ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 210 คำแนะนำ
“…พวกเรายังสามารถเพิ่มวิชาเฉพาะทางได้ เช่น การคำนวณ ปรัชญา วิชาสรรพสิ่ง [1]… แต่ถ้าอย่างนั้น ห้องเรียนก็ไม่เพียงพอ…”
ความคิดของอวิ๋นเจียวพลุ่งพล่านไปไกลจนหยุดไม่อยู่! กระดาษเซวียนจื่อแผ่นเดียวไม่พอให้เขียน สุดท้ายแม้แต่นางเองก็ยังขมวดคิ้ว
ทุกสิ่งย่อมไม่อาจสำเร็จได้ในคราเดียว นางใจร้อนมากไปหน่อย ขีดๆ เขียนๆ ไปมา ก็ถึงขั้นดึงเอารูปแบบการศึกษาของมหาวิทยาลัยมาใช้เลยทีเดียว
นางอดตกใจไม่ได้ เตือนตัวเองอยู่ในใจว่า ต่อไปนี้ห้ามเผลอปล่อยให้ทุกความคิดในใจปรากฏออกมาต่อหน้าคนอื่นอย่างไม่มีการป้องกันเช่นนี้อีก
อวิ๋นฉี่เยว่ลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู “เจียวเอ๋อร์ พี่ใหญ่รู้ว่าความคิดของเจ้านั้นดี แต่ข้าวก็ต้องกินทีละคำทีละคำ ก้าวแรกของพวกเราคือให้เด็กๆ ในหมู่บ้านอ่านออกเขียนได้ก่อน ส่วนความคิดอื่นๆ ข้าว่า รอให้การอ่านออกเขียนได้แพร่หลายไปทั่วก่อน ค่อยมาวางแผนกันอีกที”
“แต่เจียวเอ๋อร์ของพวกเรานั้นช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก สำนักศึกษาแห่งนี้ต่อไปต้องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แน่ พวกเราน่าจะซื้อภูเขารกร้างแถบนี้ไว้ก่อน เผื่อไว้สร้างสำนักศึกษาในอนาคต ส่วนตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือรีบเปิดสำนักศึกษาในหมู่บ้านให้ได้ก่อน!”
อวิ๋นเจียวรีบรับคำอย่างว่าง่าย นางยิ้มแห้งให้กับอวิ๋นฉี่เยว่ “พี่ใหญ่คิดรอบคอบที่สุด ตกลงเจ้าค่ะ ทำตามที่พี่ใหญ่ว่าก็แล้วกัน”
อวิ๋นฉี่เยว่ยิ้มแล้วพูดว่า “อืม พี่ไปก่อนนะ ต้องไปดูที่บ้านใหม่พอดี จะถือโอกาสไปขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ด้วย”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้น พับแผนผังที่อวิ๋นเจียววาดไว้อย่างระมัดระวัง เก็บเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอม จากนั้นก็เก็บพู่กันและหมึก อวิ๋นเจียวก็ออกไปพร้อมกับเขา
สองพี่น้องออกไปข้างนอก พอดีกับที่เฉาหลานเอ๋อร์มาเรียกพวกเขา “พี่สาม เจียวเอ๋อร์ ท่านลุงรองเรียกพวกท่าน”
สองพี่น้องได้ยินดังนั้นก็เข้าไปในห้องโถง เห็นทั้งหัวหน้าตระกูลและเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลต่างก็มีสีหน้าเสียดาย
หลังจากทักทายทุกคนแล้ว อวิ๋นเจียวก็ถามอวิ๋นโส่วจง “ท่านพ่อ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นโส่วจงกล่าวว่า “ท่านปู่ใหญ่ของเจ้า และท่านผู้อาวุโสทั้งหลายอยากให้พวกเรากลับเข้าตระกูลอวิ๋น ความเห็นของพ่อคือไม่กลับแล้ว แต่ก็ยังต้องขอถามความเห็นของพวกเจ้าสามพี่น้องก่อน”
อวิ๋นเจียวยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเชื่อฟังท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ผู้อาวุโสตระกูลอวิ๋นต่างก็มองไปที่อวิ๋นฉี่เยว่ด้วยสายตาคาดหวัง ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า อวิ๋นโส่วจงให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของบุตรชายคนโตผู้นี้มาก
อวิ๋นเจียหรงจึงกล่าวว่า “ฉี่เยว่ ปู่ใหญ่รู้ว่ายี่สิบปีมานี้นับตั้งแต่ที่พ่อของเจ้าออกจากตระกูลไป ชีวิตของพวกเจ้าคงลำบากไม่น้อย ที่ผ่านมาข้าถึงไม่กล้าเอ่ยปากชวนพวกเจ้ากลับเข้าตระกูล”
“แต่บัดนี้ครอบครัวของปู่เจ้าถูกไล่ออกจากตระกูลไปแล้ว ข้าถึงได้หน้าด้านมาเอ่ยปากถามพวกเจ้า การอยู่ในตระกูลก็ย่อมมีข้อดี พวกเจ้าก็ล้วนเป็นคนฉลาด ข้าคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ฉี่เยว่ เจ้าช่วยพูดกับพ่อของเจ้าหน่อยเถิด”
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็พากันพูดเสริมและชักชวน
อวิ๋นฉี่เยว่ประสานมือคารวะเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลอย่างนอบน้อมตามแบบฉบับผู้เยาว์ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านปู่ใหญ่ ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ความเห็นของท่านพ่อก็คือความเห็นของข้าขอรับ”
“ไม่ว่าท่านปู่ของข้าจะทำผิดเพียงใด เขาก็คือผู้อาวุโส พวกเขาเพิ่งถูกขับไล่ออกจากตระกูล หากพวกเรารีบกลับเข้าตระกูลอวิ๋นทันที นี่ไม่เท่ากับตบหน้าพวกเขาหรือขอรับ?”
