ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 219 ท่านทำเช่นไรไปหรือ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 219 ท่านทำเช่นไรไปหรือ
ฉู่อี้ยืนอยู่ด้านหลังอวิ๋นเจียว มองดูเผยซื่ออย่างสนุกสนาน แววตาฉายชัดว่าเจ้าซวยข้าก็ยินดี ทำเอาเผยซื่อโกรธจนแทบกระอักเลือด ทว่าตอนนี้นางไม่อาจเปิดศึกต่อหน้าฉู่อี้ได้
“พี่อี้ ท่านอาเขย… เป็นท่านพ่อของท่านนะเจ้าคะ!” เผยหมิ่นเห็นเผยซื่อไม่เอ่ยอะไร จึงรีบพูดแทนเผยซื่ออย่างระมัดระวัง
เผยซื่อตบมือของเผยหมิ่นที่กอดแขนตนเองเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือสาเรื่องพรรค์นี้หรอก”
เผยหมิ่น “ท่านอา หมิ่นเอ๋อร์แค่สงสารท่านเท่านั้น” ในใจนางรู้ดีว่า หากอยากแต่งงานกับฉู่อี้ นางต้องพึ่งพาท่านอา ดังนั้นต่อหน้าเผยซื่อ เผยหมิ่นจึงทำตัวว่าง่ายและเอาใจใส่เผยซื่อเป็นอย่างมาก
“เด็กบื้อ อารู้ถึงความตั้งใจของเจ้าดี” กล่าวจบก็หันไปสั่งบ่าวรับใช้ข้างกาย “เผยหลิน เรื่องค่าเสียหายเจ้าไปจัดการเสีย จวนโหว… จวนป๋อของเราไม่รังแกใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ใครรังแกเช่นกัน”
บุรุษวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างกายเผยซื่อโค้งคำนับรับคำสั่ง “ขอรับ ฮูหยิน!”
อวิ๋นเจียวหันไปพูดกับอวิ๋นโส่วกวง “ท่านลุงใหญ่เจ้าคะ พวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่หาเรื่องใคร แต่ก็ไม่กลัวหรอก! ท่านพากู่ชิงไปคำนวณกับพวกเขา พวกเราจะไม่คิดเงินเกินแม้แต่ต้นเดียว แต่ก็จะไม่ยอมขาดแม้แต่ต้นเดียวเช่นกัน!”
“อีกอย่าง…” อวิ๋นเจียวชี้ไปที่คนงานที่คุกเข่าอยู่บนพื้น “พาพวกเขากลับไปก่อนเถิด วันนี้ไม่ต้องทำงานแล้ว”
พวกเขาต่างหวาดกลัวจนเป็นเช่นนี้ ต่อให้ทำงานก็คงทำงานได้ไม่เต็มที่ สู้ให้พวกเขาไปพักผ่อนสักวันจะดีกว่า
“ได้ๆ ลุงใหญ่จะไปจัดการเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปเถิด” อวิ๋นโส่วกวงคุ้นเคยกับท่าทีองอาจกล้าหาญ ไม่ยอมก้มหัวให้ใครของครอบครัวอวิ๋นเจียว พูดแล้วก็รู้สึกละอายใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวันนี้โชคดีที่มีอวิ๋นเจียวอยู่ เขาถึงไม่เสียศูนย์เมื่อเผชิญหน้ากับทหารองครักษ์จวนโหวและเผยซื่อที่เอาแต่กดดันผู้อื่น
ส่วนกู่ชิงรู้สึกตกใจยิ่งนัก มองอวิ๋นเจียวด้วยแววตาเคารพยำเกรงมากขึ้น ชาวบ้านธรรมดาแบบใดกัน ถึงได้เลี้ยงดูบุตรสาวให้คงความองอาจสง่างามและเยือกเย็นต่อหน้าผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ได้
ในใจเขาเตือนตัวเองว่าต้องช่วยอวิ๋นเจียวทำงานให้ดี เด็กสาววัยเพียงเจ็ดขวบ ก็มีท่าทางเช่นนี้ อนาคตต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ยิ่งมีเจิ้นหย่วนป๋อคอยปกป้อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
