ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 234 แผนล้มเหลว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 234 แผนล้มเหลว
เจียงเทียนเป่าพลันกลายเป็นหนูข้างถนนที่ผู้คนพากันรุมประณาม รุมทุบตี ไม่เพียงเท่านั้น พวกคนว่างงานและขอทานที่ได้รับรางวัลไปก่อนหน้านี้ ต่างก็กรูกันเข้ามาทำร้ายเจียงเทียนเป่าทั้งเตะทั้งต่อย
พวกเขาคิดง่ายๆ ว่าต่อให้รุมทำร้ายคนผู้นี้ไปก็ไม่มีความผิด อีกอย่างหากทำให้คุณชายผู้มั่งคั่งพอใจ พวกเขาก็อาจจะได้รับรางวัลเพิ่มอีก
ทั้งยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าตนถูกเจียงเทียนเป่าหลอกลวง ทำให้ไม่พอใจ จึงเข้าร่วมวงด้วย
น่าสงสารเจียงเทียนเป่าที่ไม่มีแม้โอกาสจะพูดใส่ร้ายป้ายสีเฉาเหลียนเอ๋อร์ ก็ถูกผู้คนรุมทำร้ายจนต้องยกมือไหว้ร้องขอชีวิต เสียงร้องโหยหวนดังต่อเนื่อง
ในเวลานี้เขาไม่มีจิตใจคิดสิ่งใด สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคืออย่าให้ถูกซ้อมจนตาย บางทีอาจเป็นเพราะความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด ประกอบกับมีคนที่รุมทำร้ายเขามากเกินไป ทำให้เขาอาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปได้
เขาวิ่งหนีไปแล้ว ก็มีคนจำนวนไม่น้อยวิ่งไล่ตามไป ส่วนเกาซิ่วไฉในตอนนี้ ใบหน้าเปลี่ยนสีไปมา ลูกศิษย์ที่ติดตามมาก็มีสีหน้าลำบากใจ
“พวกเรากลับ!”
เกาซิ่วไฉสะบัดแขนเสื้อและหันหลังเตรียมจากไป ลูกศิษย์ที่ติดตามมาต่างก็หันหลังกลับเช่นกัน ทว่าคนของฉู่อี้กลับขวางพวกเขาไว้
ฉู่อี้ยิ้มเยาะ “คิดจะไป ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ!”
เกาซิ่วไฉโกรธจนตัวสั่น “ข้าเป็นซิ่วไฉ เป็นผู้มีชื่อเสียงและตำแหน่ง เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ฉู่อี้วางถ้วยชาในมือลง ยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่ได้จะทำอะไร เพียงแต่พวกเจ้าไม่ฟังเหตุผล ฟังความข้างเดียว ใส่ร้ายป้ายสีหญิงสาวผู้นี้ต่อหน้าธารกำนัล ทำลายชื่อเสียงของนาง”
“บัดนี้ความจริงพิสูจน์แล้วว่าพวกเจ้าทำผิด กลับต้องการจากไปเฉยๆ… เช่นนั้นข้าจะส่งคนไปที่หน้าบ้านของพวกเจ้าทุกวันเพื่อทำลายชื่อเสียงของสตรีในบ้านพวกเจ้าเป็นอย่างไรเล่า?”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็โกรธจนหน้าเปลี่ยนสี จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร!
เกาซิ่วไฉโกรธจนกระทืบเท้า “ไร้ยางอาย! ไร้ยางอาย!”
ฉู่อี้กล่าว “โอ้ รู้จักคำว่าไร้ยางอายด้วยหรือ บัดนี้รู้จักคำว่าไร้ยางอายแล้ว ตอนที่พวกเจ้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะจับนางโยนลงน้ำ เหตุใดจึงไม่รู้สึกไร้ยางอายบ้างเล่า?”
“สตรีในบ้านของพวกเจ้าเป็นคน สตรีผู้อื่นไม่ใช่คนอย่างนั้นหรือ ถึงจะปล่อยให้พวกเจ้าใส่ร้ายป้ายสีตามใจชอบ! พวกเจ้าสบายใจได้ ท่านป๋ออย่างข้าหาใช่คนไร้ยางอาย มิได้คิดจะทำเรื่องชั่วช้าเช่นการทำลายชื่อเสียงผู้อื่น”
“เพราะผู้ที่ทำผิดคือพวกเจ้า มิใช่สตรีในบ้านของพวกเจ้า! เพียงแต่ พวกเจ้ารออยู่ก่อน ข้าเห็นว่าคนอย่างพวกเจ้า ไม่คู่ควรกับการเล่าเรียน ไม่คู่ควรกับการมีชื่อเสียงและตำแหน่ง!”