“แต่ขอให้ทุกท่านวางใจ แม้ว่าครอบครัวของพวกเราจะไม่ได้กลับเข้าตระกูลอวิ๋น แต่พวกเราก็ยังคงแซ่อวิ๋น ยังมีสายเลือดของตระกูลอวิ๋นไหลเวียนอยู่ในกาย รากเหง้าของพวกเราก็อยู่ที่ตระกูลอวิ๋น”
“หากตระกูลอวิ๋นมีเรื่องใดต้องการความช่วยเหลือ ตราบใดที่ครอบครัวของพวกเรามีความสามารถและช่วยเหลือได้ พวกเราจะไม่ปฏิเสธแน่นอน”
“ต่อไปนี้ นอกจากโรงผลิตเครื่องประทินผิวแล้ว ครอบครัวของพวกเรายังจะมีโรงผลิตอื่นๆ อีก หากต้องคัดเลือกคนงาน พวกเราก็จะให้ความสำคัญกับคนในตระกูลอวิ๋นก่อนแน่นอนขอรับ”
อวิ๋นฉี่เยว่มีท่าทีนอบน้อม อีกทั้งยังพูดขนาดนี้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เขาพูดก็เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงผลิตที่ต้องการคนงาน หรือการให้เช่าที่ดิน พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับญาติในตระกูลที่ไว้ใจได้ก่อนเสมอ
ในเรื่องนี้ อวิ๋นโส่วจงทำได้ดีมากจริงๆ แต่ก็เพราะเช่นนี้ พวกเขาถึงอยากให้ครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงกลับเข้าตระกูล
“เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน แต่วันนี้ข้าได้พูดในสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว แม้ว่าครอบครัวของพวกเจ้าจะไม่กลับเข้าตระกูล แต่พวกเราก็ถือว่าครอบครัวของพวกเจ้าเป็นคนตระกูลอวิ๋น ต่อไปนี้หากมีเรื่องใด ก็จงเอ่ยปากได้เลย”
อวิ๋นโส่วจงรีบกล่าวขอบคุณ “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านลุงใหญ่แล้วขอรับ”
สองพ่อลูกกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี เลยส่งผู้อาวุโสในตระกูลให้ออกจากบ้านพร้อมกัน
อวิ๋นเจียว เฉาหลานเอ๋อร์ และฟางซื่อก็จะไปเยี่ยมจ้าวซื่อที่บ้านเก่า ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้าน ก็ได้ยินเสียงเถาซื่อที่นั่งอยู่กลางลานบ้าน กำลังด่าทอเสียงดังลั่น
“…ผู้หญิงไร้ยางอาย หญิงชั่วใจดำที่หลอกล่อผัวให้ลืมแม่อย่างข้า สมน้ำหน้าที่ต้องแท้งลูก! สวรรค์มีตา! อยากมีลูกก็ไม่มีวันได้สมหวัง ต่อไปนี้ต่อให้ตั้งครรภ์กี่คน ก็แท้งทุกคน แกไม่มีวาสนาได้เป็นแม่คนอีกแล้ว!”
“นี่เป็นผลกรรมที่แกก่อไว้เอง ลูกชายของแกก็ต้องมาตายแทนแกด้วย… แกรอวิญญาณที่ตายไปอย่างอนาถจะมาเอาชีวิตแกไป!”
อวิ๋นเจียวขมวดคิ้วทันที จ้าวซื่อเป็นคนอ่อนแอ บัดนี้ยังมาแท้งลูกอีก เป็นช่วงเวลาที่ทรมาน ไหนเลยจะทนฟังคำพูดทิ่มแทงใจเช่นนี้ได้ แต่คนบ้านเดิมกลับไม่มีใครเอ่ยห้ามปรามแม้แต่คนเดียว
อวิ๋นเจียวจึงสั่งโม่ซ่านทันที “ทำให้นางหุบปาก!”
