ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 225 คนรู้จักของเจ้าของร่างเดิม
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 225 คนรู้จักของเจ้าของร่างเดิม
ผู้ที่เอ่ยขึ้นคือว่านซิ่วไฉ เขาอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปีเท่านั้น รูปร่างหน้าตาสะอาดสะอ้าน สวมชุดผ้าแพรต่วนหางโจวสีฟ้า บนศีรษะเกล้าผมมวยประดับด้วยปิ่นหยก
ในมือถือพัดลายภูเขาและสายน้ำ ทั้งร่างดูสูงศักดิ์และสง่างามราวกับบัณฑิตที่ปรากฏในบทละคร สายตาของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์จ้องมองเขาไม่วางตา ไม่ใช่เพียงแค่นาง หญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านต่างถูกเขาดึงดูดสายตา
แต่เขากลับดูเหมือนจะเคยชินเสียแล้ว จึงไม่รู้สึกเคอะเขินแม้แต่น้อย ดวงตาเป็นประกายจ้องมองอวิ๋นเจียว เมื่อเห็นว่านางนึกไม่ออก เขาก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจแม้แต่น้อย กลับยิ่งกระตือรือร้นมากขึ้น
ส่วนซิ่วไฉอีกคนที่อยู่ข้างๆ เขามีรอยแผลเป็นบนใบหน้า ดูเหมือนจะเป็นแผลไฟไหม้ ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
การเสียโฉมก็ถือเป็นคนพิการ คนแบบนี้ แม้ราชสำนักจะไม่ปลดชื่อออกจากบัญชีรายชื่อบัณฑิต แต่ก็ไม่สามารถเข้าสอบเคอจวี่ระดับต่อไปได้อีกแล้ว และไม่สามารถรับราชการได้ อนาคตของเขาถือว่าจบสิ้นแล้ว
โดยเฉพาะอย่างหลีซิ่วไฉที่เสียโฉมเช่นนี้ ต่อให้ไปสมัครเป็นอาจารย์ที่สำนักศึกษาเอกชนก็ไม่มีใครรับเขา มีก็แต่สำนักศึกษาในชนบทห่างไกลเช่นนี้ที่ไม่รังเกียจเขา
ส่วนว่านซิ่วไฉ เมื่อมองจากเสื้อผ้าอาภรณ์และข้าวของเครื่องใช้ของเขา ดูท่าทางไม่น่าจะมาเป็นอาจารย์ที่นี่ได้ เขาคงมาเที่ยวเล่นมากกว่ากระมัง?
ขณะที่อวิ๋นเจียวกำลังคิดตำหนิอยู่ในใจ ว่านซิ่วไฉก็เอ่ยขึ้น
“ข้าเอง ว่านเหยียนเซี่ยวไงเล่า ตอนก่อนตรุษจีนที่งานวัดสะพานเทียนเฉียวในเมืองหลวง เงินของข้าถูกขโมยจนหมดตัว ไม่ได้กินอะไรหลายวัน เกือบจะอดตายอยู่แล้ว เจ้าเป็นคนที่ให้หมั่นโถวข้าสองลูก ข้าถึงรอดตายมาได้”
เขาขยิบตาให้อวิ๋นเจียว นางจึงค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
อวิ๋นเจียวไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี หมั่นโถวสองลูกนั้นเจ้าของร่างเดิมทำตกพื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นก็ถูกขอทานเก็บไป หรือว่าบัณฑิตหนุ่มรูปงามตรงหน้าผู้นี้คือขอทานคนนั้น? นางจำไม่ได้เลยจริงๆ!
อวิ๋นเจียวยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “อาจารย์ว่านเปลี่ยนไปมาก ข้าจำไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเจียวจำเขาได้ ว่านเหยียนเซี่ยวก็ดีใจ เขารีบคำนับอวิ๋นเจียวอย่างนอบน้อมต่อหน้าทุกคน “ข้าว่านเหยียนเซี่ยว ขอบคุณคุณหนูที่เมตตาให้อาหาร! วันนี้ได้พบกันโดยบังเอิญ ยังมิได้เตรียมของขวัญใดๆ ไว้ให้ โอกาสหน้าจะมาชดเชยให้อย่างแน่นอน!”
