหรับเหตุการณ์นี้ อวิ๋นโส่วกวงและบุตรชายทั้งสองรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก พวกเขาคิดในใจว่า หากภรรยาและมารดาสามารถรอดพ้นจากเคราะห์หนนี้ไปได้ พวกเขาจะตอบแทนบุญคุณทุกคนอย่างไรดี
ทางด้านบ้านตระกูลอวิ๋นเก่า เนื่องจากยกห้องของบ้านสี่ให้กับอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ เถาจือและหลิ่วจือแล้ว
ผู้เฒ่าอวิ๋นจึงย้ายกลับไปอยู่ที่ห้องหลักกับเถาซื่อ เสียงเอะอะโวยวายจากในลานบ้านดังมาก เขาได้ยินอย่างชัดเจน และเพราะได้ยินอย่างชัดเจน เขาจึงปิดประตูแน่น ไม่กล้าออกไปไหน
“ไฉนถึงให้เตรียมงานศพแล้วเล่า เถาจือก็ตัวแค่นั้น ต่อให้ชนแรงแค่ไหน ก็ไม่น่าจะทำให้คนตายได้หรอกกระมัง” เจียงหลิ่วจือพึมพำ นางเห็นตอนที่เถาจือชนจ้าวซื่อ แต่ไม่ได้เห็นว่าชนรุนแรงแค่ไหน เพราะนางรีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องหลัก ใครจะกล้ายืนดูอยู่ตรงนั้นกัน
เถาซื่อถลึงตาใส่หลานสาว ก่อนจะตะโกนด่าไปที่หน้าต่าง “นังสารเลวนั่น เป็นเพราะนางยุยงส่งเสริม บุรุษที่ดีถึงได้กลายเป็นคนอกตัญญู ไม่ยอมรับพ่อแม่ หากนางตายไปก็คงจะดี!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นเองก็โกรธเช่นกัน เขาเองก็ไม่เชื่อว่าแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ ชนแค่นั้น จะทำให้คนตายได้ ร่างกายคนเราไม่ได้ทำจากกระดาษสักหน่อย
ถึงแม้ว่าบ้านใหญ่จะโวยวาย แต่ก็เอาแต่ร้องไห้ว่าจ้าวซื่ออาการไม่ดี คงไม่รอดแล้ว ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่จ้าวซื่อแท้งลูกออกมาเลยแม้แต่คนเดียว คนในห้องหลักก็ไม่รู้ว่าจ้าวซื่อตั้งครรภ์อยู่ พวกเขาไม่รู้ว่าการชนของเถาจือทำให้จ้าวซื่อแท้งลูก
เถาซื่อยังคงด่าไม่หยุด “คงจะอยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่สินะ อยากให้คนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะพวกเรา!”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์นั่งอยู่บนเตียงอุ่น อาศัยแสงตะเกียงมองผ้าต่วนที่เจียงหลิ่วจือขโมยมา มือลูบไล้ผ้าอย่างเบิกบานใจ นางกำลังคิดว่า หากนำผ้าพวกนี้ไปตัดเป็นชุดแล้วสวมใส่จะต้องสวยมากแน่ๆ แต่พอนึกขึ้นได้ก็รู้สึกไม่พอใจ
เจียงหลิ่วจือนังคนไร้ประโยชน์นี่ ขโมยมาได้แค่สามพับ แถมยังถูกจับได้อีก! ตอนเช้าที่คนของเจิ้นหย่วนโหวมาส่งรางวัล นางเห็นหมดแล้ว มีของล้ำค่ามากมายหลายหีบ หากของพวกนั้นเป็นของนางทั้งหมด…
พอคิดถึงตรงนี้อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็โกรธจนตัวสั่น นางจึงถีบเจียงหลิ่วจือที่ยืนอยู่ข้างเตียงอุ่นจนล้มลงไปกองกับพื้น
อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์รีบเข้าไปพยุงเจียงหลิ่วจือขึ้น มือของเจียงหลิ่วจือถลอกจนเป็นแผล ปวดแสบปวดร้อนไปหมด นางร้องไห้สะอึกสะอื้น เมื่อก่อนนางไม่เคยถูกใครกดขี่ย่ำยีเช่นนี้มาก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ ยิ่งน้อยใจก็ยิ่งร้องหนักขึ้น
อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์เห็นลูกสาวที่ตนเองเลี้ยงดูมาอย่างดีถูกกระทำเช่นนี้ก็ทนไม่ไหว “เหมยเอ๋อร์ มีอะไรก็พูดกันดีๆ สิ ไยต้องถีบหลานตัวเองด้วย?”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์เกลียดครอบครัวของอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์เข้ากระดูกดำ จึงตวาดกลับไปว่า “ฮึ ข้าถีบนางแล้วจะทำไม ใช้ให้นางไปหยิบของให้นิดหน่อยก็อืดอาดยืดยาดไม่ยอมไปสักที สุดท้ายก็ถูกจับได้ เอามาได้แค่ผ้าต่วนสามพับ ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
เจียงหลิ่วจือรู้สึกโกรธจึงเถียงกลับไปว่า “เจ้าเก่งนักหรือไง หากเจ้าแน่จริง ทำไมไม่ไปเองเล่า? ทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ ก็ใช้พวกข้าสองพี่น้องไปทำแทน”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น นางรีบลงจากเตียงอุ่น พุ่งเข้าไปหาเจียงหลิ่วจือ ก่อนจะตบตีกันอย่างวุ่นวาย ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกหงุดหงิดใจมากพอแล้ว ในห้องยังจะมาทะเลาะกันอีก
“พอได้แล้ว! ยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ? หากยังจะทะเลาะกันอีก ก็เก็บข้าวของออกไปจากบ้านข้า เหมยเอ๋อร์ก็เช่นกัน หากยังทำตัวแบบนี้ ต่อไปไม่ต้องเลือกหน้าไหนแล้ว หาใครก็ได้สักคนแล้วแต่งงานให้จบๆ ไป”
