ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 226 คนงานจิปาถะ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 226 คนงานจิปาถะ
ทว่าเหยียนเซี่ยวกลับเป็นคนหน้าหนา เขาเอ่ยอย่างเอาใจทันที “สิงจือ ถ้าเช่นนั้นข้าควรจะเรียกเจียวเอ๋อร์ว่าอะไรดี? เสี่ยวเจียว? น้องเจียว? เจียวเจียว?”
อวิ๋นเจียวเห็นสีหน้าของพี่ใหญ่ของนางยิ่งนานยิ่งมืดครึ้ม จึงรีบเอ่ยขัด “เรื่องเรียกชื่อเป็นเรื่องเล็ก ท่านจะเรียกอย่างไรก็ได้ แต่เรื่องให้ท่านมาเป็นอาจารย์…”
เรื่องชื่อเรียกเป็นเรื่องเล็ก ยิ่งไปกว่านั้น คนตรงหน้านางผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นคนหัวแข็ง หากไปหาเหตุผลกับเขาคงต้องเป็นนางเองที่โมโหตายก่อน
แต่การจะให้คุณชายสูงศักดิ์ที่หนีออกจากบ้านมาสอนหนังสือเด็กๆ ในหมู่บ้าน อวิ๋นเจียวรู้สึกว่านางยังไม่ใจกว้างขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์หม่ายังไม่ใช่คนประเภทที่กลัวการทำให้ผู้อื่นขุ่นเคือง เหตุใดจึงโยนปัญหาเช่นนี้ให้นางเล่า?
อวิ๋นเจียวมองไปยังอาจารย์หม่า เห็นเพียงรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา นั่นก็หมายความว่า คุณชายห้าแห่งจวนราชบัณฑิตผู้นี้ ใช้ประโยชน์ได้!
ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ อาจารย์หม่าไม่ได้โยนปัญหามาให้นาง แต่มอบโอกาสให้นางสร้างหนี้บุญคุณต่ออีกฝ่าย! หรือว่า… อวิ๋นเจียวพิจารณาเหยียนเซี่ยวอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายคู่นั้นทำให้เหยียนเซี่ยวรู้สึกขนลุก
เห็นน้องสาวที่อ่อนหวานน่ารักของตนจ้องมองบุรุษอื่นเช่นนี้ ในใจของอวิ๋นฉี่เยว่ก็รู้สึกไม่พอใจ
แต่อวิ๋นเจียวกลับยิ้มร่าอยู่ในใจ นางเข้าใจแล้ว เข้าใจความหมายของอาจารย์หม่าแล้ว เรื่องนี้ หากเข้าใจก็จัดการได้ง่าย! ทันใดนั้นนางก็แกล้งทำสีหน้าหนักใจออกมา
เหยียนเซี่ยวเห็นดังนั้นก็รีบร้อนขึ้นมาทันที “เจียวเอ๋อร์ ถึงแม้ข้าจะไม่เก่งกาจขนาดสอนให้คนสอบเป็นจวี่เหรินได้ แต่ให้ข้าสอนเด็กๆ อ่านออกเขียนได้ย่อมไม่มีปัญหา! อย่างไรเสียข้าก็เป็นซิ่วไฉที่มีชื่อเสียง!”
“ฉะนั้น ท่านจึงสูงส่งเกินไปที่จะอยู่ที่นี่อย่างไรเล่า ลองคิดดูสิ ศาลเจ้าเล็กๆ จะรองรับพระพุทธรูปองค์ใหญ่ได้ไหม? อย่าว่าแต่พระพุทธรูปเลย แม้แต่เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ หรืออรหันต์สิบแปดองค์ก็ไม่อาจรับไว้ได้!”
แม้ว่าอวิ๋นเจียวจะอายุยังน้อย แต่กลับมีท่วงท่าและอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้คนไม่อาจดูแคลนได้
ฉีจวี่เหรินและหลีซิ่วไฉต่างก็รู้สึกทึ่งในใจ พฤติกรรมของเหยียนเซี่ยวนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าใดนัก เขาให้ความสำคัญกับเด็กสาวคนหนึ่งก็ช่างเถิด แต่ท่าทีของอาจารย์หม่ากลับทำให้พวกเขาครุ่นคิด เด็กสาวที่สามารถทำให้อาจารย์หม่ามองด้วยความนับถือได้ จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ฟังคำพูดของนาง แม้จะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็เหมาะเจาะลงตัวนักมิใช่หรือ? สำนักศึกษาเล็กๆ ในหมู่บ้านแถบชนบทเช่นนี้จะสามารถรับคุณชายจากจวนราชบัณฑิตที่เติบโตมาอย่างสุขสบายไว้ได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวตรงหน้า ไม่ควรปฏิบัติต่อนางเหมือนเช่นคุณหนูจากตระกูลเศรษฐีทั่วไปได้!