“ใครก็ได้ นำเทียบเชิญของข้า ไปเชิญนายอำเภอและผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการมา! ท่านป๋ออย่างข้าอยากรู้นักว่า พวกเขาจะจัดการพวกบัณฑิตที่ทำลายขนบธรรมเนียมอันดีงามของเหล่าบัณฑิตเช่นไร!”
“ไม่ต้องถึงขั้นจับโยนลงน้ำหรอก เพราะแคว้นต้าเยี่ยยังคงมีกหมาย ไม่อนุญาตให้ลงโทษโดยพลการ!”
การลงโทษโดยพลการเช่นการจับโยนลงน้ำนั้น ทางราชสำนักได้สั่งห้ามอย่างชัดเจน เพียงแต่การควบคุมดูแลยังไม่เข้มงวด เมื่อประชาชนโกรธแค้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการผิดประเวณีและการนอกใจ มักจะจับผู้กระทำความผิดโยนลงน้ำ ซึ่งทางการมักจะลืมตาข้างปิดตาข้างเสมอ
ทุกคำพูดของฉู่อี้ ล้วนเป็นคำพูดที่พวกเขาใช้กล่าวหาเฉาเหลียนเอ๋อร์ ทำให้พวกเขาพูดไม่ออก ที่สำคัญคือ เขากล้าอ้างตนว่าเป็นท่านป๋อ ทั้งยังสั่งให้คนไปเชิญนายอำเภอและผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการมาอีก… คำพูดที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หรือว่าเขา…
“รับคำบัญชาขอรับ ท่านป๋อ!”
มีองครักษ์ในชุดลำลองรับคำสั่งออกไปทันที ทำให้ทุกคนตกตะลึง
ท่านป๋อ… ท่านป๋อที่ไหนกัน?
เกาซิ่วไฉอาศัยความกล้าจากการเป็นซิ่วไฉที่ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าต่อหน้าขุนนาง จึงเอ่ยถาม “เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“บังอาจนัก กล้าล่วงเกินเจิ้นหย่วนป๋อ! ใครก็ได้ ตบปากมัน!” จางหลิงเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา ทันใดนั้นองครักษ์ชุดในลำลองก็เดินออกมาตบหน้าเกาซิ่วไฉสองครั้ง
ใบหน้าของเกาซิ่วไฉถูกตบจนบวมเป่งขึ้นมาทันที แต่ในเวลานี้ เหล่าลูกศิษย์ที่วิ่งมาช่วยอาจารย์อย่างองอาจ กลับไม่มีใครกล้าพูดแทนเขาแม้แต่คนเดียว
เจิ้นหย่วนป๋อ ชาวบ้านคนอื่นอาจจะไม่รู้จัก แต่ในหมู่บัณฑิตอย่างพวกเขาย่อมรู้ข่าวเป็นอย่างดี ต่างก็รู้ว่าเจิ้นหย่วนโหวคือผู้ที่กล้าอาละวาดในท้องพระโรง กล้าท้าทายฮ่องเต้ จนฮ่องเต้ทรงกริ้ว แล้วมีรับสั่งให้ลดขั้นบรรดาศักดิ์
คนผู้นี้เป็นถึงคนที่กล้าท้าทายฮ่องเต้ จะเห็นบัณฑิตอย่างพวกเขาอยู่ในสายตาได้อย่างไร พวกเขาช่าง… จะมาหาเรื่องใส่ตัวทำไมกัน?
