ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 211 อวิ๋นโส่วกวงขายผ้าต่วน
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 211 อวิ๋นโส่วกวงขายผ้าต่วน
บุตรนั้นเปรียบเสมือนจุดอ่อนของมารดา ด้วยเหตุนี้เอง เถาซื่อจึงใช้เรื่องของเด็กในครรภ์ที่แท้งไปมาทิ่มแทงจ้าวซื่อ จ้าวซื่อจึงยิ่งทุกข์ทรมานใจจนอยากจะตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
อวิ๋นเจียวจึงใช้เรื่องของบุตรชายมาปลอบโยนจ้าวซื่อ นางยังมีบุตรชายอีกสองคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับนางมากว่าสิบปี ทั้งยังใกล้วัยแต่งงานแล้วด้วย!
พออวิ๋นเจียวพูดจบ จ้าวซื่อก็หยุดร้องไห้ตามคาด ความเศร้าโศกในดวงตาก็เลือนหายไปมาก แถมยังมีความดื้อรั้นเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเพื่อบุตรแล้ว มารดาย่อมเข้มแข็งได้
“เจียวเอ๋อร์พูดถูก ป้าคิดมากไปเอง”
อวิ๋นเจียวยิ้ม “ใช่แล้วเจ้าค่ะป้าสะใภ้ใหญ่ คนที่รักย่อมเจ็บปวด คนที่เกลียดชังย่อมยินดี พวกเราอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นเลย บัดนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราก็ดีขึ้นทุกวัน ท่านต้องรีบรักษาร่างกายให้แข็งแรง พอสร้างบ้านเสร็จแล้ว ก็ต้องจัดการเรื่องแต่งงานให้พี่ฉี่ชิ่งอีก ยังมีอีกหลายเรื่องรอให้ท่านจัดการอยู่นะเจ้าคะ!”
คราวนี้อวิ๋นเจียวถึงได้วางใจ จ้าวซื่อคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว การแท้งบุตรจนเสียเลือดมากนั้น ห้ามเสียใจมากเป็นอันขาด หากเสียเลือดมากอีกครั้ง คราวนี้คงยุ่งแน่
ฟางซื่อเอ่ย “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว รีบรักษาร่างกายให้แข็งแรงเถิด พวกเราจะได้สบายใจ”
“ท่านแม่ ให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านอาสะใภ้สามไปอยู่ที่อำเภอเถิดเจ้าค่ะ บริเวณก่อสร้างทั้งวุ่นวายทั้งเสียงดัง ไม่เป็นผลดีต่อการบำรุงครรภ์และพักฟื้นร่างกาย อีกอย่าง ที่อำเภอมียาดีมีหมอเก่งๆ ท่านป้าใหญ่ไปอยู่ไฟที่อำเภอ ดีกว่าอยู่ที่ชนบทเจ้าค่ะ”
ฟางซื่อลังเลเล็กน้อย “แต่ไม่รู้ว่าร่างกายของป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าจะเดินทางไหวหรือไม่”
อวิ๋นเจียวกล่าว “รถม้าที่บ้านเรามั่นคง เพียงบอกให้พี่ฉี่เสียงขับช้าๆ ใช้รถม้าสองคันส่งท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านอาสะใภ้สามไปอำเภอ รถม้าคันหนึ่งปูฟูกให้นุ่มๆ ท่านป้าใหญ่ก็แค่ย้ายไปนอนบนรถม้าเท่านั้น”
การไปอยู่ที่อำเภอ ย่อมปลอดภัยกว่าอยู่ที่บ้านเก่าเป็นไหนๆ กระท่อมหลังนั้นสร้างอย่างเรียบง่ายเกินไป แถมคราวนี้คนบ้านเก่าก็เพิ่งเสียหน้า ทั้งยังถูกตัดออกจากตระกูล ใครบ้างจะไม่โกรธเคือง หากมีใครไปพูดร้ายๆ กระตุ้นจ้าวซื่อเข้าอีก…
จ้าวซื่อเอ่ย “น้องสะใภ้ ฟังเจียวเอ๋อร์เถิด ไปอำเภอกัน! ข้าไม่เป็นไร ไปอยู่ที่อำเภอ ไม่มีคนมาหาเรื่อง คงสบายใจกว่า”
การที่จ้าวซื่อพูดเช่นนี้ออกมา แสดงว่านางฟังคำพูดของอวิ๋นเจียวเข้าใจแล้ว และตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาร่างกายให้แข็งแรง อวิ๋นเจียวถึงได้วางใจอย่างแท้จริง
เมื่อได้ยินจ้าวซื่อพูดเช่นนั้น ฟางซื่อจึงตอบตกลง “ถ้าเช่นนั้นก็ตกลง พวกเราจะไปเตรียมรถม้า หลานเอ๋อร์ เจ้ารีบไปบอกลุงใหญ่ของเจ้าให้วางงานในมือ แล้วรีบกลับมาเก็บข้าวของ แล้วก็ให้เหลียนเอ๋อร์เก็บของใช้ของแม่พวกเจ้าด้วย เดี๋ยวจะได้ไปอำเภอกัน!”
“เจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้รอง ข้าไปเดี๋ยวนี้”
เฉาหลานเอ๋อร์รีบวิ่งไปแจ้งข่าว อวิ๋นโส่วกวงเป็นห่วงว่าร่างกายของจ้าวซื่อจะทนการเดินทางไม่ไหว แต่เฉาหลานเอ๋อร์เล่าเรื่องที่เถาซื่อด่าทอจ้าวซื่อให้ฟังอย่างละเอียด รวมถึงปฏิกิริยาของจ้าวซื่อหลังจากได้ยินคำพูดเหล่านั้น
อวิ๋นโส่วกวงและบุตรชายจึงตัดสินใจทันทีว่าจะส่งจ้าวซื่อไปที่อำเภอ
หลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว ฉี่เสียงก็ไปขับรถม้าจากบ้านอวิ๋นโส่วจงมา อวิ๋นโส่วกวงใช้ผ้าห่มห่อตัวจ้าวซื่ออย่างแน่นหนา จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นแล้ววางลงในรถม้าอย่างทะนุถนอม
โต๊ะเก้าอี้ในรถม้าถูกเก็บเรียบร้อยแล้ว แถมยังปูฟูกหนาหลายชั้น จ้าวซื่อนอนลงไป รู้สึกว่านุ่มกว่าเตียงที่บ้านเสียอีก อวิ๋นโส่วกวงเห็นดังนั้นก็ยิ่งวางใจ
เนื่องจากทุกคนต้องไปอำเภอ เกรงว่าคนบ้านเดิมจะมาขโมยไปอีก อวิ๋นโส่วกวงจึงตัดสินใจนำสิ่งของที่ฉู่อี้มอบให้ทั้งหมดติดตัวไปด้วย!
ความคิดของเขานั้นเรียบง่าย ผ้าไหมและผ้าต่วนเหล่านั้นหรูหราเกินไป เก็บไว้บ้างก็ได้ แต่ส่วนที่เหลือเขาอยากจะขายเอาเงินไปซื้อที่ดิน ชาวบ้านอย่างพวกเขานั้น ผ้าไหมและผ้าต่วนเทียบไม่ได้เลยกับที่ดิน
ยิ่งไปกว่านั้น ร้านชุดสำเร็จรูปอวิ๋นหรงสามารถใช้ผ้าเหล่านี้ได้ ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าจะมอบให้เจียวเอ๋อร์ แต่เจียวเอ๋อร์ไม่ยอมรับ ตอนนี้มีข้ออ้างแล้ว เขาขายให้ก็ได้ ขายให้ราคาถูกหน่อย เจียวเอ๋อร์คงไม่ว่าอะไรแล้วกระมัง
เนื่องจากท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว อวิ๋นเจียวกับฟางซื่อจึงไม่ได้ไปที่อำเภอด้วย ยิ่งช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่อวิ๋นโส่วกวงต้องแสดงฝีมือ พวกนางจึงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
จ้าวซื่อยังเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ชั่วคราว จึงต้องย้ายไปนอนที่ห้องว่างในร้านอวิ๋นหรง ส่วนเฉาซื่อพักอยู่ชั้นบนกับเฉาเหลียนเอ๋อร์
ที่ลานด้านหลังร้านอวิ๋นหรงล้วนเป็นที่พักของสตรี อวิ๋นโส่วกวงกับบุตรชายทั้งสองคนจัดแจงที่นอนให้จ้าวซื่อเรียบร้อยแล้ว ก็ฝากฝังให้ชุนเหมยดูแลให้ดี อวิ๋นโส่วกวงกลัวว่าจ้าวซื่อจะเป็นอะไรไปแล้วไม่กล้าใช้เงิน จึงแอบให้เงินชุนเหมยไว้ต่างหากยี่สิบตำลึง
ขณะเดียวกัน พ่อลูกทั้งสามคนก็ขนแม่ไก่และไข่ไก่ที่นำมาจากบ้านลงมาด้วย เนื่องจากไก่เหล่านี้คงกินไม่หมดในเร็ววัน ทั้งสามคนจึงหาไม้มาสร้างเล้าไก่ที่มุมลานของร้าน จากนั้นก็เลี้ยงแม่ไก่ไว้ที่นั่น
หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จแล้ว อวิ๋นโส่วกวงก็ไปหาเฉาเหลียนเอ๋อร์ แล้วบอกความต้องการของตนเอง “เหลียนเอ๋อร์ ลุงอยากจะขายผ้าไหมและผ้าต่วนที่ท่านโหวมอบให้ เหลือไว้แค่ผ้าเนื้อดีสองสามพับให้พวกเขาแม่ลูกเก็บไว้ใช้ก็พอแล้ว”
“การขายต่อแบบนี้ต้องขาดทุนอยู่แล้ว แทนที่จะไปขายให้คนอื่น ไม่สู้ขายให้คนในบ้านกันเองดีกว่า เจ้าให้เงินลุงไม่ต้องเยอะหรอก”
จางหลิงทำงานรับใช้อยู่ข้างกายฉู่อี้มาโดยตลอด ย่อมรู้จักความพอประมาณ สิ่งที่เขาซื้อล้วนเป็นของที่หาได้ทั่วไปในท้องตลาด แม้จะมีราคาแพง แต่ก็ไม่ใช่ของหายาก
เฉาเหลียนเอ๋อร์ไปเดินดูร้านขายผ้าทุกแห่งในอำเภอมาแล้ว ย่อมรู้ราคาผ้าทุกชนิดเป็นอย่างดี อีกทั้งของขวัญที่ทั้งสองครอบครัวได้รับก็เหมือนกัน นางจึงรู้ราคาผ้าต่วนในหีบทั้งสองใบเป็นอย่างดี
“ดีเลยเจ้าค่ะ แต่เจียวเอ๋อร์บอกว่าพี่น้องต้องชัดเจนเรื่องเงินๆ ทองๆ ท่านลุงอยากจะขาย งั้นข้าขอคิดตามราคาตลาดนะเจ้าคะ ตามธรรมเนียมของร้านผ้า ตอนรับซื้อผ้าจะดูจากความใหม่เก่าของเนื้อผ้า และลวดลายบนผ้า”
“ผ้าต่วนที่ท่านโหวมอบให้ล้วนเป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ เนื้อผ้าก็ยังใหม่ ตามธรรมเนียมแล้ว ข้าให้ราคาเจ็ดส่วนจากราคาซื้อ หีบทั้งสองใบนี้มีผ้าต่วนสีสันต่างๆ รวมกันสี่สิบพับ ข้าให้ท่านลุงใหญ่สามร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”
“แต่ท่านลุง ข้าขอเตือนท่านลุงไว้ก่อนนะเจ้าคะ ตอนนี้ขายผ้าต่วนพวกนี้ออกไปได้เงินสามร้อยตำลึงก็จริง แต่หากจะซื้อผ้าแบบเดียวกันอีก หากมีไม่ถึงเจ็ดแปดร้อยตำลึง ก็คงซื้อไม่ได้แล้ว”
สามร้อยตำลึง เท่ากับประมาณสี่ส่วนจากราคาขาย
อวิ๋นโส่วกวงรีบกล่าว “อืม ลุงรู้ ลุงไม่เสียใจหรอก!”
ราคาขายปลีกข้างนอกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนร้านขายผ้าไปรับซื้อย่อมมีราคาต้นทุนอีกแบบ ยิ่งไปกว่านั้น การขายคืนผ้าต่วนจำนวนไม่มากย่อมไม่ได้ราคาดีอยู่แล้ว หากเทียบกับโรงรับจำนำ สามร้อยตำลึงถือว่ายุติธรรมมากแล้ว หากเอาไปจำนำ อาจได้ไม่ถึงร้อยตำลึงด้วยซ้ำ
เฉาเหลียนเอ๋อร์ยังมีเงินอีกห้าร้อยตำลึงที่อวิ๋นเจียวยืนกรานว่าจะให้เก็บไว้ เมื่อเห็นว่าอวิ๋นโส่วกวงตอบตกลง นางจึงเดินกลับเข้าห้องไปหยิบตั๋วเงินสามร้อยตำลึงมาให้อวิ๋นโส่วกวง
อวิ๋นโส่วกวงรับมาเก็บไว้อย่างดี ฝากเฉาเหลียนเอ๋อร์ช่วยดูแลจ้าวซื่อ จากนั้นก็พาบุตรชายทั้งสองคนขึ้นรถม้ากลับหมู่บ้านไหวซู่
วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่ทันสาง เขาก็รีบมาที่ร้านอวิ๋นหรง พอเห็นว่าจ้าวซื่อพักผ่อนมาทั้งคืน สีหน้าดูดีขึ้นมาก เขาก็เบาใจ
“แม่เจ้า ช่วงนี้เจ้าอย่าได้คิดอะไรทั้งสิ้น พักผ่อนให้สบายใจ เดี๋ยวที่บ้านข้าจัดการเอง แต่ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้ ทุ่งดอกไม้ของเจียวเอ๋อร์ยังมีงานอีกมาก ข้าทิ้งไว้ไม่ได้…”