เถาซื่อได้ยินดังนั้นก็กรีดร้องออกมาทันที “ตาแก่ไม่ตายนี่ ให้เจ้าไปขอเงินเจ้าใหญ่เจ้าก็ไม่ยอมไป เหมยเอ๋อร์ก็หวังดีกับเรา ถึงได้ให้หลิ่วจือกับเถาจือแอบไปหยิบมา”
“อย่างไรเสียหลิ่วจือกับเถาจือเป็นคนทำเรื่องนี้ ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าสักหน่อย ก่อนหน้านี้เจ้าก็ไม่ห้ามปราม พอตอนนี้บ้านใหญ่มีเรื่อง เจ้าก็มาโทษเหมยเอ๋อร์อีก พวกเราแม่ลูกทำเพื่อใครกัน? โธ่เอ๊ย… อยู่ไม่ได้แล้ว ข้าอยู่ต่อไม่ได้แล้ว พวกเราแม่ลูกอยู่ต่อไม่ได้แล้ว…”
“พอได้แล้ว!” ผู้เฒ่าอวิ๋นตวาดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
จากนั้นเขาก็มองไปที่อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์กับลูกสาว อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ตกใจจนร้องไห้ออกมา “ท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าไล่พวกเราแม่ลูกออกไปเลยเจ้าค่ะ ขอร้องนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นพวกข้าคงไม่รอดแน่”
หลิ่วจือรู้ดีว่าหากออกจากบ้านตระกูลอวิ๋นเก่าไป พวกนางแม่ลูกที่ยังมีคนบ้าติดตัวไปด้วย คงไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน ทันใดนั้นนางก็รู้สึกเสียใจที่ไปโต้เถียงกับอวิ๋นเหมยเอ๋อร์
หลิ่วจือเป็นคนที่รู้จักปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี นางรีบขอโทษอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ทันที “อาหญิงเล็ก ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ เป็นความผิดของข้าเอง…”
เพียะ! อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ตบหน้านางอย่างแรง “อย่ามาทำตัวเป็นคุณหนูที่นี่ อย่าลืมสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้! ใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้าไปขโมยของบ้านใหญ่?”
เจียงหลิ่วจือเอามือปิดหน้าร้องไห้น้ำตาไหลพราก “เป็นข้าเอง เป็นความคิดของข้าเองเจ้าค่ะ เป็นเพราะข้ามองอะไรตื้นๆ เห็นแก่ของสวยๆ งามๆ …”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์จึงยอมปล่อยนาง อวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ดึงเจียงหลิ่วจือให้ลุกขึ้น สองแม่ลูกถอยไปยืนอยู่ข้างๆ
เถาซื่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “ว่าไปแล้ว การที่จ้าวซื่อตายก็เป็นเรื่องดี เจ้าในฐานะพ่อก็หาภรรยาใหม่ให้เจ้าใหญ่สิ หลานสาวของข้าก็ไม่เลวนะ เจ้าใหญ่เป็นคนใจอ่อน ขอแค่พวกเราควบคุมภรรยาของมันได้ พวกเราก็คุมมันได้”
“มันเป็นถึงคนที่ท่านโหวประทานรางวัลให้ หากสามารถช่วยเหลือเจ้าห้าได้ อนาคตขุนนางของเจ้าห้าคงราบรื่นไม่น้อย”
อวิ๋นโส่วหลี่เพิ่งจะเป็นแค่ถงเซิงตัวเล็กๆ แตงกวายังไม่ออกดอก [1] กลับคิดถึงเรื่องอนาคตขุนนางแล้ว แต่เรื่องนี้คือจุดอ่อนของผู้เฒ่าอวิ๋น เขาเองก็รู้สึกว่าที่เถาซื่อพูดนั้นถูกต้อง!
“แต่เถาจือตัวแค่นั้น จ้าวซื่อจะตายได้อย่างไร อีกอย่าง จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่ร้องไห้เสียใจเลยสักนิด”
เถาซื่อพูดว่า “ใครจะไปรู้ เกิดตอนที่นังสารเลวนั่นล้มไปกระแทกอะไรเข้าพอดีเล่า ข้าได้ยินเสียงร้องไห้ของคนบ้านใหญ่แล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่แกล้งทำ”
“ฮึ สวดมนต์ภาวนาขอพร แต่กลับอกตัญญูต่อพ่อแม่ เทพเทวดาที่ไหนจะคุ้มครองนาง? ฝันไปเถอะ!”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์พูดว่า “ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ คนแบบนี้ เทพเทวดาที่ไหนจะคุ้มครองกัน? ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่ ว่ากันว่าท่านโหวหนุ่มแน่นมาก ยังไม่ได้หมั้นหมายกับใคร ไม่มีอนุภรรยา หากเปลี่ยนพี่สะใภ้ที่ว่านอนสอนง่าย แล้วให้พี่ใหญ่แนะนำข้าให้ท่านโหวรู้จัก หากท่านโหวพึงใจในตัวข้า ครอบครัวของเราก็จะมีแต่ความมั่งคั่งร่ำรวยแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”
“ถึงตอนนั้น พี่ห้าก็จะมีชีวิตสุขสบายไปด้วย บัณฑิตที่มีขุนนางคอยหนุนหลังย่อมดีกว่าบัณฑิตที่เกิดในตระกูลยากจนนะเจ้าคะ”
……….
เชิงอรรถ
[1] แตงกวายังไม่ออกดอก (黄瓜还没开花) เป็นสำนวนจีน หมายถึง ยังเด็ก ยังไม่มีประสบการณ์