ท่านอาจารย์ก็เช่นกัน เรื่องราวยังไม่กระจ่างชัด ก็รีบร้อนเข้าข้างผู้อื่น สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าใส่ร้ายผู้อื่น… ทำให้พวกเขาต้อง…
น่าเสียดาย เสียใจตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว! เหล่าลูกศิษย์ต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ขาอ่อนแรง รักษากิริยาท่าทางปกติไว้ไม่ได้
“คุณหนูเหลียนเอ๋อร์ พวกข้าขอโทษ พวกข้าผิดไปแล้ว ที่ไม่สืบสวนให้แน่ชัดก่อนจะตัดสินลงโทษคุณหนู”
“คุณหนูเหลียนเอ๋อร์ ข้าผิดไปแล้ว คุณหนูจะลงโทษข้าอย่างไร ข้ายอมรับทุกอย่าง”
ในที่สุดก็มีลูกศิษย์บางคนรวบรวมความกล้า เดินไปหาเฉาเหลียนเอ๋อร์เพื่อขอโทษ
เรื่องราวคลี่คลายในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผย แต่เป็นเจียวเอ๋อร์ที่ออกมาพูดจนทุกอย่างกระจ่าง เมื่อเผชิญกับคำขอโทษของเหล่าลูกศิษย์ เฉาเหลียนเอ๋อร์หันไปมองอวิ๋นเจียวโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นเจียวจึงเอ่ย “หากพวกเจ้ารู้สึกผิดจริงๆ ก็ควรจะขอโทษตั้งแต่ก่อนจะเดินจากไปแล้ว มิใช่รอให้ถูกขวางไว้ และรู้ฐานะของท่านป๋อแล้วจึงค่อยขอโทษ พวกเจ้าไม่ได้รู้สึกผิด เพียงแต่เสียใจที่ทำให้ท่านป๋อขุ่นเคือง”
อวิ๋นเจียวไม่คิดจะไว้หน้าคนกลุ่มนี้ ฉีกหน้าจอมเสแสร้งของพวกเขาออกมาตรงๆ คนกลุ่มนี้เหมือนอย่างที่ถังสุ่ยกล่าวจริงๆ ตำราที่อ่านล้วนลงท้องหมาไปหมดแล้ว คำพูดของอวิ๋นเจียว ทำให้คนกลุ่มนี้ทั้งอายทั้งโกรธจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ถังสุ่ยรู้สึกว่าอวิ๋นเจียวพูดถูก คนกลุ่มนี้เหยียบย่ำเฉาเหลียนเอ๋อร์อย่างไม่ปรานี แต่พอความจริงปรากฏ กลับไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย แม้แต่คำขอโทษสักคำก็ไม่มี คิดจะจากไปเฉยๆ คนแบบนี้ ต่อให้ศึกษาตำรามากแค่ไหน หากไร้คุณธรรมก็ไร้ประโยชน์
“น้องเหลียนเอ๋อร์ เจียวเอ๋อร์พูดถูก คนแบบนี้ไม่สมควรได้รับการให้อภัย”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็หันไปมองถังสุ่ย เพียงแค่เหลือบมองก็หลบสายตา ก้มหน้าลงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นนางก็มองไปที่เหล่าลูกศิษย์ด้วยสายตาเย็นชา ความลังเลในใจก็หายไปจนหมดสิ้น
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก่อนหน้านี้พวกเจ้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะจับข้าโยนลงน้ำ อยากให้ข้าตายไปเสียบัดนั้น แต่ตอนนี้กลับมาขอโทษ… พวกเจ้ายังกล้าอีกหรือ ยังมีหน้ามาเรียกตนเองว่าเป็นบัณฑิตอีกหรือ?”
แม้ว่าเฉาซื่อจะถูกฟางซื่อพาตัวขึ้นไปข้างบนแล้ว แต่เฉาเหลียนเอ๋อร์เป็นลูกสาวของนาง เจียงเทียนเป่ามาหาเรื่องถึงที่ นางย่อมร้อนใจมาก ถึงแม้จะอยู่ข้างบน ก็ยังเปิดหน้าต่างคอยมองสถานการณ์เบื้องล่างตลอดเวลา หัวใจแขวนอยู่บนเส้นด้าย
บัดนี้เห็นว่าเรื่องราวคลี่คลายแล้ว นางก็เบาใจ สองมือพนมขึ้นด้วยความรู้สึกขอบคุณ “อามิตตาพุทธ โชคดียิ่งนักที่เจียวเอ๋อร์เฉลียวฉลาด ไม่อย่างนั้นวันนี้ต่อให้เหลียนเอ๋อร์มีสิบปากก็ไม่อาจพูดได้ชัดเจน”
สำหรับชาวบ้านอย่างพวกนาง เมื่อพบเจอเรื่องราวต่างๆ ก็มักจะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง น้อยครั้งนักที่จะคิดไปพึ่งพาทางการ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเฉาเหลียนเอ๋อร์ เฉาซื่อ หรือแม้แต่ถังสุ่ย ต่างก็ไม่เคยคิดที่จะขอความช่วยเหลือจากทางการ หรือให้ไปตรวจสอบทะเบียนราษรเลย
แต่อวิ๋นเจียวนั้นแตกต่างออกไป นางมาจากยุคปัจจุบัน จิตใต้สำนึกของนางไม่ได้รู้สึกว่าศาลาว่าการเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยาก เพราะในประเทศจีนยุคปัจจุบัน ใครบ้างที่ไม่เคยไปติดต่อราชการ? นี่คือความแตกต่างในความคิดของคนสองยุคสมัย
เกาซิ่วไฉมีตำแหน่งซิ่วไฉติดตัว แม้จะถูกตบหน้าไปสองครั้ง แต่ในใจก็ยังคงหยิ่งผยอง ต่อให้ฉู่อี้จะเป็นถึงท่านป๋อ ก็มิอาจลงโทษเขาได้ตามใจชอบ รอให้นายอำเภอและผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการมาถึง เขาจะร้องขอความเป็นธรรม!