ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 243 เรื่องเก่าในวังหลวง
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 243 เรื่องเก่าในวังหลวง
“ …ตอนพวกเรามาได้นำขนมมาด้วย บ่าวจะรีบไปหยิบมาให้ท่านกับคุณหนูทานรองท้องก่อน รุ่งเช้าบ่าวจะรีบให้คนไปซื้อของในตลาด…”
“จะให้กินอะไรอีกล่ะ โกรธจนอิ่มแล้ว พวกเจ้าออกไปให้หมด! ออกไปให้พ้นหน้าข้า!”
เผยซื่อทั้งอายทั้งโกรธจึงไล่ทุกคนออกไป เผยหมิ่นเองก็ไม่กล้าอยู่ต่อ นอกจากเหลียงมามาแล้ว ทุกคนก็พากันทยอยออกไป
เผยหมิ่นถูกตบหน้าจนหน้าชาไปหมด ก่อนหน้านี้ไม่นานนางเพิ่งจะบอกว่าฉู่อี้ภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น ยังคงมีความกตัญญูต่อเผยซื่ออยู่!
เดิมทีนางคิดจะใช้เผยซื่อเป็นข้ออ้างเพื่อไปถามไถ่ที่เรือนของฉู่อี้ แต่ตอนนี้นางกลับออกจากเรือนรับรองไม่ได้แม้กระทั่งก้าวเดียว
องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนรับรองบอกกับนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า หลังจากจุดตะเกียงแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้ใดออกมาเดินเพ่นพ่าน
แม้เผยหมิ่นจะโกรธจนกัดฟันกรอดๆ แต่นางก็ทำได้เพียงกลับไปนอนที่ห้องพักในเรือนรับรองอย่างไม่เต็มใจ
ในเวลาเดียวกัน งานเลี้ยงที่ร้านอวิ๋นหรงก็เพิ่งเลิกรา
หลังจากที่จางหลิงส่งอวิ๋นเจียวกลับมา นางก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นให้ฟางซื่อฟังอย่างคร่าวๆ ฟางซื่อคิดว่าคืนนี้ฉู่อี้คงไม่สามารถเลี้ยงอาหารพวกนางได้แล้ว จึงเริ่มเตรียมอาหารเย็น แต่ไม่นานนักก็มีคนของฉู่อี้มาส่งของ
ฟืน ข้าวสาร น้ำมัน เกลือ เต้าเจี้ยว น้ำส้มสายชู ชา บรรจุในกระปุกหรือไห ทั้งหมดนั้นไม่ได้ใส่จนเต็ม น่าจะเป็นของที่ใช้แล้ว
ตามมาด้วยกล่องใส่อาหารขนาดใหญ่อีกหลายกล่อง ภายในเต็มไปด้วยอาหารคาวหวาน ถูกจัดวางเต็มโต๊ะ
ขณะที่ฟางซื่อและอวิ๋นเจียวยังคงสงสัย คนที่นำของมาก็โค้งคำนับแล้วพูดว่า “คุณหนูอวิ๋น ท่านป๋อให้บ่าวมาแจ้งว่า ตอนนี้ประตูจวนปิดแล้ว คนนอกต้องรอจนถึงรุ่งเช้าจึงจะออกจากจวนได้ ท่านป๋อพักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะมารับคุณหนูไปที่โรงผลิตกระดาษผิงเล่อด้วยกันขอรับ”
“อืม ขอบใจเจ้ามาก” อวิ๋นเจียวเข้าใจทันที เจ้าเด็กคนนี้ ไม่อยากให้เผยซื่อกับเผยหมิ่นได้เปรียบสินะ!
วิธีการของเขาก็โหดเหี้ยมเอาการ ส่งแม้กระทั่งฟืนข้าวสารน้ำมันมาให้ร้านอวิ๋นหรงหมดเลย นี่ตั้งใจจะปล่อยให้เผยซื่อหิวชัดๆ เขาจงใจจะแกล้งให้เผยซื่อโมโหจนตายแน่ๆ!
