ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 224 แม่หนูน้อย เราได้พบกันอีกแล้ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 224 แม่หนูน้อย เราได้พบกันอีกแล้ว
“ฉู่อี้เลิกคิ้ว “สิงจืออยากไปเรียนที่สำนักศึกษาหลวงอย่างนั้นหรือ?”
ยามค่ำมืดเช่นนี้กลับใช้กระบี่จี้คอ แล้วยังกรีดจนเป็นแผลเลือดซิบ เพียงเพื่อจะพูดเรื่องนี้กับเขางั้นหรือ?
จู่ๆ ฉู่อี้ก็รู้สึกถึงความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างที่ผุดขึ้นมาในใจ อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าอวิ๋นฉี่เยว่จะทำเรื่องที่ไร้ความหมาย
อวิ๋นฉี่เยว่กล่าว “การเรียนรู้ให้มากย่อมเป็นสิ่งที่ดี”
ฉู่อี้ “ในเมื่อสิงจืออยากไป ก็ไปเถิด บังเอิญว่าอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหลวงอย่างท่านลั่วอวิ๋นซิวติดหนี้บุญคุณข้าอยู่”
อวิ๋นฉี่เยว่ลุกขึ้นกล่าวลา “เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณท่านป๋อแล้ว!”
ฉู่อี้ลุกขึ้นเช่นกัน มองอวิ๋นฉี่เยว่หันหลังเดินจากไป ทว่าตอนที่อวิ๋นฉี่เยว่กำลังจะก้าวออกไป ฉู่อี้ก็เอ่ยขึ้น
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ อู๋ต๋า บุตรชายสายตรงคนที่สามของอู๋เยว่ และฉินเฟิง บุตรชายสายตรงคนรองของฉินหรง ล้วนศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาหลวง สิงจือ หากต่อไปเจ้าได้ยินข่าวคราวใดๆ ที่สำนักศึกษาหลวง อย่าลืมบอกข้าด้วยล่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นฉี่เยว่ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากที่ฉู่อี้พูดจบ เขาก็ยกเท้าก้าวออกไป ก่อนจะหายลับไปในความมืด
ส่วนฉู่อี้เผยรอยยิ้มออกมา อวิ๋นฉี่เยว่ พันธมิตรใหม่ของเขาผู้นี้ ดีกว่าคนผู้นั้นในเมืองหลวงมากนัก อย่างไรเสีย คนผู้นั้นในเมืองหลวงก็เป็นพันธมิตรเพียงชั่วคราว เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างก็หวังผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ส่วนตระกูลอวิ๋นและอวิ๋นฉี่เยว่นั้นแตกต่างออกไป…
……
ค่ำคืนผ่านไปด้วยการนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
เช้าวันต่อมา อวิ๋นเจียวถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วนอกหน้าต่าง นางบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกตัวเต็มที่ และพบว่าคะแนนเถาเป่าของนางเพิ่มขึ้นอีกสามสิบกว่าคะแนน
นับตั้งแต่อวิ๋นฉี่เยว่จัดการเรื่องเผยแพร่บทกลอนเกี่ยวกับสุขภาพของอวิ๋นเจียว คะแนนในเถาเป่าของนางก็เพิ่มขึ้นทีละสิบคะแนน ยี่สิบคะแนนเป็นครั้งคราว วันนี้นางได้คะแนนเพิ่มขึ้นถึงสามสิบแปดคะแนน
อวิ๋นเจียวคาดเดาว่า คะแนนนี้อาจเกี่ยวข้องกับจำนวนคนที่ได้รับอิทธิพลจากบทกลอน ยิ่งได้คะแนนมาก แสดงว่ามีคนจำนวนมากขึ้นที่ได้รับอิทธิพลจากบทกลอนบทนี้
จริงสิ เรื่องสุขนิสัยเช่นนี้ ควรให้สำนักศึกษาสอน เด็กๆ ควรได้รับการปลูกฝังสุขนิสัยที่ดี และบรรจุเรื่องนี้ไว้ในการประเมินผลด้วย!