นับแต่นั้นมากู่ชิงก็ไม่เคยมองอวิ๋นเจียวเป็นเพียงคุณหนูตระกูลเศรษฐีธรรมดา หรือมองว่านางเป็นเพียงเด็กอีกต่อไป
กู่ชิงติดตามอวิ๋นโส่วกวงไปคำนวณค่าเสียหายของต้นกล้าดอกไม้กับคนของเผยซื่อ ส่วนทางด้านนี้เผยซื่อก็เดินเข้าไปปลอบโยนฉู่เผยเหวิน
เผยซื่อประดับรอยยิ้มไร้ที่ติบนใบหน้า เอื้อมมือไปประคองฉู่เผยเหวิน “ท่านโหว แดดแรงแล้ว เรากลับกันเถิด”
ใครจะรู้ว่าฉู่เผยเหวินกลับผลักนางออกอย่างแรง จนเผยซื่อเซถลาไปข้างหลังเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น บ่าวรับใช้ต่างพากันตกใจรีบเข้ามาประคอง
เผยซื่อจึงไม่ล้มลงไป แต่พอนางทรงตัวได้ ยังไม่ทันได้ยืนให้มั่น ก็ถูกถีบเข้าอย่างจัง คราวนี้ถีบโดนอกอวบอิ่มของเผยซื่อพอดี ทันใดนั้นบนอกเสื้อของนางก็ปรากฏรอยเท้าเปื้อนโคลน
เผยซื่อโกรธจนตัวสั่น แรงถีบของฉู่เผยเหวินไม่ใช่น้อยๆ นางเจ็บหน้าอกจนหายใจไม่ออก แต่ด้วยสถานการณ์ที่มีคนอื่นอยู่ด้วย นางไม่กล้าแม้แต่จะเอามือจับหน้าอกที่ปวด กลับทำได้เพียงร้องเรียกด้วยความน้อยใจ “ท่านโหว…”
ฉู่เผยเหวินยืดหลังตรง ชูรองเท้าปักลายของเผยซื่อขึ้นราวกับเป็นป้ายคำสั่ง ชี้นิ้วตะคอกใส่นางเสียงดัง “เจ้าฆาตกร กล้าดียังไงถึงฆ่าแม่ทัพเถี่ย ทหาร จับตัวนางไปขังคุก รอประหารชีวิตในฤดูใบไม้ร่วง!”
“ขอรับ ท่านโหวผู้เฒ่า บ่าวจะจับตัวนางไปเดี๋ยวนี้!”
เวลาต้องรับมือกับคนโง่ อย่าไปหาเหตุผลกับเขา!
หัวหน้าองครักษ์พูดพลางส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ของเผยซื่อ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนฉลาด พอเห็นสายตานั้นก็เข้าใจความหมาย รีบประคองเผยซื่อออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
หากไม่รีบไป แล้วท่านโหวผู้เฒ่ายืนกรานจะตัดหัวทันทีจะทำอย่างไรเล่า? ไม่น่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนบ้าเลย!
พวกเขามาอย่างองอาจ แต่กลับจากไปอย่างน่าอนาถ ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นเจียวหรือฉู่อี้ต่างก็อารมณ์ดี
พอเห็นฉู่เผยเหวินอาละวาดเสร็จแล้วทำท่าจะร้องไห้ อวิ๋นเจียวจึงรีบเข้าไปพูดว่า “ท่านลุงฉู่ แม่ทัพเถี่ยสละชีพในสนามรบพลีชีพเพื่อบ้านเมือง พวกเราน่าจะรีบหาที่ฝังศพให้เขาอย่างสมเกียรตินะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉู่เผยเหวินก็ตบหน้าผากเบาๆ “ถูกต้อง ควรฝังอย่างสมเกียรติ!”
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกไป เดินไปได้สองก้าวก็วกกลับมา จากนั้นก็คลำหาอะไรบางอย่างบนร่างกาย แล้วหยิบป้ายไม้แผ่นหนึ่งยื่นให้อวิ๋นเจียว “ขอบคุณเจ้ามากเด็กน้อย หากเจ้าไม่เตือนข้า ข้าคงหาศพของแม่ทัพเถี่ยไม่พบ!”