ส่วนฟางซื่อ เฉาซื่อ และคนอื่นๆ ต่างก็ฟังจนมึนงงไปหมด กระทั่งคนของฉู่อี้กลับไปแล้วยังรู้สึกงงงวย ส่งฟืนข้าวสารน้ำมันมาให้หมายความว่าอะไรกัน? แต่ช่างเถิด ท่านป๋อย่อมมีวิธีจัดการของท่านป๋อ พวกนางไม่ควรคิดมาก
หลังจากที่ทุกคนนั่งลงแล้ว เฉาซื่อก็เอ่ยชม “ไม่คิดเลยว่า ท่านป๋ออายุยังน้อย แต่กลับดูแลบ้านอย่างเข้มงวด พอตกดึกก็ปิดประตู ไม่ให้คนในจวนเดินเพ่นพ่าน”
เฉาเหลียนเอ๋อร์พูดขึ้น “ท่านแม่ ท่านป๋อไม่ใช่คนธรรมดานะเจ้าคะ!”
ฟางซื่อก็เอ่ยชม “เด็กคนนี้ เป็นคนดีจริงๆ”
อวิ๋นเจียวอยากจะเปิดโปงธาตุแท้ของฉู่อี้ต่อหน้าทุกคนเหลือเกิน เขาคนนี้กำลังแกล้งคนอื่นอยู่ต่างหากเล่า
แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้พูดออกมา คงเป็นเพราะซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานอร่อยเกินไป จนซื้อปากนางไว้ได้กระมัง อวิ๋นเจียวคิดในใจ
ค่ำคืนนี้ เผยซื่อโกรธจนพลิกตัวไปมาทั้งคืน ส่วนเผยหมิ่นที่ต้องทนเก็บกดมาทั้งวัน ก็โกรธจนนอนไม่หลับเช่นกัน
……
ห้องทรงพระอักษร ณ พระราชวังในเมืองหลวง
ฮ่องเต้จิ้งคังทรงพิเคราะห์ีกาฉบับสุดท้ายเสร็จสิ้น ก็คว้าโจ๊กรังนกที่ขันทีนำมาให้ขึ้นเสวย พลางโบกพระหัตถ์ไล่ข้าราชบริพารออกไป
ภายในห้องทรงพระอักษรอันกว้างขวาง เหลือเพียงฮ่องเต้และขันทีใหญ่หลิวเป่า ผู้บัญชาการองค์กรอินทรีทมิฬในชุดดำสนิท
“ว่ามา เจ้าลิงตัวนั้นก่อเรื่องอะไรไว้บ้าง?”
หลิวเป่าโค้งคำนับแล้วรายงาน “…คนของนู๋ไฉ [1] รายงานว่า อู๋จั๋วหลานชายของอู๋เยว่ ไปที่อำเภอจิ่วจิ้น ติดสินบนนักโทษที่เพิ่งถูกปล่อยตัวให้ไปหาเรื่องครอบครัวที่เปิดร้านเม่าไช่…”
หลิวเป่ารายงานภูมิหลังของเจียงเทียนเป่าอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องของชาวบ้านธรรมดา แต่เพราะเกี่ยวข้องกับฉู่อี้ ทั้งยังเห็นว่าพระพักตร์ของฮ่องเต้จิ้งคังไม่ได้แสดงความรำคาญออกมา เขาก็ยิ่งรายงานอย่างละเอียดมากขึ้นเท่านั้น
ฮ่องเต้จิ้งคังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมขมวดพระขนง “ครอบครัวนั้น ดูเหมือนจะแซ่…”
หลิวเป่ารีบรายงาน “ฝ่าบาท ครอบครัวนั้นแซ่อวิ๋น…”
ตอนที่ฉู่อี้ได้รับการช่วยเหลือ และก่อนที่ฮ่องเต้จะทรงแต่งตั้งให้เขาสืบทอดบรรดาศักดิ์โหวก่อนกำหนด หลิวเป่าก็ได้รายงานประวัติครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงอย่างละเอียดแล้ว
ฮ่องเต้จิ้งคังพยักหน้า เป็นเชิงรับทราบ “อืม เจ้าว่าต่อไป”