อวิ๋นเจียวรีบโบกมือ “ไม่ต้องๆ!” ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้นางไม่กล้าพูดความจริงออกไป เรื่องที่ทำให้อาจารย์คนใหม่ต้องเสียหน้านางไม่มีทางทำเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากอาจารย์อับอายขายหน้า ลูกศิษย์จะเคารพเขาได้อย่างไร? หากทำให้อาจารย์โกรธจนหนีไป นางคงแย่แน่ๆ
“ฮ่าๆ ที่แท้คุณชายว่านก็รู้จักกับน้องสาวของสิงจือด้วย นับว่าเป็นเรื่องดี ไปกันเถอะ พวกเราเข้าไปคุยกันข้างใน หลังจากตกลงรายละเอียดต่างๆ กันเรียบร้อยแล้ว จะได้รีบเปิดเรียน”
“เชิญท่านอาจารย์ฉี!”
“เชิญๆ”
อวิ๋นเจียวออกแบบห้องทำงานแยกต่างหากให้กับอาจารย์ โดยอ้างอิงจากโรงเรียนในยุคปัจจุบัน อยู่ด้านซ้ายและขวาของทางเข้าตัวเรือน
ส่วนบริเวณประตูทางเข้าหลักก็จัดวางโต๊ะน้ำชา เหมือนกับการจัดวางในห้องโถง ตรงกลางเป็นฉากกั้นลายสลักอักษรพันตัว ทำจากไม้หอมหนานมู่ เป็นของที่อาจารย์หม่ามอบให้
ส่วนลานโล่งอีกฝั่งหนึ่ง บริเวณประตูทางเข้าหลักก็มีฉากกั้นไม้หอมหนานมู่เช่นกัน แกะสลักเป็นภาพเด็กเลี้ยงวัวฟังอาจารย์สอนหนังสืออยู่นอกหน้าต่างสำนักศึกษา เป็นของที่อาจารย์ตั่งมอบให้
ด้านหน้าฉากกั้นวางเก้าอี้ไท่ซือ [1] สองตัว ตรงกลางเป็นโต๊ะน้ำชา ด้านซ้ายและขวาก็เช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของช่างไม้ในหมู่บ้าน
หลังจากเชิญทุกคนเข้ามาแล้ว ผู้ดูแลก็รีบยกน้ำชาร้อนๆ มาให้ ขณะนั้นก็มีคนมาอีกคนหนึ่ง เป็นอาจารย์หม่า
“ท่านอาจารย์ ท่านมาแล้วหรือขอรับ?” อวิ๋นฉี่เยว่รีบลุกขึ้นไปต้อนรับ และเชิญอาจารย์หม่าไปนั่งที่
หลังจากที่อาจารย์หม่านั่งลงก็ยิ้มแล้วพูดว่า “การสร้างสำนักศึกษาเป็นเรื่องดีที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน ข้าได้ยินมาว่าอาจารย์ของสำนักศึกษามาถึงแล้วจึงอยากมาดูสักหน่อย”
“ซีหยวนเองก็อยากมา แต่ฉี่ซานคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ออกมาอีกแล้ว ตอนนี้สองอาจารย์ศิษย์กำลังหมกมุ่นอยู่กับมันอย่างสนุกสนานจนวางมือไม่ได้ จึงไม่ได้มาด้วย”
“ท่าน… ท่านคือใต้เท้าหม่า บัณฑิตจิ้นซื่อในรัชศกหงอู่ปีที่สิบแห่งต้าเยี่ย อดีตขุนนางกรมโยธาหรือ?”
