ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 218 ฉู่อี้กลับมาแล้ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 218 ฉู่อี้กลับมาแล้ว
“ไอ้ลูกอกตัญญู! เจ้าจะทำให้ใครไม่ได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้กัน!” เผยซื่อได้ยินดังนั้นก็หันขวับ มองฉู่อี้ด้วยแววตาแข็งกร้าว นิ้วมือชี้ตรงไปที่เขา
“ท่านอาโปรดใจเย็นเถิด พี่อี้เพียงแต่ปากไวใจร้อนไปหน่อย มิได้มีเจตนาร้าย” เผยหมิ่นเห็นเผยซื่อโกรธก็รีบเช็ดน้ำตา ทำหน้าเหมือนกล้ำกลืนความเสียใจ แม้จะยังมีท่าทางน้อยใจอยู่ แต่ก็แสร้งทำตัวนอบน้อมจนดูน่าสงสาร ต่างจากท่าทางเอาแต่ใจตัวเองเมื่อครู่ลิบลับ
ฉู่อี้เดินเข้ามาช้าๆ ใบหน้าแฝงรอยยิ้มร้ายกาจ “ใครว่า ข้าตั้งใจต่างหาก แถมยังจงใจด้วย! พวกเจ้ากล้าก็ลองแตะต้องคนตระกูลอวิ๋นดูสิ ค่อยดูว่าข้าจะลงมือปลิดชีพคนตระกูลเผยหรือไม่!”
เฉียบขาด! อวิ๋นเจียวอดไม่ได้ที่จะชื่นชมฉู่อี้อยู่ในใจ สายตาของนางและฉู่อี้สบประสานกัน ต่างฝ่ายต่างมองเห็นบางอย่างที่ทำให้ตนเองรู้สึกยินดีอยู่ในดวงตาของกันและกัน
ฉู่อี้มองเห็นความชื่นชมและความรู้สึกพึ่งพาแวบหนึ่งในดวงตาของอวิ๋นเจียว ขณะที่อวิ๋นเจียวก็มองเห็นการปกป้องที่ไม่ต้องการเหตุผลใดๆ ในดวงตาของฉู่อี้
เผยหมิ่นเห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนช่างกลมเกลียว ยิ่งไปกว่านั้นฉู่อี้ถึงกับข่มขู่ว่าจะฆ่าล้างตระกูลนางเพื่อยัยเด็กต่ำต้อยผู้นี้ นางกัดฟันแน่นจนแทบแหลกละเอียด เกลียดชังอวิ๋นเจียวจนเข้ากระดูกดำ
อวิ๋นเจียวกลอกตาใส่เผยหมิ่นอย่างไม่ไยดี นับว่านางไร้สาระสิ้นดี ที่มาหึงหวงเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบอย่างนาง นางคงเสียสติไปแล้วกระมัง! ฉู่อี้คงไม่ชอบหน้าเผยหมิ่นมาตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะนิสัยของนางเองนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะตัวนางเสียหน่อย
อวิ๋นเจียวที่ถูกเกลียดชังและอิจฉาโดยไร้เหตุผล รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรมสำหรับนางเอาเสียเลย
เผยซื่อโกรธฉู่อี้จนหน้าซีดเผือด ร่างกายโยกคลอนแทบทรงตัวไม่อยู่ หากไม่มีบ่าวรับใช้ประคองอยู่ข้างกาย เกรงว่านางคงล้มพับลงไปบนคันดินแล้ว นางชี้หน้าฉู่อี้ พูดอึกอักว่า ‘เจ้า’ อยู่นานกว่าจะพูดประโยคต่อไปได้
“เจ้าเด็กนอกคอก ลูกอกตัญญู ตระกูลเผยเป็นญาติฝ่ายมารดาของเจ้าแท้ๆ เจ้ายังกล้าพูดจาอุกอาจเช่นนี้ออกมาได้ เจ้า…”
ฉู่อี้แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา น้ำเสียงเต็มไปด้วยการยั่วยุ “ตระกูลเผยนับว่าเป็นใครกัน? ญาติฝ่ายมารดาข้าไม่มีแล้ว พวกเขาไปนอนอยู่ใต้ผืนดินกันหมดแล้ว หากตระกูลเผยอยากเป็นญาติฝ่ายมารดาข้ามากนัก ก็ลงไปอยู่ใต้ดินเสียสิ!”
“เจ้าลูกอกตัญญู! แม้ข้าจะเป็นแค่แม่เลี้ยง แต่ก็เป็นมารดาของเจ้า เจ้าพูดจาเช่นนี้กับข้า ไม่กลัวว่าขุนนางฝ่ายตรวจการจะทูลฟ้องหน้าพระพักตร์ว่าเจ้าอกตัญญูหรือไง? เจ้าทำให้บรรดาศักดิ์โหวที่สืบทอดต่อกันมาต้องลดลงมาเป็นแค่ป๋อแล้ว ยังไม่หนำใจอีกหรือ? หรือว่าคิดจะทำให้บรรดาศักดิ์ขั้นป๋อนั่นหายไปด้วยหรืออย่างไร?”
