ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 244 เข้าเฝ้าฯ
เขตชานเมืองหลวง เรือนหลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขา บรรยากาศเงียบสงัด มืดมิดไปทุกหนแห่ง มีเพียงแสงเทียนริบหรี่เล็ดลอดออกมาจากเรือนไม่กี่หลัง
ภายในเรือนหลังหนึ่งมีเสียงร้องไห้ของเด็กสาวดังออกมา ในตัวเรือนตกแต่งอย่างเรียบง่าย เด็กหญิงวัยหกเจ็ดขวบซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหญิงชรา ดูหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“เป่าเอ๋อร์เด็กดี เป่าเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว มีหมัวมัว [1] อยู่ทั้งคน”
แม้หญิงชราจะสวมใส่ชุดผ้าหยาบ ท่าทางดูสูงวัยราวสี่ห้าสิบปี แต่กิริยาท่าทางมิใช่หญิงชราบ้านนอกทั่วไป ใบหน้าของนางงดงาม แม้ผ่านกาลเวลามาจนทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ก็ยังพอมองเห็นได้ว่าวัยสาวนั้นงดงามเพียงใด
ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยกลับร้องไห้ไม่หยุด “อาหมัว เป่าเอ๋อร์อยากกลับบ้าน กลับบ้าน เป่าเอ๋อร์ไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
หญิงชราปลอบโยน “เป่าเอ๋อร์ พวกเราจะกลับบ้านได้ ก็ต้องรอให้ฟ้าสว่างก่อนไม่ใช่หรือ ตอนนี้ข้างนอกมืดมิด หากมีภูตผีปีศาจมาจับพวกเราไปจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
พอได้ยินว่ามีภูตผีปีศาจ เด็กหญิงตัวน้อยก็ตัวสั่นด้วยความกลัว ไม่ร้องจะกลับบ้านอีกต่อไป บางทีอาจเพราะร้องไห้จนเหนื่อย ไม่นานนางก็ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของหญิงชรา
เรือนหลังเล็กๆ ที่ดูธรรมดาแห่งนี้ กลับถูกล้อมรอบไปด้วยคนขององค์กรอินทรีทมิฬอย่างแน่นหนา
รุ่งเช้าวันต่อมา ฟ้าเพิ่งสาง ก็มีองครักษ์อินทรีทมิฬอีกกลุ่มปรากฏขึ้นบนทางเล็กๆ ที่ทอดไปสู่เรือนหลังนั้น
เด็กหญิงตัวน้อยตื่นขึ้นมา แต่งกายเรียบร้อย พอออกจากเรือนก็ต้องตกใจกับภาพเบื้องหน้า นางรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของหญิงชรา หญิงชรากอดนางไว้ ลูบหลังปลอบใจนางไม่หยุด
ครั้งนี้หลิวเป่าเป็นผู้มารับด้วยตัวเอง ก่อนที่ฮ่องเต้จะทรงยืนยันสถานะของคนทั้งสอง เขามิกล้าประมาทแม้แต่น้อย แต่ที่จริงแล้วเขาได้ยืนยันสถานะของคนทั้งสองแล้ว มิเช่นนั้น เขาก็ไม่กล้านำตัวมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้เช่นกัน
“คุณหนูเป่าเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว มีท่านผู้สูงศักดิ์ต้องการพบ ท่านจงไปกับจ๋าเจีย [2] เถิด ต่อไปนี้ท่านจะได้สุขสบาย อย่าลืมจ๋าเจียก็แล้วกัน จ๋าเจียเป็นคนพาท่านออกมาจากที่ห่างไกลกันดารเช่นนั้น”
แม้หลิวเป่าจะพูดด้วยรอยยิ้ม แต่เป่าเอ๋อร์ยังคงหวาดกลัว หญิงชราจึงรีบบอก “คุณหนู รีบขอบคุณใต้เท้าสิเจ้าคะ!”
“เป่าเอ๋อร์ เชื่อฟัง…”
ไม่ว่าหญิงชราจะพูดอย่างไร เด็กหญิงก็ไม่ยอมเอ่ยปาก หญิงชราได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางกล่าวขอโทษ “ใต้เท้าโปรดอภัย เป่าเอ๋อร์เติบโตที่ชายแดน ไม่เคยเห็นโลกกว้าง…”
หลิวเป่าโบกมืออย่างใจกว้าง “ไม่เป็นไรๆ ไช่กูกู [3] ก็ถือเป็นคนคุ้นเคย ย่อมรู้ดีว่าพวกข้าเป็นคนเช่นไร พวกข้ารักและเอ็นดูคุณหนูยังไม่ทัน จะตำหนิได้อย่างไร นี่ก็สายแล้ว พวกเราไปกันเถิด ฝ่าบาททรงรออยู่!”