หลิวเป่า “พ่ะย่ะค่ะ ปรากฏว่าท่านป๋อก็ไปที่นั่นทันเวลาที่เกิดเหตุพอดี จึงแจกเงินว่าจ้างให้คนไปซ้อมคนของอู๋จั๋ว จากนั้นก็สั่งให้นายอำเภอและผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการท้องถิ่น ปลดตำแหน่งซิ่วไฉของอาจารย์ในสำนักศึกษาเอกชนที่รับเงินอู๋จั๋ว ให้ไปปลุกระดมและกลั่นแกล้งผู้อื่นจนเสียชื่อเสียง ส่วนเหล่าลูกศิษย์ที่ร่วมก่อเรื่องก็ถูกเพิกถอนสิทธิ์ในการสอบเคอจวี่ครั้งนี้…”
“จากนั้นท่านป๋อก็ไปดื่มสังสรรค์ ฟังดนตรี พร้อมกับนายอำเภอ ผู้ตรวจการกรมศึกษาธิการ และเหล่าขุนนางท้องถิ่นของอำเภอจิ่วจิ้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้จิ้งคังทรงลุกขึ้นยืน เดินวนไปมาอยู่ในห้องทรงพระอักษร หลิวเป่าก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง พระทัยของฮ่องเต้นั้นยากแท้หยั่งถึง ยิ่งไปกว่านั้น นายเหนือหัวของเขายังทรงเป็นคนมากความระแวงอีกด้วย
ชั่วครู่หนึ่ง ฮ่องเต้จิ้งคังผู้มีรูปร่างผอมบาง แววตาล้ำลึกราวกับบ่อน้ำโบราณก็ตรัสถาม “เจ้าคิดอย่างไร?”
หลิวเป่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ กล่าว “เจิ้นหย่วนป๋ออาจจะยังเยาว์วัย ทำอะไรค่อนข้างเอาแต่ใจ แต่จิตใจไม่เลวร้าย เป็นคนที่รักพวกพ้อง ดูเหมือนท่านป๋อจะโกรธแค้นฮูหยินสกุลเผยมาก ไม่เคารพนางแม้แต่น้อย แม้แต่เสแสร้งก็ยังไม่อยากจะทำ”
แววตาของฮ่องเต้เป็นประกาย ราวกับเทียนไขที่ไม่มีที่บังลม แสงเทียนริบหรี่ พร้อมจะดับลงได้ทุกเมื่อ
“เขาเกือบตายด้วยน้ำมือของเผยซื่อ จะไม่ให้เขาเกลียดชังเผยซื่อได้อย่างไร เขาเป็นบุตรชายของภรรยาเอกของฉู่ชิง [2] ฉู่ชิงอุทิศตนเพื่อแคว้นต้าเยี่ยมาทั้งชีวิต น่าเสียดาย ที่ต้องกลายเป็นคนเสียสติ”
“ช่างเถิด บุตรชายของเขา ต่อให้เอาแต่ใจหรือจะอวดดีไปบ้างก็ไม่เป็นไร เรียกคนของเราที่อยู่ข้างกายเจ้าลิงนั่นกลับมาบ้าง ส่งไปเสริมกำลังที่จวนของเหล่าอ๋องและเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ”
หลิวเป่ารีบโค้งคำนับรับคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
จากนั้น แววตาของหลิวเป่าก็ไหววูบ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจกราบทูล “ฝ่าบาท คนของนู๋ไฉที่ออกตามหาแผนที่สมบัติที่เหลียวตง กลับพบเรื่องหนึ่งโดยบังเอิญ…”
เมื่อเห็นว่าเขาพูดไม่หมด ฮ่องเต้จิ้งคังก็แสดงสีหน้าไม่พอพระทัย โบกพระหัตถ์ ตรัสว่า “ว่ามา เจิ้น [3] จะไม่เอาผิดโทษฐานที่เจ้าพูดจาไม่บังควร”
หลิวเป่าต้องการได้ยินประโยคนี้ เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็รีบรายงาน “คนของนู๋ไฉในขณะที่กำลังสืบเรื่องแผนที่สมบัติที่เหลียวตง บังเอิญพบว่า แท้จริงแล้ว องค์หญิงเก้าไม่ได้ให้กำเนิดเพียงบุตรชาย แต่เป็นฝาแฝดพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้จิ้งคังก็หันไปจ้องมองหลิวเป่าทันที สายพระเนตรคมกริบราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ แววตานั้นเหมือนมีมีดบินพุ่งตรงเข้าหา “เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”
