ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 235 ใจหวั่นไหว
ไม่นานนัก นายอำเภอกับผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการก็รีบร้อนนำพาเจ้าหน้าที่ทางการมาถึง ทันทีที่เห็นฉู่อี้ ทุกคนก็รีบคุกเข่าคำนับ
ฉู่อี้นั่งอย่างองอาจผึ่งผาย มิได้เอ่ยปากให้พวกเขาลุกขึ้น กลับชี้นิ้วไปที่เกาซิ่วไฉและบรรดาลูกศิษย์ แล้วเอ่ยถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาก่อเรื่องอันใดไว้”
นายอำเภอกู่และผู้ตรวจการรีบพยักหน้ากล่าว “เรียนท่านป๋อ ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ”
ฉู่อี้เย้ยหยัน “ในเมื่อพวกเจ้ารู้แล้ว ยังต้องให้คนของข้าไปเชิญพวกเจ้ามาอีก พวกเจ้าแค่มานั่งกินเบี้ยหวัดหลวงแต่ไม่ทำงานหรือไง? ไม่รู้หรือว่าตาแก่คนนี้พาพวกลูกศิษย์มารังแกคนของข้า?”
ตระกูลอวิ๋นกับฉู่อี้ล้วนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฉู่อี้กล่าวเช่นนี้ อวิ๋นเจียวหาได้รู้สึกแปลกใจอันใด ส่วนเฉาเหลียนเอ๋อร์ยิ่งทราบดีว่า ฉู่อี้กำลังหนุนหลังพวกนางอยู่
ทว่า ถังสุ่ยกลับตีความหมายผิดไป ‘คนของเขา’ งั้นหรือ? หรือว่าท่านป๋อจะหมายปองเหลียนเอ๋อร์เข้าแล้ว
ในใจเขารู้สึกเจ็บแปลบ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเฉาเหลียนเอ๋อร์ เห็นนางมีใบหน้าสะสวย ใบหน้าที่เพิ่งผ่านความตกใจมาหมาดๆ มีสีแดงระเรื่อ ราวกับดอกไม้แรกแย้มยามเช้าที่ต้องแสงอาทิตย์อ่อนๆ เผยให้เห็นความงดงาม
ใช่แล้ว สตรีที่งดงามเช่นนี้ ไม่แปลกที่ท่านป๋อจะชื่นชมเป็นพิเศษ ทันใดนั้น หัวใจของถังสุ่ยก็พลันห่อเหี่ยว
ในขณะที่ถังสุ่ยกำลังเหม่อลอยไปไกล ด้านนายอำเภอกับผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการต่างก็พากันตกใจกลัว พอได้ยินดังนั้น ทั้งสองจึงรีบคุกเข่าลง “ท่านป๋อโปรดระงับโทสะ ข้าน้อยเพิ่งจะทราบเรื่องขอรับ!”
พวกเขาจะไม่กลัวได้อย่างไร ครั้งก่อนก็เป็นเพราะเรื่องร้านเม่าไช่ของตระกูลอวิ๋น ท่านป๋อผู้นี้ถึงกับกล้าบุกไปโวยวายถึงท้องพระโรง เล่นงานเสนาบดีกรมกลาโหม อู๋เยว่ จนต้องถูกปลดจากตำแหน่ง ลดขั้นไปถึงสามขั้น ตอนนี้ทำได้แต่รอรับสั่งอยู่ที่จวน ยังไม่อาจรับตำแหน่งใดได้
ส่วนท่านป๋อผู้นี้ กลับถูกลดบรรดาศักดิ์เพียงขั้นเดียวเท่านั้น พวกเขาเป็นเพียงขุนนางเล็กๆ จะทนรับมือกับท่านป๋อผู้นี้ได้อย่างไร
ฉู่อี้รู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากต่อความยาว จึงเอ่ยว่า “ฮึ บัณฑิตแห่งอำเภอจิ่วจิ้นล้วนเป็นคนเช่นนี้หรือ? คนเช่นนี้คู่ควรกับการเล่าเรียนหรือ? กล้าใส่ร้ายสตรีผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ ทั้งยังเอ่ยปากว่าจะจับนางถ่วงน้ำ ในสายตาเขายังมีกหมายอยู่หรือไม่?”
“หากบัณฑิตแห่งอำเภอจิ่วจิ้นล้วนเป็นเช่นนี้ ข้าเห็นว่าอำเภอจิ่วจิ้นไม่ควรเปิดสำนักศึกษา ไม่ควรมีการสอบเคอจวี่อีกต่อไป ป้องกันมิให้พวกสุนัขป่าออกมากัดคนไปทั่ว ทำลายความสงบสุขแห่งแคว้นต้าเยี่ย”
ผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการตกใจจนรีบกล่าว “ข้าน้อยจะรีบรายงานเรื่องนี้ ถอดถอนตำแหน่งซิ่วไฉของเกาโหย่วจื้อ และตัดสิทธิ์ในการเข้าสอบระดับท้องถิ่นของบัณฑิตถงเซิงทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ขอรับ”
หากสอบผ่านการสอบระดับท้องถิ่นจึงจะได้เป็นซิ่วไฉ การถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าสอบระดับท้องถิ่นเช่นนี้ ก็หมายความว่าพวกเขาหมดสิทธิ์สอบเป็นซิ่วไฉในปีนี้!