เหยียนเซี่ยวร้อนใจ อวิ๋นเจียวตัวเตี้ยกว่า เขาจึงย่อตัวลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าอวิ๋นเจียว คำนับแล้วพูดว่า “เจียวเอ๋อร์ ข้าไม่ใช่พระพุทธรูปองค์โต ข้าไม่ได้บวชเป็นพระ! จริงๆ นะ สำนักศึกษาหมู่บ้านแห่งนี้ รับข้าไว้ได้แน่นอน!”
อวิ๋นเจียวเกือบจะหลุดขำ นางพยายามกลั้นยิ้ม ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านแอบหนีออกมาใช่ไหมเจ้าคะ? สำนักศึกษาของพวกเราไม่มีอำนาจ หากเก็บท่านไว้ ภายภาคหน้าหากคนของจวนราชบัณฑิตมาตามหา พบว่าพวกเรารับท่านไว้ เกิดบันดาลโทสะ สั่งให้คนมาทุบทำลายสำนักศึกษาของพวกเราเล่าจะทำเช่นไร?”
สิ้นคำพูดของอวิ๋นเจียว เหยียนเซี่ยวก็ห่อเหี่ยวลง นั่นสิ เขาแอบหนีออกมา หากถูกคนในบ้านพบเห็น ด้วยนิสัยของบิดามารดาของเขา ไม่รู้เลยว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น น่าหนักใจจริงๆ!
อวิ๋นเจียวเห็นสีหน้าของเหยียนเซี่ยวเปลี่ยนไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ราวกับกำลังเผชิญกับเรื่องยุ่งยากใจ นางก็รู้ว่าตนเองพูดถูกจุด
แต่นี่ก็เป็นการยืนยันนิสัยของเหยียนเซี่ยวเช่นกัน อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เห็นแก่ความสุขส่วนตัวโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด แถมยังเป็นห่วงความเป็นไปของสำนักศึกษาเล็กๆ แห่งนี้ แสดงว่าเขาก็เป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง จิตใจดี รู้จักเป็นห่วงสำนักศึกษา เช่นนั้นก็เยี่ยมแล้ว
“เอาเถิด ท่านอยู่ที่นี่ก็ได้เจ้าค่ะ”
เหยียนเซี่ยวแทบไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง อวิ๋นเจียวตอบตกลงแล้วหรือ? เขานึกว่าอวิ๋นเจียวจะปฏิเสธเขาเสียอีก
แต่สิ่งที่อวิ๋นเจียวพูดก็ถูกต้อง หากบิดามารดาของเขาส่งคนมาตามหาเล่าจะทำอย่างไร? อ้อจริงสิ มีฉู่อี้อยู่ทั้งคน จะกลัวอะไรอีกล่ะ? เขารีบร้อนตามมาก็เพราะว่าฉู่อี้อยู่ที่ตำบลไป๋อวิ๋นมิใช่หรือ?
“วางใจเถิด ข้ากับเจิ้นหย่วนโหวเป็นสหายกัน เดี๋ยวข้าจะไปบอกเขา ให้เขาดูแลสำนักศึกษาของพวกเรา ต่อไปอย่าว่าแต่ราชบัณฑิตเลย ไม่ว่าใครหน้าไหนก็มิอาจทำอะไรสำนักศึกษาของพวกเราได้!”
อวิ๋นฉี่เยว่ อวิ๋นเจียว และอาจารย์หม่าต่างมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด เหยียนเซี่ยวตบหน้าผากของตนเองทีหนึ่ง พลางอุทานว่า “โอ้… ดูความจำของข้าสิ บรรดาศักดิ์ขั้นโหวถูกเขาทำหลุดลอยแล้ว เขาเป็นท่านป๋อต่างหาก!”
“เขานี่มันหัวแข็งจริงๆ เพียงเพื่อที่จะหาความเป็นธรรมให้กับครอบครัวของผู้มีพระคุณ ถึงกับกล้าบุกไปที่ท้องพระโรง ทำให้ฮ่องเต้ต้องเสียพระพักตร์ จะไปหาความเป็นธรรมเช่นนั้นเพื่ออะไร หากเป็นข้า คงบุกไปที่จวนของเสนาบดีกรมกลาโหม ขอเงินแสนตำลึงมาให้กับครอบครัวของผู้มีพระคุณยังดีเสียกว่า”
อวิ๋นเจียวปวดหัว คนแบบนี้จะมาเป็นอาจารย์ได้อย่างไร ระวังจะไปสอนอะไรผิดๆ ให้เด็กๆ
“ท่านอยู่ที่นี่ เป็นคนงานจิปาถะ มิใช่อาจารย์ ท่านคิดให้ดีแล้วกันนะ”
เหยียนเซี่ยวตกตะลึง คนงานจิปาถะหรือ? ให้คุณชายห้าแห่งจวนราชบัณฑิตผู้สูงศักดิ์อย่างเขามาเป็นคนงานจิปาถะ? เขามองอวิ๋นเจียว ใช้นิ้วชี้หน้าตัวเองด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“เจียวเอ๋อร์ เจ้าบอกให้ข้าเป็นคนงานจิปาถะ? ข้าเป็นถึงซิ่วไฉนะ ตำแหน่งซิ่วไฉของข้ามิได้ซื้อมา แต่สอบได้ด้วยความสามารถ!”