หลิวเป่ารีบทรุดตัวลงคุกเข่า เหงื่อเย็นไหลริน “นู๋ไฉทราบดีว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง… นู๋ไฉได้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกลับมายังเมืองหลวงแล้ว ตอนนี้จัดให้พำนักอยู่ที่นอกเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้จิ้งคังปิดพระเนตรลงช้าๆ ทรงสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ลืมพระเนตรขึ้น ในตอนนี้ แววตาดุดันนั้นได้หายไป กลับมีแววเศร้าสร้อยและอาลัยอาวรณ์ปรากฏขึ้น “ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงรักและเอ็นดูน้องสาวของเจิ้นยิ่งนัก ถึงกับยอมให้นางแต่งงานกับคนที่นางรัก”
“แม้ว่าติ้งอันโหวจะทำผิดพลาด จนทำให้แคว้นต้าเยี่ยต้องเสียเมืองเยียนและเมืองอวิ๋นไป แต่เจิ้นก็ไม่เคยตำหนิเขา แต่เขากับน้องเก้าชะตาชีวิตสั้นนัก ไม่เพียงแต่น้องเก้าจะสิ้นใจระหว่างการคลอดบุตร ไฉฉงจวิ้นก็ยังบาดเจ็บสาหัส สิ้นใจตามนางไป”
“ตระกูลไฉมีทายาทน้อยอยู่แล้ว เจิ้นไม่ได้ยึดบรรดาศักดิ์ของเขาเพราะความผิดพลาดในครั้งนั้น แต่หลังจากที่เขาจากไป ตระกูลไฉกลับไม่มีแม้แต่คนที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์”
หลิวเป่ากล่าว “ฝ่าบาททรงพระเมตตา เพียงแต่ติ้งอันโหวไม่มีบุญวาสนาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฮ่องเต้จิ้งคังได้ยินดังนั้นก็ทรงแสดงสีหน้าเศร้าโศก “อย่าว่าแต่ที่ฮ่องเต้องค์ก่อนจะสิ้นพระชนม์ทรงกำชับให้เจิ้นดูแลน้องเก้าเป็นอย่างดี แค่เพียงครานั้นที่เจิ้นได้อยู่ตำแหน่งไท่จื่อ [4] อย่างมั่นคง น้องเก้ากับไฉชิงก็มีส่วนช่วยเหลืออย่างมาก เจิ้นไม่ใช่คนเนรคุณ”
“หลิวเป่า พรุ่งนี้เจ้าพาคนเหล่านั้นเข้าวัง หากเป็นความจริง เจ้าถือว่าทำความดีความชอบครั้งใหญ่ เจิ้นจะตอบแทนเจ้าอย่างงาม!”
เมื่อหลิวเป่าได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนตัวสั่น รีบโขกศีรษะ “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
เชิงอรรถ
[1] นู๋ไฉ (奴才) คือคำที่ใช้เรียกตัวเองในฐานะข้ารับใช้ ใช้โดยผู้ชายที่เป็นข้ารับใช้ ขันที หรือคนรับใช้ในวังหลวง
[1] ชิง (卿) คือคำที่ฮ่องเต้มักใช้เพื่อเรียกขุนนางคนสนิท
[2] เจิ้น (朕) คือ คำแทนตัวเองของฮ่องเต้ในราชวงศ์จีน
[3] ไท่จื่อ (太子) คือ ตำแหน่งรัชทายาทผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อจากฮ่องเต้