หลังจากที่อาจารย์หม่าพูดจบ ฉีจวี่เหรินก็อดตื่นเต้นไม่ได้ เขารีบลุกขึ้นยืน น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
อาจารย์หม่ายิ้มแล้วโบกมือ “อย่าพูดเช่นนั้นเลย น่าอายจริงๆ ข้าทำงานอยู่ในกรมโยธามาทั้งชีวิต ไม่เคยได้เลื่อนขั้น ไม่นับว่าเป็นใต้เท้าแต่อย่างใด!”
เป็นเขาจริงๆ ด้วย!
ฉีจวี่เหรินรีบคำนับอาจารย์หม่าอย่างนอบน้อม “บัณฑิตฉีเหวยเหลียง ขอคารวะใต้เท้าหม่า! ท่านอุทิศตนทำงานในกรมโยธา ทำงานอย่างหนัก มุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ ไม่ยึดติดกับลาภยศสรรเสริญ ข้าชื่นชมท่านมานาน วันนี้มีโอกาสได้พบท่าน นับเป็นบุญวาสนาของข้ายิ่งนัก!”
ฉีเหวยเหลียงเป็นถึงจวี่เหริน แม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนาง แต่ก็ไม่ใช่สามัญชนธรรมดา ดังนั้นเมื่อได้พบกับขุนนาง แม้จะเป็นขุนนางที่เกษียณแล้ว การเรียกตัวเองว่าบัณฑิตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของฉีจวี่เหรินและได้รู้ฐานะที่แท้จริงของบุคคลผู้นี้ ว่านเหยียนเซี่ยวกับหลีปิ่งเฉินก็รีบลุกขึ้นคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าเกษียณอายุออกมานานแล้ว การที่พวกเจ้ายินดีมาสอนหนังสือที่นี่ ในชนบทห่างไกลเช่นนี้ นับว่าจิตใจของพวกเจ้าสูงส่ง ชาวบ้านในหมู่บ้านไหวซู่ช่างมีวาสนาจริงๆ”
หลังจากพูดจบ เขาก็มองไปที่ว่านเหยียนเซี่ยว น้ำเสียงเข้มงวดขึ้น “แม้ที่นี่จะเป็นเพียงชนบท และสำนักศึกษาแห่งนี้จะสอนให้เด็กๆ อ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็นบ้างเล็กน้อย”
“แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับเล่นสนุก เจ้าเป็นถึงคุณชายแห่งจวนราชบัณฑิต จะมาเข้าร่วมวงสนุกด้วยทำไม? ยังกล้าใช้ชื่อปลอมอีก หรือเจ้าคิดว่า งูใส่เสื้อคลุมแล้วจะกลายเป็นเต่า [2] ได้หรืออย่างไร?”
อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าอาจารย์หม่าที่ดูใจดีจะพูดจาเสียดแทงคนอื่นได้เจ็บแสบเช่นนี้ ขณะที่คนอื่นๆ ต่างตกใจกับคำพูดของอาจารย์หม่า คุณชายแห่งจวนราชบัณฑิต?
เหยียนเซี่ยวใช้ด้ามพัดเกาหัว พลางเอ่ยอย่างจนใจ “ข้าทำตัวธรรมดาขนาดนี้แล้ว ท่านยังจำข้าได้อีกหรือ ข้าจำได้ว่าท่านไม่เคยไปมาหาสู่กับคนในจวนราชบัณฑิตเสียหน่อย”
อาจารย์หม่าพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ใช่ จวนราชบัณฑิตสูงส่งเกินไป ข้าย่อมไม่กล้าอาจเอื้อม แต่ชื่อเสียงของคุณชายห้าแห่งจวนราชบัณฑิตโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง ใครบ้างจะไม่รู้จักเจ้า?”