อวิ๋นเจียวพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่แล้ว คนงานจิปาถะเจ้าค่ะ หากท่านเต็มใจก็อยู่ต่อ หากไม่เต็มใจก็ไปเถิด”
เหยียนเซี่ยวมองอาจารย์หม่าอย่างขอความช่วยเหลือ แต่อาจารย์หม่ากลับไม่สนใจเขา เขาจึงหันไปมองฉีจวี่เหรินอีกครั้ง แต่ฉีจวี่เหรินก็ทำท่าทางว่าจนปัญญา เขาเองช่วยอะไรไม่ได้
เหยียนเซี่ยวอ้อนวอนอวิ๋นเจียวด้วยท่าทางน่าสงสาร “เจียวเอ๋อร์…”
แต่อวิ๋นเจียวกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย “คนงานจิปาถะ หรือไม่ก็ไป”
เหยียนเซี่ยวทำท่าทางเจ็บปวด “นี่ไม่สามารถต่อรองได้เลยอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นเจียว “ไม่ต่อรอง!”
เหยียนเซี่ยวกัดฟัน ก่อนจะเก็บพัดในมือ ทำท่าทางองอาจกล้าหาญ “เอาล่ะ คนงานจิปาถะก็คนงานจิปาถะ!”
อวิ๋นเจียวถือโอกาสทำตัวเป็นคนใจแข็งจนถึงที่สุด “สำนักศึกษาหมู่บ้านย่อมมีกของสำนักศึกษา ที่นี่ไม่สนใจเรื่องฐานะ ทุกอย่างเป็นไปตามก หากท่านฝ่าฝืนกของสำนักศึกษา ก็เก็บข้าวของออกไปได้เลย!”
เหยียนเซี่ยวตบหน้าอกรับรอง “เจียวเอ๋อร์ เจ้าวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นเจียวก็ถึงกับพูดไม่ออก การรับมือกับเด็กหนุ่มเลือดร้อนนั้นช่างเหนื่อยเสียจริง
“ผู้ดูแลจาง พาเหยียนเซี่ยวไปเถิด อธิบายให้เขาฟังด้วยว่าคนงานจิปาถะต้องทำอะไรบ้าง ต้องปฏิบัติตามกอะไรบ้าง! หากเขารู้สึกเหนื่อย ก็สามารถเปลี่ยนใจออกไปจากที่นี่ได้เลย!”
เหยียนเซี่ยวรีบพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เจียวเอ๋อร์ อย่าดูถูกข้านะ ข้าไม่ใช่คนที่ทนลำบากไม่ได้!” พูดจบเขาก็เดินตามผู้ดูแลจางออกไปอย่างกระตือรือร้น
เมื่อเหยียนเซี่ยวไปแล้ว ห้องโถงก็เงียบสงบลง
อวิ๋นเจียวจึงหันไปพูดกับหลีซิ่วไฉว่า “ท่านอาจารย์หลี่ ช่วงนี้คงต้องรบกวนท่านสอนหนังสือเด็กๆ เพียงลำพังก่อน แต่สำนักศึกษาของพวกเราย่อมแตกต่างจากสำนักศึกษาเอกชน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆ ที่มาเรียนที่นี่คือต้องอ่านออกเขียนได้”
“หลังจากผ่านการประเมินหนึ่งเดือน เด็กคนใดเรียนรู้ได้ก็ให้เรียนต่อ หากเรียนรู้ไม่ได้ก็แนะนำให้พวกเขากลับบ้านไปทำไร่ทำนา หรือรอจนกว่าสำนักศึกษาของเราจะหาอาจารย์คนอื่นๆ ได้ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างปูน จากนั้นค่อยให้พวกเขากลับมาเรียนรู้ฝีมือหาเลี้ยงชีพ”
นี่เป็นการทำเพื่อเด็กๆ ในหมู่บ้านอย่างแท้จริง มิใช่ว่าพอร่ำรวยแล้วก็ทำอะไรไปเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหวังชื่อเสียงหรือผลประโยชน์!
หลังจากที่อวิ๋นเจียวพูดจบ ไม่ว่าจะเป็นฉีจวี่เหรินหรือหลีซิ่วไฉต่างก็มองนางด้วยความชื่นชม พวกเขาทั้งสองเพิ่งเคยมองเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบอย่างชื่นชมเป็นครั้งแรก
โดยเฉพาะฉีจวี่เหริน ครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวย ไม่ได้หวังพึ่งพาการสอนหนังสือหาเงิน แต่เขากลับทุ่มเทให้กับสำนักศึกษาเอกชน เพียงเพื่อที่จะได้อบรมสั่งสอนชาวบ้านในบ้านเกิด
เพื่อให้ตำบลไป๋อวิ๋นมีบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถได้บ้าง หากวันใดพวกเขาได้เป็นขุนนาง ตำบลไป๋อวิ๋นแห่งนี้ก็คือบ้านเกิดของพวกเขา คงไม่มีทางที่พวกเขาจะไม่เหลียวแล