โม่ซ่านพุ่งเข้าไปในบ้านเก่าอย่างรวดเร็ว เถาซื่อยังไม่ทันได้ตั้งตัว โม่ซ่านก็จัดการบีบขากรรไกรของนางจนหลุดแล้ว
เถาซื่อกลัวโม่ซ่านจนตัวสั่น น้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก ได้แต่รีบคลานสี่ขาเข้าไปในห้องนอนหลักอย่างหวาดกลัว
ขณะนั้น อวิ๋นเจียว ฟางซื่อ และเฉาหลานเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาในลานบ้าน พวกนางจึงตรงไปที่ห้องของอวิ๋นโส่งกวง ภายในห้อง จ้าวซื่อกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ชุนเหมยอยู่ข้างๆ คอยปลอบใจ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของอวิ๋นโส่วกวงและลูกชายทั้งสอง
ฟางซื่อจึงถามชุนเหมย “พี่ใหญ่กับหลานๆ ไปไหนเสียล่ะ?”
ชุนเหมยรีบคำนับ แล้วตอบว่า “นายท่านใหญ่กับคุณชายไปสร้างกระท่อมที่ลานก่อสร้างแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าจะรีบทำให้เสร็จก่อนมืด เพื่อที่จะได้รับฮูหยินใหญ่ไปอยู่ที่นั่น”
เมื่อได้ยินดังนั้น ความรู้สึกไม่สบายใจในใจของอวิ๋นเจียวก็จางหายไป นางนึกว่าท่านลุงใหญ่ใจอ่อน ยอมเป็นคนซื่อบื้ออีกแล้วเสียอีก
ชุนเหมยเป็นคนฉลาด แน่นอนว่ารู้ว่าฟางซื่อถามเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร นางจึงรีบอธิบายต่อว่า “ตอนที่นายท่านทุกคนอยู่ที่บ้าน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังสงบเสงี่ยมเจ้าค่ะ พอพวกเขาออกไป นางก็ออกมาด่าทอทันที”
จ้าวซื่อกลัวว่าฟางซื่อจะตำหนิชุนเหมย จึงรีบพูดว่า “น้องสะใภ้ ชุนเหมยต้องคอยดูแลข้า อีกอย่างคำพูดของเถาซื่อก็ไม่น่าฟัง แต่… เป็นความผิดของข้าเอง หากไม่ใช่เพราะข้า ลูกก็คงไม่…”
ฟางซื่อนั่งลงบนขอบเตียง หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้จ้าวซื่อพลางปลอบโยนว่า “พี่สะใภ้ ท่านพูดอะไรออกมา เป็นความผิดของท่านตรงไหน? หากไม่ใช่เพราะพวกเขาโลภมาก แอบมาขโมยของในบ้าน คงไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ต่อให้สวรรค์จะเอาชีวิต ก็ควรเอาชีวิตของนาง! เถาซื่อจงใจแกล้งให้ท่านอยู่ไฟไม่ได้ พี่สะใภ้อย่าไปหลงกลนางเชียว!”
อวิ๋นเจียวก็พูดเสริมว่า “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ท่านต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนะเจ้าคะ หากท่านแย่ลง คนพวกนั้นก็ยิ่งได้ใจกันพอดี ยิ่งไปกว่านั้น พี่ฉี่ชิ่งกับพี่ฉี่เสียงก็โตเป็นหนุ่มแล้ว หากร่างกายท่านทรุดลง เรื่องแต่งงานของพวกเขาจะทำอย่างไรละเจ้าคะ?”
“ท่านจะหวังพึ่งลุงใหญ่ให้หาภรรยาให้พวกเขาได้หรือ? ท่านไม่เป็นห่วงพวกเขาหรือเจ้าคะ หากพวกเขาแต่งงานกับหญิงสาวที่เหมือนกับเถาซื่อ ชีวิตพวกเขาคงพินาศแน่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ข้ารู้ว่าท่านเสียใจ รู้ว่าท่านรู้สึกแย่ แต่สิ่งที่เสียไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ ต่อให้เสียใจแค่ไหน ก็ไม่อาจได้คืนมา”
“แต่พี่ฉี่ชิ่งกับพี่ฉี่เสียงถูกคนพวกนั้นรังแกมานานกว่าสิบปี บัดนี้ชีวิตกำลังจะมีความสุขแล้ว ท่านจะทำใจปล่อยพวกเขาไว้ตามลำพังได้หรือเจ้าคะ? ข้าว่าท่านควรรีบรักษาร่างกายให้แข็งแรง จะได้ไม่ต้องให้พี่ฉี่ชิ่งกับพี่ฉี่เสียงเป็นห่วง ท่านไม่รู้หรอกกว่าเมื่อคืนท่านเป็นลมไป ท่านลุงใหญ่กับพี่ๆ ตกใจกันแค่ไหน”
……….
เชิงอรรถ
[1] วิชาสรรพสิ่ง (格物学) คือ การศึกษาธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เพื่อให้เข้าใจความจริงของสิ่งเหล่านั้น