พระราชวังหลวงโอ่อ่าตระการตา เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของแคว้นต้าเยี่ย เพียงแค่ได้มองจากที่ไกลๆ ก็สัมผัสได้ถึงพลังกดดัน
รถม้าจอดอยู่หน้าพระราชวัง หยุดอยู่ที่ประตูข้างซึ่งเป็นประตูสำหรับเหล่าข้าราชบริพารโดยเฉพาะ หญิงชราอุ้มเด็กหญิงที่หวาดกลัวลงจากรถม้า เดินตามหลิวเป่าเข้าไป ทันใดนั้นก็มีขันทีหามเกี้ยวเล็กๆ มา เชิญหญิงชราและเด็กหญิงขึ้นเกี้ยว
เด็กหญิงไม่กล้ามองไปรอบๆ หรือเอ่ยถาม แม้แต่ร้องไห้ก็ไม่กล้า
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา เกี้ยวก็หยุดลง หญิงชราอุ้มเด็กหญิงเดินตามขันทีสองคนที่นำทาง ก้มหน้า ไม่มองไปรอบๆ เดินตรงไปข้างหน้า หลังจากเลี้ยวไปเลี้ยวมาหลายรอบ ในที่สุดก็มาถึงหน้าตำหนักแห่งหนึ่ง
หลิวเป่าผายมือให้ทั้งสองรออยู่ตรงนั้น จากนั้นก็เดินเข้าไปกระซิบกับขันทีที่เฝ้าประตู ขันทีผู้นั้นรีบเดินเข้าไปในตำหนัก ไม่นานก็ออกมา
“ผู้บัญชาการหลิว ฝ่าบาทให้ท่านพาตัวคนไปเข้าเฝ้า”
หลิวเป่าจึงรีบพาหญิงชราเข้าไปทันที
“นู๋ปี้ [4] ไช่อีหลาน ขอถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” หญิงชราวางเด็กหญิงลง จูงมือเด็กหญิงถวายบังคมฮ่องเต้ เด็กหญิงตัวน้อยยังคงงุนงง ได้แต่โขกหัวทำตามแบบหญิงชรา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ฮ่องเต้จิ้งคังทรงอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ พระวรกายสูงโปร่ง ทรงมีพระพักตร์ที่มีเค้าโครงละม้ายคล้ายเด็กหญิงที่หมอบกราบอยู่เบื้องล่าง
“ลุกขึ้นพูดเถิด!”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ไช่อีหลานจูงมือเด็กหญิงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย เด็กหญิงยังคงหวาดกลัว เอาแต่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของนาง
“หลิวเป่า เด็กคนนี้ช่างละม้ายคล้ายกับน้องเก้าเสียจริง มิน่า ทำให้ผู้บัญชาการองค์กรอินทรีทมิฬอย่างเจ้าถึงกับต้องดูแลใกล้ชิด”
หลิวเป่ารีบยิ้มแย้ม โค้งคำนับ “องค์หญิงเก้าสนิทสนมกับฝ่าบาทมาแต่เยาว์วัย ฝ่าบาททรงเป็นห่วงองค์หญิงเก้า นู๋ไฉย่อมต้องแบ่งเบาภาระ โชคดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาท นู๋ไฉจึงได้พบกับไช่กูกูที่เหลียวตง”
“คงเป็นเพราะดวงวิญญาณของน้องเก้าบนสวรรค์คุ้มครอง” ใบหน้าเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า ประกอบกับไช่อีหลานเป็นนางกำนัลคนสนิทของฉินจื่อซี ทำให้ฮ่องเต้จิ้งคังทรงมั่นใจในตัวตนของเด็กหญิงทันทีที่ได้พบคนทั้งสอง
“ไช่ซื่อ เรื่องราวในอดีตเป็นเช่นไรกันแน่ เล่ามาให้เจิ้นฟัง น้องเก้าคลอดฝาแฝดหรือ? เหตุใดเจ้าจึงพาหลานสาวของเจิ้นระหกระเหินไปอยู่ที่เหลียวตง? ทำให้เด็กตัวแค่นี้ต้องลำบาก?”