ฉู่อี้มองเผยซื่อที่โกรธจนตัวสั่น รอยยิ้มเย็นชาที่มุมปากยิ่งชัดเจนขึ้น “บรรดาศักดิ์? ข้าไม่สนใจมันแม้แต่น้อย น่าเสียดาย สิ่งที่ข้าไม่ต้องการ ฮ่องเต้กลับพระราชทานให้ ส่วนบางคนที่อยากได้ ไขว่คว้าเท่าไรก็ไม่ถึง”
“เผยซื่อ ข้าขอเตือนท่านให้รู้จักวางตัวบ้าง คนอย่างข้า ปกป้องคนของตัวเองยิ่งชีพ! ตระกูลอวิ๋นเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้า หากไม่มีตระกูลอวิ๋น ข้าฉู่อี้ผู้นี้คงตายไปนานแล้ว!”
“จำใส่สมองท่านไว้ให้ดี การที่บรรดาศักดิ์ของข้าถูกลดลง ยังไม่นับว่าเท่าไรหรอก แต่ถ้าท่านทำให้ข้าโกรธขึ้นมาละก็ ข้าจะทำความผิดมหันต์ถึงขั้นต้องโทษฆ่าล้างเก้าตระกูล! อย่างไรเสียข้าก็ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง มารดาก็ไม่มีส่วนท่านพ่อก็มีสภาพเช่นนี้ ตายไปก็ไม่เสียหายอะไร”
อุกอาจ! ช่างเป็นคำพูดที่อุกอาจยิ่งนัก!
บ่าวรับใช้ที่ติดตามเผยซื่อมาต่างหวังว่าตนเองหูหนวกไม่ได้ยินคำพูดนี้ของฉู่อี้ พวกเขากลัวถูกฆ่าปิดปาก!
ประโยคเดียวของฉู่อี้ที่พูดออกมาอย่างเรียบเฉย ทำให้เผยซื่อตื่นตระหนก นางจ้องฉู่อี้อย่างตกตะลึง เขา… เขาถึงกับกล้าพูดเช่นนี้…
ความผิดถึงขั้นฆ่าล้างเก้าตระกูล ไม่เพียงแต่คนตระกูลฉู่จะต้องถูกฆ่าล้างตระกูล แม้แต่คนตระกูลเผยก็ต้องถูกฆ่าล้างตระกูลด้วย!
เก้าตระกูล คือญาติฝ่ายบิดาสี่ตระกูล ได้แก่ ญาติในตระกูล รวมถึงตระกูลที่ป้า น้า อาแต่งออกไป ตระกูลที่พี่สาวน้องสาวแต่งออกไป และตระกูลที่บุตรสาวแต่งออกไป
ญาติฝ่ายมารดาสามตระกูล ได้แก่ ตระกูลฝ่ายมารดา ตระกูลเดิมของยาย รวมถึงตระกูลที่พี่สาวน้องสาวของมารดาแต่งออกไป และญาติฝ่ายภรรยาอีกสองตระกูล ได้แก่ ตระกูลพ่อตาและตระกูลเดิมของแม่ยาย
ฉู่อี้เป็นคนเย็นชามาตลอด สิ่งที่เขาใส่ใจมีไม่มากนัก เผยซื่อนอกจากจะรู้สึกตกตะลึงแล้ว ภายในใจยังเริ่มถูกความกลัวกัดกินทีละน้อย หรือว่าฉู่อี้รู้เรื่องบางอย่างแล้ว? หรือว่าเขาเป็นคนที่ไม่แยแสอะไรเลยอยู่แล้ว ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน ไม่สนใจชีวิตญาติพี่น้อง?
แววตาของนางสับสนและหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด ไร้ซึ่งท่าทางโอหังเช่นก่อนหน้านี้ ฉู่อี้อาจจะแค่ขู่นาง แต่เขาก็พูดถูก เขาไม่มีอะไรให้ห่วงใยในโลกนี้อีกแล้ว คนหรือเรื่องราวที่สามารถควบคุมเขาได้นั้นมีไม่มาก
หากถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด เขาอาจสร้างหายนะถึงขั้นฆ่าล้างเก้าตระกูลขึ้นมาจริงๆ ฉู่อี้เดิมพันได้ แต่นางเดิมพันไม่ได้! นี่แหละเขาเรียกว่า คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า [1] คนเกรี้ยวกราดกลัวคนโง่ คนโง่กลัวคนที่ไม่กลัวตาย!
อย่างไรเสีย เผยซื่อก็ไม่ใช่หญิงธรรมดา นางพยายามระงับความโกรธในใจ แสร้งยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “อี้เอ๋อร์ ข้าเห็นท่านพ่อของเจ้าถูกชาวไร่พวกนี้รังแก จึงโมโหไปหน่อย ข้าอาจทำอะไรหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่ที่พวกเขาไม่เคารพท่านพ่อของเจ้า ก็เป็นเรื่องจริง”
“ใช่แล้วขอรับ ท่านป๋อ ชาวไร่พวกนี้กล้ารังแกท่านโหวผู้เฒ่า ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านโหวผู้เฒ่าด้วยขอรับ!”