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นเจียวจึงลุกจากเตียงไปหากระดาษกับปากกา นางไม่ถนัดใช้พู่กัน จึงซื้อปากกาขนนกแบบโบราณที่ใช้จุ่มหมึกจากเถาเป่า อวิ๋นฉี่ซานยังทำปากกาขนนกทองแดงแบบจุ่มหมึกมาให้นางอีกหลายด้าม
อวิ๋นเจียวใช้ชาที่เหลือจากเมื่อคืนมาละลายหมึก นางจดทุกสิ่งที่คิดไว้ลงบนกระดาษ
โม่ซ่านได้ยินเสียงจึงเข้ามาดูในห้อง อวิ๋นเจียวเพิ่งเขียนเสร็จพอดี นางจึงยื่นสิ่งที่เขียนให้โม่ซ่าน พร้อมกับสั่งว่า “ฝากอากุ้ยเอาไปให้ผู้ดูแลที่สำนักศึกษา บอกให้เขาใส่ไว้ในกระเบียบของสำนักศึกษาด้วย รอท่านอาจารย์มาถึงแล้ว ให้เขาอ่านดู หากไม่มีอะไรไม่เหมาะสม ก็เขียนเป็นประกาศติดไว้”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” โม่ซ่านรับกระดาษจากอวิ๋นเจียวแล้วก็เดินออกไป ส่วนอวิ๋นเจียวก็ล้างหน้าแปรงฟันด้วยตัวเอง
ถึงแม้มีคนรับใช้คอยดูแลจะเป็นเรื่องดี แต่นางก็ไม่อยากกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ เรื่องบางอย่างที่นางทำเองได้ นางก็ไม่ได้หวังพึ่งคนรับใช้
อวิ๋นเจียวเพิ่งล้างหน้าและรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ได้ยินเสียงอวิ๋นฉี่รุ่ยวิ่งหน้าตั้งมา “พี่สี่ ท่านอาจารย์มาแล้ว! ท่านอาจารย์มาแล้ว!”
อวิ๋นเจียวหยิบหมั่นโถวจากตะกร้ามาหนึ่งชิ้น กินคู่กับโจ๊กอย่างช้าๆ พอเห็นอวิ๋นฉี่รุ่ยวิ่งจนเหงื่อท่วมตัวจึงบอกให้เขานั่งลง “เจ้าจะรีบร้อนอะไร พูดช้าๆ ก็ได้!”
อวิ๋นฉี่รุ่ยนั่งลงแล้วรินชาใส่ถ้วยดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบน้ำที่มุมปาก
ปกติอวิ๋นฉี่รุ่ยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาไม่มีผิด สุขนิสัยแย่มาก ปล่อยให้ตัวเองสกปรกอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตอนไหนสะอาดบ้างเลย ไม่ว่าจะกินข้าวเสร็จหรือน้ำมูกไหล ก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดๆ
เขาอยู่กับชุ่ยเหนียงได้ไม่นาน ก็เปลี่ยนนิสัยไม่รักษาความสะอาด แถมยังรู้จักใช้ผ้าเช็ดหน้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าชุ่ยเหนียงตั้งใจดูแลและสั่งสอนอวิ๋นฉี่รุ่ยอย่างดี ในใจของอวิ๋นเจียวรู้สึกชื่นชมชุ่ยเหนียงขึ้นมา
อวิ๋นฉี่รุ่ยกล่าว “ท่านอาจารย์ของสำนักศึกษามาแล้ว เป็นคนที่ฉีจวี่เหรินจากสำนักศึกษาเอกชนในตำบลมาส่งด้วยตัวเอง ตอนนี้พี่สามไปรับท่านอาจารย์แล้ว พวกเขากำลังไปที่สำนักศึกษากัน”
“ไปเถอะ เราก็ไปดูกัน” อวิ๋นเจียวกินข้าวเสร็จแล้ว บ้วนปากด้วยน้ำชา ลุกขึ้นยืนเตรียมออกไป โม่ซ่านรีบตามไปติดๆ ระหว่างทางไปสำนักศึกษา มีเด็กๆ และชาวบ้านจำนวนมากเดินตามไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
สำนักศึกษามีอาจารย์แล้ว นับเป็นเรื่องใหญ่ เมื่ออาจารย์มาถึง เด็กๆ ในหมู่บ้านก็จะได้เรียนหนังสือ จากนี้ไม่วันๆ ไม่ต้องจ้องแต่จะปีนกำแพงเลาะหลังคา หรือไม่ก็ลงไปกลิ้งตีกันที่พื้นดินอีกแล้ว
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ เมื่อเด็กๆ ได้รู้ตัวหนังสือบ้าง ต่อไปก็จะหางานทำได้ง่ายขึ้น
ตลอดทางมีคนทักทายอวิ๋นเจียวมากมาย แม้กระทั่งเด็กสาวบางคนก็ถูกพ่อแม่ยุให้มาพูดคุยและสร้างสัมพันธ์อันดีกับนาง
ชาติที่แล้วอวิ๋นเจียวเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า นางมักจะช่วยผู้อำนวยการและเหล่าป้าๆ ดูแลเด็กๆ ที่อายุน้อยกว่า ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้วิธีเข้ากับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