ฉีจวี่เหรินไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ว่านซิ่วไฉผู้นี้เป็นถึงคุณชายห้าแห่งจวนราชบัณฑิตหรือ? นี่… นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เดิมทีฉีจวี่เหรินเป็นคนที่ไม่ฝักใฝ่ในชื่อเสียงลาภยศ มิเช่นนั้นในฐานะจวี่เหรินเช่นเขา จะทำอะไรให้รุ่งเรืองกว่านี้ก็ย่อมได้ แต่เขากลับมาเปิดสำนักศึกษาเอกชนเพื่อสอนหนังสือ ดังนั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงขุนนางใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขา คนที่เขาเคารพคือคนที่มีความรู้แท้จริงอย่างอาจารย์หม่า
เมื่อเห็นว่าคนที่ตนเองแนะนำถูกอาจารย์หม่าเปิดโปงฐานะที่แท้จริง เขาก็ได้แต่กล่าวขอโทษอาจารย์หม่า “ใต้เท้า เด็กคนนี้เป็นบุตรชายของสหายสนิทฝากข้าให้ช่วยดูแล ข้าเห็นว่าเขามีความรู้ความสามารถอยู่บ้าง และเขาก็ยินดีมาสอนหนังสือที่หมู่บ้านแห่งนี้ อีกทั้งนิสัยก็ไม่เลวร้าย ข้าจึงแนะนำเขามา ข้าไม่รอบคอบ… ข้าผิดไปแล้ว!”
เหยียนเซี่ยวรีบพูด “ท่านมิได้ไม่รอบคอบ นอกจากชื่อที่ไม่ใช่ชื่อจริงแล้ว อย่างอื่นล้วนเป็นเรื่องจริง! ใต้เท้าหม่าให้โอกาสข้าเถิด ข้าจะตั้งใจทำงานจริงๆ หากท่านไม่วางใจ ให้ข้าลองสอนดูก่อนก็ได้ขอรับ หากท่านไม่พอใจเมื่อใด ให้ข้าเก็บข้าวของกลับบ้านเมื่อนั้นก็ได้”
อาจารย์หม่าไม่ได้ตอบตกลง แต่กลับหันไปมองอวิ๋นเจียว “เจียวเอ๋อร์ เจ้าว่าอย่างไร จะให้โอกาสเขาหรือไม่ จะอย่างไรเสียการเปิดสำนักศึกษาก็เป็นความคิดของเจ้า และเจ้าก็เป็นคนออกทุนมากที่สุด”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหยียนเซี่ยวก็รีบพูดขึ้นด้วยท่าทางสนิทสนม “จริงหรือ? การเปิดสำนักศึกษาเป็นความคิดของเจียวเอ๋อร์หรือ? เจียวเอ๋อร์ออกเงินทุนด้วยหรือ? เจียวเอ๋อร์ โปรดรับข้าไว้เถิด ข้าจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่!”
พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของอวิ๋นฉี่เยว่ก็มืดครึ้ม มองเหยียนเซี่ยวอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณชายว่าน ท่านกับพวกเราไม่ใช่คนสนิทกัน ชื่อของน้องสาวข้าไม่ใช่ชื่อที่ท่านจะเรียกได้ตามใจชอบ!”
ราชบัณฑิตคนปัจจุบันของราชสำนักสกุลเหยียน และฮูหยินสกุลว่าน
ดังนั้น การที่เหยียนเซี่ยวใช้ชื่อว่าว่านเหยียนเซี่ยว ก็คือการใช้แซ่ของมารดาเขานั่นเอง!
……….
เชิงอรรถ
[1] เก้าอี้ไท่ซือ (太师椅) คือ เก้าอี้ไม้ มีพนักพิงสูง ที่วางแขนโค้ง และมักทำจากไม้เนื้อแข็ง แสดงถึงฐานะและความสง่างาม
[2] งูใส่เสื้อคลุมแล้วจะกลายเป็นเต่า (蛇穿上夹袄就能变王八) เป็นคำประชดประชันที่มีความหมายว่า การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนตัวตนหรือแก่นแท้ของสิ่งนั้น