อวิ๋นเจียวเห็นว่า ป้ายไม้นี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่รูปเสือโคร่งลงเขาที่สลักไว้นั้นกลับดูทรงพลังราวกับมีชีวิต คิดว่าคงไม่ใช่ของมีค่ามากนัก น่าจะเป็นของที่เขาใช้เล่นเป็นประจำ นางจึงรับมา
“ท่านลุงฉู่ ที่ชนบทของพวกเรามีทหารกล้าและแม่ทัพที่เก่งกาจอีกมาก แม้ว่าแม่ทัพเถี่ยจะพลีชีพไปแล้ว ท่านก็ยังสามารถเกณฑ์ทหารใหม่ได้อีกมากเจ้าค่ะ”
ฉู่เผยเหวินประสานมือคำนับอวิ๋นเจียวอย่างจริงจัง “ขอให้เป็นจริงดั่งคำมงคลที่เจ้ากล่าว หากวันใดแคว้นต้าเยี่ยสามารถกู้คืนแผ่นดินที่เสียไปได้ ข้าจะกราบทูลฝ่าบาท ขอความดีความชอบให้เจ้าอย่างแน่นอน”
อวิ๋นเจียวก็โค้งคำนับตอบรับอย่างจริงจัง “เช่นนั้นเจียวเอ๋อร์ก็ขอขอบคุณท่านลุงฉู่ ขอให้ท่านลุงได้ชัยชนะโดยเร็ว ธงศึกโบกสะบัดสมศักดิ์ศรี!”
ฉู่เผยเหวินต่อให้สติไม่สมประกอบอย่างไร เขาก็คือบิดาของฉู่อี้ อวิ๋นเจียวยินดีที่จะทำดีกับเขา ยินดีพูดเอาใจเขา นางเป็นคนเช่นนี้ ใจแคบ โกรธใครก็ไม่มีทางลืม แต่ในขณะเดียวกัน ใครดีกับนาง นางก็จะตอบแทนเช่นกัน
ฉู่อี้หยิบผ้าเช็ดหน้ายื่นให้ฉู่เผยเหวิน “ท่านพ่อ เช็ดหน้าเถิด ท่านต้องเป็นประธานในพิธีศพแม่ทัพเถี่ย หากไม่เช็ดเลือดของพวกอนารยชนพวกนั้นออกให้หมด จะไปได้อย่างไร”
ฉู่เผยเหวินรับผ้าเช็ดหน้าจากฉู่อี้มาเช็ดหน้าอย่างลวกๆ อย่างน้อยก็พอจะเห็นหน้าตาชัดเจนขึ้น หลังจากเช็ดหน้าเสร็จก็โยนผ้าเช็ดหน้าทิ้ง จากนั้นฉู่เผยเหวินก็จากไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นองครักษ์สองคนก็ติดตามไป จากนั้นก็มีองครักษ์อีกหลายคนคุกเข่าลงต่อหน้าฉู่อี้
“ท่านป๋อ ข้าน้อยบกพร่องต่อหน้าที่ ปกป้องท่านโหวผู้เฒ่าไม่ได้ ขอรับโทษขอรับ!”
ฉู่อี้ปรายตามองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาคมกริบราวกับคมมีด “ไปรับโทษจากจางหลิงด้วยตัวเอง หากมีคราวหน้าอีก จะตัดหัวพวกเจ้าเสีย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าองครักษ์ต่างก็ตัวสั่น สีหน้าพลันเคร่งขรึม “ขอรับ ท่านป๋อ!”
ฉู่อี้ในยามนี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมา อวิ๋นเจียวเคยเห็นฉู่อี้ที่อ่อนโยนดุจสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ และฉู่อี้ที่มีท่าทางเหลวไหลราวกับคุณชายเจ้าสำราญ ทว่าตอนนี้ นางได้เห็นด้านเย็นชาของเขาแล้ว
เห็นได้ชัดว่าบ่าที่ยังไม่แข็งแกร่งคู่นี้แบกรับภาระที่เด็กในวัยเท่านี้ไม่ควรแบกรับไว้มากเพียงใด ผ่านดวงตาเย็นชาคู่นั้น อวิ๋นเจียวสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่ตึงเครียด ไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดใจแทนเขา
ฉู่อี้โบกมือไล่พวกองครักษ์ไป จากนั้นก็หันไปเห็นอวิ๋นเจียวจ้องมองตนอยู่ จึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองพลางเอ่ยถาม “บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?”
อวิ๋นเจียวส่ายหน้า ฉู่อี้จึงยิ้มออกมา เมื่อหันมามองอวิ๋นเจียว ความเย็นชาบนร่างกายพลันสลายหายไปสิ้น
“เช่นนั้นก็เป็นเพราะข้าหน้าตาดี เจียวเอ๋อร์ถึงได้มองจนตาค้างเช่นนี้?”
อวิ๋นเจียวจ้องเขาเขม็ง “ท่านหยุดหลงตัวเองได้แล้วเจ้าค่ะ จริงสิ ว่าแต่เรื่องที่ท่านไปอาละวาดในท้องพระโรงเป็นเรื่องจริงหรือ? ท่านทำเช่นไรไปหรือ?”