ระหว่างทาง นางกลายเป็นหัวโจกของเด็กๆ ไปโดยปริยาย นางเล่าเรื่องซุนหงอคงปราบปีศาจกระดูกขาวให้พวกเขาฟัง จนกระทั่งมาถึงสำนักศึกษา เด็กๆ พวกนี้ก็รู้สึกว่าฟังยังไม่จุใจ
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของชาวบ้าน พวกเขาก็ยิ่งชื่นชมนาง ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณหนูสี่ตระกูลอวิ๋นช่างเป็นคนดี ไม่มีท่าทีถือตัว แม้จะมีฐานะร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้รังเกียจเด็กบ้านนอกอย่างพวกเขา
ไม่เหมือนกับอาหญิงของนาง อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ ทั้งที่เป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านแท้ๆ กลับทำตัวเป็นคุณหนู ชื่อเสียงก็ฉาวโฉ่ขนาดนั้น ยังทำเป็นวางท่า ทำตัวราวกับว่าตัวเองวิเศษวิโส ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
ทำให้อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ที่ตามมาดูรู้สึกอับอายขายหน้า นางเกลียดอวิ๋นเจียวเข้ากระดูกดำ แต่ก็ไม่กล้าไปหาเรื่อง จึงได้แต่ลงกับเจียงเถาจือและเจียงหลิ่วจือที่ออกมาด้วยกัน
แขนของเจียงเถาจือและเจียงหลิ่วจือถูกนางหยิกเข้าอย่างจัง
“โอ๊ย…”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ลงมือไม่ยั้งแรง บัดนี้ใกล้เทศกาลตวนอู่แล้ว อากาศก็เริ่มอบอุ่นขึ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บางลง การกระทำของนางทำให้พี่น้องทั้งสองเจ็บจนน้ำตาไหล
“ส่งเสียงอะไร?” อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ถลึงตามองเถาจืออย่างดุร้าย เถาจือจึงไม่กล้าส่งเสียงอีก
จะให้ทำอย่างไรได้เล่า พวกนางพี่น้องและมารดาทั้งสี่คนยังต้องอาศัยข้าวของตากับยายเลี้ยงดู แม้ว่าทุกวันนี้จะถูกอวิ๋นเหมยเอ๋อร์และเถาซื่อใช้งานราวกับบ่าวไพร่ แต่พวกนางก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ
เจียงหลิ่วจือก็เจ็บจนน้ำตาคลอเบ้า แต่กัดฟันแน่นไม่กล้าส่งเสียง
พอเห็นพวกนางเป็นแบบนี้ อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก “เก็บอาการเสียหน่อย ทำท่าทางน่าสงสารให้ใครดูกัน อยากจะให้ท่าผู้ชายในหมู่บ้านนี้งั้นหรือ? อยากจะให้ท่าผู้ชายก็รีบไสหัวออกไปจากบ้านข้าซะ อย่ามาทำให้ตระกูลข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง!”
คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดที่หญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนควรพูดหรือ? ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็แสดงสีหน้าดูถูก ทุกคนต่างคิดในใจว่า คนที่ทำให้ตระกูลอวิ๋นเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวเจ้าเองต่างหาก!
อวิ๋นเจียวเห็นอวิ๋นเหมยเอ๋อร์กับพวก นางแค่ปรายตามองแวบเดียวก็ไม่สนใจอีก คนที่น่ารังเกียจ แค่มองก็เสียสายตา เสียอารมณ์!
“เจียวเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วหรือ ท่านนี้คืออาจารย์ฉีที่ข้ามักพูดถึงบ่อยๆ! ส่วนสองท่านนี้คือว่านซิ่วไฉและหลีซิ่วไฉ เป็นอาจารย์ที่อาจารย์ฉีแนะนำให้มาสอนหนังสือที่สำนักศึกษาของพวกเรา”
อวิ๋นเจียวค้อมตัวคำนับอย่างเรียบร้อยตามธรรมเนียม “คารวะท่านอาจารย์ฉี คารวะท่านอาจารย์ว่าน ท่านอาจารย์หลีเจ้าค่ะ”
“เจ้านี่เอง! แม่หนูน้อย เราได้พบกันอีกแล้ว!”