ทันใดนั้น สีหน้าของเหล่าถงเซิงที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ห่อเหี่ยวลงทันที แต่พวกเขายังดี หากไม่ได้สอบในปีนี้ ปีหน้าก็ค่อยสอบใหม่ก็ได้ ทว่าเกาซิ่วไฉอายุปูนนี้แล้ว หากถูกถอดถอนตำแหน่งซิ่วไฉ ย่อมเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อตัวเขายิ่งนัก
เกาซิ่วไฉได้ยินดังนั้น ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น หายใจถี่จนเหมือนลมหายใจจะขาดห้วง
โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่ทางการที่มีไหวพริบ พบเห็นผู้คนที่ตกใจจนสิ้นสติเช่นนี้มานักต่อนัก จึงรีบเข้าไปกดจุดเหรินจง [1] ให้ เกาซิ่วไฉจึงได้สติกลับคืนมา
“ท่านนายอำเภอ ผู้ตรวจการ พวกท่านมิอาจถอดถอนตำแหน่งซิ่วไฉของข้าได้! พวกท่านเกรงกลัวอำนาจ มิให้ความเป็นธรรมแก่บัณฑิตในอำเภอนี้ พวกท่าน…”
อวิ๋นเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “คนอย่างเจ้ายังมีหน้ามาตำหนิท่านนายอำเภออีกหรือ? พวกเจ้าไม่มีหลักฐาน อาศัยคำพูดของขอทานคนหนึ่ง ก็คิดจะทำลายชื่อเสียง จะจับพี่หญิงรองของข้าถ่วงน้ำคร่าชีวิตนาง”
“ในตอนนั้น มีใครเคยคิดจะให้ความเป็นธรรมกับพี่รองของข้าบ้าง? บัดนี้ นายอำเภอและผู้ตรวจการเพียงแค่ทำตามกหมาย ถอดถอนตำแหน่งซิ่วไฉของคนไร้ศีลธรรมเช่นเจ้า เจ้ากลับเสียใจราวกับบุพการีตาย ยังกล้ามาต่อว่าท่านนายอำเภอและผู้ตรวจการอีก”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ใครหน้าไหนที่ให้ความกล้าเจ้า! ส่วนพวกเจ้า ก็คิดว่าเขาไม่สมควรถูกถอดถอนตำแหน่งซิ่วไฉอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นเจียวพูดกับเกาซิ่วไฉจบก็หันไปมองเหล่าลูกศิษย์ ฉู่อี้เองก็จ้องมองพวกเขาด้วยสายตาดุดันเช่นกัน
นายอำเภอกับผู้ตรวจการรีบต่อคำอวิ๋นเจียวทันที “คุณหนูถามพวกเจ้า พวกเจ้าก็คิดว่า ไม่ควรปลดเกาโหย่วจื้อออกจากตำแหน่งซิ่วไฉอย่างนั้นหรือ?”
ทุกคนต่างไม่กล้าพูดอะไรออกมา ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้พวกเขาผิดจริง คุณหนูผู้นี้พูดว่าอาจารย์ของพวกเขาไร้ศีลธรรม… ก็ดูไม่เกินจริงไปนัก
ที่สำคัญคือ พวกเขาไม่อยากสูญเสียโอกาสในการสอบเคอจวี่ หากเป็นเช่นนั้น ชีวิตนี้ของพวกเขาก็จบสิ้น ความเพียรพยายามที่ผ่านมาล้วนสูญเปล่า
“มิกล้า ศิษย์มิได้คิดเช่นนั้น”
“ศิษย์เห็นว่า ท่านนายอำเภอกับผู้ตรวจการลงโทษอย่างเหมาะสมแล้ว ศิษย์สมควรกลับบ้านไปสำนึกผิด”
“ถูกต้อง ศิษย์สำนึกผิดแล้ว การกระทำในวันนี้ ขัดต่อคำสอนของท่านนักปราชญ์ ศิษย์ละอายใจยิ่งนัก”
ทุกคนต่างกล่าวแสดงจุดยืน เกาซิ่วไฉได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ซีดเผือด ราวกับเสียสติไปแล้ว ในหัวของเขาว่างเปล่า ในใจเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ นี่มันกำแพงสั่นคลอนคนพากันผลักล้ม [2] ชัดๆ คนพวกนี้ ล้วนเป็นศิษย์ของเขาแท้ๆ
เขารู้สึกเสียใจ แต่เสียใจไปแล้วมีประโยชน์อันใด? เสียใจแล้ว ตำแหน่งซิ่วไฉของเขาจะกลับคืนมาหรือ? นั่นมันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
เขารู้สึกราวกับว่าฟ้าถล่มลงมา หมดสติไปอีกครั้ง คราวนี้แม้เจ้าหน้าที่จะกดจุดเหรินจงก็ไม่เป็นผล ดังนั้น นายอำเภอจึงปรึกษากับฉู่อี้ ให้เจ้าหน้าที่ทางการสองคนช่วยกันหามเขากลับบ้าน