ไช่อีหลานแค่นหัวเราะในใจ หากฮ่องเต้ทรงเป็นห่วงพระนัดดาจริง ตอนนี้ไม่ควรจะถามว่านางสบายดีหรือไม่ก่อนหรือ? ตอนนี้เพียงแค่ต้องการยืนยันว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรขององค์หญิงหรือไม่ก็เท่านั้น
“กราบทูลฝ่าบาท ในยามนั้นบ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม องค์หญิงเก้าประสูติบนรถม้า ขบวนของพวกเราถูกทหารชนเผ่าเถื่อนจู่โจม…”
“หมอตำแยเพิ่งจะทำคลอดให้ เป็นเด็กชายเพคะ ทว่ากลับสิ้นลม บังเอิญว่าข้างนอกกำลังสู้รบกันอย่างดุเดือด หมอตำแยจึงอาศัยจังหวะที่พวกเรากำลังจัดการร่างของคุณชายน้อยหลบหนีไป”
“แต่ไม่นึกเลยว่า ในครรภ์ขององค์หญิงยังมีอีกหนึ่งชีวิต หลังจากที่นู๋ปี้ช่วยทำคลอดให้ องค์หญิงก็มอบหยกชิ้นนี้ให้นู๋ปี้ ก่อนจะมองหน้าบุตรสาวเพียงแวบเดียว ก็ให้คนคุ้มกันนู๋ปี้พาคุณหนูน้อยหนีไป…”
เมื่อพูดถึงเรื่องราวในอดีต ไช่อีหลานก็น้ำตาไหลอาบแก้ม โศกเศร้าเสียใจ จนในที่สุดก็เสียกิริยาร้องไห้โฮออกมา โชคดีที่ฮ่องเต้ไม่ทรงตำหนิ เพียงรอให้นางร้องไห้จนพอใจ
“ต่อมาองครักษ์ที่คุ้มกันพวกเราต่างก็ถูกฆ่าตาย นู๋ปี้จึงพาคุณหนูน้อยหนีเข้าไปในป่า ต่อมาเพื่อความอยู่รอด จึงแต่งงานกับนายพรานแถบนั้นเพคะ”
หลิวเป่ารีบกล่าวเสริม “ฝ่าบาท นู๋ไฉได้พานายพรานผู้นั้นกลับเมืองหลวงมาด้วย เขายังมีบุตรชายอีกสองคน คนโตอายุยี่สิบปี ส่วนคนเล็กอายุสิบเจ็ดปีพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงมีสีหน้าเป็นกังวล “อืม ดูแลพวกเขาให้ดี”
หลิวเป่ารีบตอบ “นู๋ไฉน้อมรับพระบัญชา”
‘ดูแลให้ดี’ ความหมายที่แท้จริงของคำสี่คำนี้ ไม่ใช่แค่หลิวเป่าที่รู้ดี แต่ไช่ซื่อที่เคยอยู่ในวังหลวงยิ่งรู้ดีกว่า ก็ไม่ต่างจากการจับตาดู กักขังเอาไว้เป็นตัวประกัน นำตัวมาข่มขู่ในเวลาที่จำเป็นก็เท่านั้น
“นำของที่น้องเก้าทิ้งไว้ให้เด็กคนนี้มาให้เจิ้นดูหน่อย”
“เพคะ ฝ่าบาท!”
ไช่อีหลานรับคำ แกะเชือกสีแดงที่คอของเด็กหญิงออก หยิบหยกเนื้อละเอียดชิ้นหนึ่งออกมา นางยื่นหยกให้หลิวเป่า หลิวเป่าจึงนำไปถวายฮ่องเต้
ฮ่องเต้จิ้งคังทรงหยิบหยกที่ยังอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายของเด็กหญิงมาถือไว้ในพระหัตถ์ พระเนตรที่ซับซ้อนจ้องมองหยกชิ้นนั้นเป็นเวลานานโดยมิได้ตรัสสิ่งใด
เด็กหญิงตัวน้อยดึงชายแขนเสื้อของไช่ชื่อเบาๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “อาหมัว ท่านไม่ได้บอกหรือว่าหยกชิ้นนี้ห้ามห่างตัวเป่าเอ๋อร์? อาหมัว นั่นเป็นหยกที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้เป่าเอ๋อร์นะ”
เชิงอรรถ
[1] หมัวมัว (嬷嬷) หมายถึง แม่นม
[2] จ๋าเจีย (杂家) เป็นคำที่ขันทีใช้แทนตัวเองในราชสำนักจีนโบราณ โดยเฉพาะในการพูดกับเจ้านาย เพื่อแสดงถึงความถ่อมตัว
[3] กูกู (姑姑) ใช้เรียกนางกำนัลรับใช้ผู้มีตำแหน่งอาวุโส ที่ทำงานรับใช้ในวังมานาน ใกล้จะเกษียณออกจากวัง
[4] นู๋ปี้ (奴婢) คือคำที่ใช้เรียกตัวเองในฐานะข้ารับใช้ ใช้โดยผู้หญิงที่เป็นข้ารับใช้ นางกำนัล หรือนางข้าหลวงในวังหลวง