โดยปกติแล้ว การสืบทอดบรรดาศักดิ์ มักจะเป็นบุตรสืบทอดต่อเมื่อบิดาเสียชีวิตแล้ว แต่กรณีของฉู่อี้นั้นพิเศษ เนื่องจากบิดาของเขากลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ เขาจึงได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ก่อน
ดังนั้นคนอื่นๆ แม้กระทั่งฮ่องเต้ ต่างก็ยังคงเรียกฉู่เผยเหวินว่า เจิ้นหย่วนโหวผู้เฒ่า เพราะในอดีต ฉู่เผยเหวินสร้างคุณความดีความชอบทางการทหารมากมาย แม้ว่าตอนนี้จะแก่ชราและสติเลอะเลือนไปแล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ยังคงให้ความเคารพเขาอย่างเต็มที่
“ท่านป๋อ ฮูหยินเป็นห่วงท่านโหวผู้เฒ่า พวกเราจึงได้ลงมือช่วยเหลือท่านโหวผู้เฒ่าออกมา” หัวหน้าองครักษ์เอ่ยขึ้น คำพูดของเขานั้น ทำให้เผยซื่อหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาไปโดยปริยาย
เหตุใดเผยซื่อจึงทำเช่นนี้? ก็เพราะเป็นห่วงท่านโหวผู้เฒ่าอย่างไรเล่า!
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา นางชี้ไปที่คนงานที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่ด้านหลัง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ชาวไร่พวกนี้ กล้าต่อกรกับพวกท่านหรือ? พวกท่านนี่ช่างยกยอพวกเขานัก พูดว่ามาช่วยท่านโหวผู้เฒ่า ทำเหมือนกับพวกเราเป็นยอดฝีมือนักบู๊กันหมด”
“เรื่องนี้ พวกข้าไม่ยอมรับเด็ดขาด พวกท่านมาถึงแล้วบอกความต้องการ พวกเขาก็ปล่อยตัวท่านโหวผู้เฒ่าในทันที ที่พวกเขาจับท่านโหวผู้เฒ่าไว้ก่อนหน้านี้ ก็เพราะกลัวว่าท่านโหวผู้เฒ่าจะทำลายต้นกล้าดอกไม้ต่อ”
“จริงสิ หากที่พวกท่านพูดว่าเป็นห่วงท่านโหวผู้เฒ่านั้นเป็นความจริง งั้นข้าขอถามหน่อย ต้นกล้าที่ท่านโหวผู้เฒ่าทำลายไป ใครจะเป็นคนชดใช้? อย่าดีแต่พูด ทึกทักใส่ร้ายคนอื่นใครๆ ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ”
“ข้าก็พูดได้เหมือนกันว่าพวกท่านจงใจให้ท่านโหวผู้เฒ่าต้องชดใช้ค่าเสียหายมากกว่าเดิม จึงได้ทำท่าทางกร่างๆ ชักดาบเข้ามา คนที่รู้ก็รู้ว่าต้องการช่วยท่านโหวผู้เฒ่า คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว คงคิดว่าพวกท่านจะอาศัยจังหวะชุลมุนลอบสังหารท่านโหวผู้เฒ่าเสียอีก!”
ฉู่อี้มองอวิ๋นเจียวที่ไม่เกรงกลัวเผยซื่อแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังแสดงท่าทางเหมือนมีคนหนุนหลัง และพร้อมจะเอาคืนอย่างไม่เกรงกลัว ในใจของเขาพลันอ่อนยวบและอบอุ่นขึ้นทันที ความรู้สึกที่มีคนพึ่งพาและเชื่อใจในตัวเขาเช่นนี้ ช่างวิเศษจริงๆ
“เจ้าพูดจาเหลวไหล!”
“เจ้าใส่ร้ายป้ายสี!”
“ข้าน้อยจงรักภักดีต่อท่านโหวผู้เฒ่า!”
บ่าวรับใช้ที่ติดตามเผยซื่อมา ต่างร้อนตัวรีบเถียงทันที ยัยเด็กคนนี้ ช่างพูดเก่งเสียจริงๆ
แต่อวิ๋นเจียวไม่ได้พูดเพื่อที่จะเอาชนะพวกเขา เพียงแต่ต้องการบอกเล่าความจริงให้ฉู่อี้ฟังเท่านั้น
“ใครจะจ่ายค่าชดใช้?” อวิ๋นเจียวมองเผยซื่อด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ถามอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
……….
เชิงอรรถ
[1] คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า (光脚的不怕穿鞋的) หมายถึง คนที่ไม่เหลืออะไร ย่อมไม่กลัวสิ่งใด