ส่วนเหล่าลูกศิษย์คนอื่นๆ หลังจากกล่าวขอโทษเฉาเหลียนเอ๋อร์แล้ว ก็พากันแยกย้ายกลับไป
ทุกคนล้วนรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ พวกเขาล้วนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่ทำตัวโอหัง ไม่ด่วนตัดสินใครว่าเป็นคนดีหรือคนร้าย เรื่องใดจริงหรือเท็จ โดยปราศจากการพิสูจน์อีกต่อไป
ในบรรดาพวกเขา หลายปีต่อมา มีบางคนได้กลายเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ และขุนนางผู้มีความสามารถที่มีชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่นั่นเป็นเรื่องราวของอนาคต
ส่วนในตอนนี้ หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว นายอำเภอกับผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการก็เชิญฉู่อี้ไปร่วมรับประทานอาหาร ฉู่อี้ไม่ได้ปฏิเสธ ทำให้ทั้งสองถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่า ฉู่อี้ก็ได้นัดกับฟางซื่อและอวิ๋นเจียวไว้ว่า จะไปรับประทานอาหารเย็นที่จวนพักของเขา ดังนั้นเขาจึงจากไปพร้อมกับนายอำเภอและผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการ
หลังจากที่ฉู่อี้จากไปแล้ว อวิ๋นเจียวจึงเอ่ยกับถังสุ่ยว่า “พี่ถังสุ่ย อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิเจ้าคะ ท่านแม่ทำเกี๊ยวไว้มาก”
ถังสุ่ยใบหน้าแดงก่ำ เขามองเฉาเหลียนเอ๋อร์ด้วยแววตาประหม่า “ไม่เป็นไร น้องเจียวเอ๋อร์ ข้าต้องรีบกลับแล้ว”
หัวใจของเฉาเหลียนเอ๋อร์ก็ผูกพันอยู่กับถังสุ่ยเช่นกัน หลังจากที่อวิ๋นเจียวพูดจบ นางก็มองถังสุ่ยด้วยแววตาคาดหวัง ทว่าถังสุ่ยกลับปฏิเสธ เฉาเหลียนเอ๋อร์จึงรู้สึกผิดหวัง
“พี่ถังสุ่ย กินข้าวก่อนค่อยกลับก็ได้ ไม่เสียเวลาหรอก”
เฉาเหลียนเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยรั้งไว้ แต่ถังสุ่ยกลับปฏิเสธอย่างแน่วแน่ “ไม่เป็นไรจริงๆ ข้ายังมีธุระต้องไปทำ หากกลับบ้านช้า ท่านปู่คงเป็นห่วง”
กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไป เฉาเหลียนเอ๋อร์กำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว มองตามร่างของถังสุ่ยที่ค่อยๆ เลือนหายไป ในใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง
อวิ๋นเจียวมองเห็นทุกอย่าง ในใจรู้ดีว่าคนทั้งสองต่างก็มีใจให้กัน แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้มีท่าทีอึดอัดเช่นนี้ต่อกันไปได้
“พี่ถังสุ่ยนี่ก็ดีนะเจ้าคะ ทั้งขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ ไม่รู้ว่าบุรุษที่ดีเช่นนี้ สตรีคนใดจะมีวาสนาได้แต่งงานกับเขา” อวิ๋นเจียวจงใจพูดเช่นนี้ต่อหน้าเฉาเหลียนเอ๋อร์ ดวงตากลมโตเป็นประกายจ้องมองญาติผู้พี่ มุมปากยกยิ้มอย่างหยอกล้อ
ทันใดนั้น ใบหน้าของเฉาเหลียนเอ๋อร์ก็แดงก่ำ ภาพของถังสุ่ยที่พุ่งเข้าไปต่อยเจียงเทียนเป่า และตบหน้าบัณฑิตคนนั้นเพื่อปกป้องนาง ผุดขึ้นมาในหัว…
เชิงอรรถ
[1] จุดเหรินจง (人中) จุดฝังเข็มที่อยู่บริเวณร่องเหนือริมฝีปากบนใช้ในการรักษาอาการเป็นลมหมดสติ
[2] กำแพงสั่นคลอนคนผลักล้ม (墙倒众人推) หมายถึง เมื่อตกต่ำ มิตรสหายก็ตีจาก หรือฉวยโอกาสซ้ำเติม