ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 249 ถังสุ่ยฆ่าคนตาย
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 249 ถังสุ่ยฆ่าคนตาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้สมใจพวกมันไปเถิด มุมปากของฉู่อี้เผยรอยยิ้มเย็นยะเยือก
แผนที่ขุมสมบัติอำเภอจิ่วจิ้นเขานั้นได้มาตั้งแต่ก่อนถูกทำร้ายแล้ว น่าขันนักที่ยังมีคนคิดว่าเขาอยู่ในอำเภอจิ่วจิ้นเพราะแผนที่ขุมสมบัติ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็จะกลับเมืองหลวงสักพัก ทว่า หากอยากให้เขากลับ คงต้องจ่ายอะไรเป็นค่าตอบแทนสักหน่อย
“จางหลิง!”
“ขอรับ ท่านป๋อ”
“ไปปล่อยข่าวว่า ข้าต้องการช่วยถังสุ่ยออกมา หากถังสุ่ยยังออกจากคุกไม่ได้ ต่อให้พวกขุนนางฝ่ายตรวจการจะร้องเรียนข้าอย่างไร ข้าก็จะไม่กลับเมืองหลวง!”
“ขอรับ!”
ณ ร้านอวิ๋นหรง เมื่อเฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินอวิ๋นเจียวบอกว่าถังสุ่ยถูกจับ เป็นเพราะไปทำร้ายเจียงเทียนเป่าจนถึงแก่ความตาย หัวใจของนางพลันเย็นเฉียบ เป็นความผิดของนางเอง เป็นนางที่ทำร้ายถังสุ่ย!
เฉาซื่อเองก็เป็นกังวลจนร้อนรนไปหมด เดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง “ถังสุ่ย เด็กคนนั้น… ทำไมถึง…” เฉาซื่อทั้งสงสารทั้งรู้สึกผิดที่อีกฝ่ายต้องมาเกี่ยวข้องกับคดีเพราะบุตรสาวของตน
ฟางซื่อรีบปลอบโยน “น้องสะใภ้ เหลียนเอ๋อร์ เจียวเอ๋อร์ก็บอกแล้วอย่างไรว่าท่านป๋อกำลังช่วยอยู่ ถังสุ่ยต้องไม่เป็นไรแน่”
หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ คงต้องใช้เงินไถ่โทษประหารชีวิตให้กลายเป็นจำคุก
พรมแดนแคว้นต้าเยี่ยไม่มั่นคง เกิดสงครามติดต่อกันหลายปี ท้องพระคลังร่อยหรอ ขุนนางก็ฉ้อราษร์บังหลวง การใช้เงินไถ่โทษนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนแล้ว
ทว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีเงินมากมายขนาดนั้น อีกทั้งยังมีกอยู่ว่า คนหนึ่งคนสามารถใช้เงินไถ่โทษได้เพียงครั้งเดียว และลดโทษให้เพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายตามมา
มิเช่นนั้นหากมีเงินก็สามารถฆ่าคนได้ตามใจชอบ เพราะอย่างไรก็มีเงินไถ่โทษ ผู้มีอันจะกินย่อมไม่เกรงกลัวกหมายอีกต่อไป
“ท่านแม่ ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องให้คนไปแจ้งให้ท่านพ่อทราบก่อน และคิดว่าเราจะส่งคนไปดูแลท่านปู่ถัง หรือรับท่านมาอยู่กับพวกเราดี เรื่องของพี่ถังสุ่ยคงปิดบังไว้ไม่ได้ ชาวบ้านต่างก็ปากไว อีกอย่างคดีฆ่าคนตายเช่นนี้ ย่อมต้องมีคนไปสืบสวนที่หมู่บ้านหยางหลิ่วเป็นแน่”
ฟางซื่อเองก็เห็นด้วย “อืม เช่นนั้นข้ากับอากุ้ยจะกลับไปก่อน” เรื่องนี้ นางต้องไปจัดการด้วยตัวเอง เพราะท่านปู่ถังอายุมากแล้ว นางต้องไปจัดการดูแลด้วยตัวเองจึงจะวางใจได้
พูดจบก็ไม่รอรับประทานอาหาร รีบออกไปทันที
พอฟางซื่อออกไป เฉาเหลียนเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้น “ข้าจะไปเยี่ยมพี่ถังสุ่ยที่ศาลาว่าการ!”
อวิ๋นเจียวรีบรั้งนางไว้ “พี่เหลียนเอ๋อร์ หากจะไปเยี่ยมพี่ถังสุ่ยก็ไม่ควรไปแบบนี้ รอสักครู่ภัตตาคารเจินซิวจะส่งอาหารมา เดี๋ยวพวกเราเอาไปฝากพี่ถังสุ่ย กับพวกผู้คุมด้วย”
เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นจึงหยุดเดิน “อืม ข้าฟังเจียวเอ๋อร์ เจียวเอ๋อร์ช่างรอบคอบจริงๆ”
แต่เฉาซื่อกลับเป็นกังวล “ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย” นางไม่วางใจให้บุตรสาวไปที่คุกเพียงลำพัง!
อวิ๋นเจียวรีบเกลี้ยกล่อม “ท่านอาสะใภ้สาม ท่านกำลังตั้งครรภ์อยู่ พักผ่อนอยู่ที่นี่เถิดเจ้าค่ะ ท่านต้องดูแลป้าสะใภ้ใหญ่แทนพวกเราด้วย”
“ข้าไปกับพี่รองเอง มีโม่ซ่านอยู่ด้วย ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่าง คนของท่านป๋อไปแจ้งที่ศาลาว่าการอำเภอแล้ว ไม่มีใครกล้าทำอะไรเราหรอกเจ้าค่ะ”
“แต่…” เฉาซื่อยังคงเป็นกังวล
ขณะนั้น เหยียนเซี่ยวก้าวเข้าประตูร้านมา
“น้องเจียวเอ๋อร์ ข้าตามหาพวกเจ้าจนแทบพลิกแผ่นดิน ข้าออกจากศาลาว่าการก็ไปหาพวกเจ้าที่โรงผลิตกระดาษผิงเล่อ แต่ผู้ดูแลกลับบอกว่าพวกเจ้าออกไปกินข้าว ข้าจึงไปที่หาภัตตาคารฝูอวิ้นกับภัตตาคารเจินซิวต่อ พอไปถึงก็ได้ยินว่าพวกเจ้าเพิ่งออกไป ข้าจึงรีบมาที่ร้านอวิ๋นหรง”
เหยียนเซี่ยวก้าวเข้ามาในร้านก็เดินไปรินน้ำชาอย่างถือวิสาสะ เขาพูดร่ายยาว ก่อนจะดื่มน้ำชาอึกใหญ่ จากนั้นก็สังเกตเห็นเฉาเหลียนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเฉาซื่อ
เขารีบคารวะ “ท่านป้าและน้องหญิงผู้นี้ก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ ข้าเสียมารยาทแล้ว ขออภัยด้วยขอรับ”
อวิ๋นเจียวจ้องเขาด้วยสายตาตำหนิ “พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ที่นี่ไม่ใช่โรงงิ้ว ไม่มีที่ให้ท่านแสดงหรอกนะ!”
เหยียนเซี่ยวนึกถึงคำพูดของอวิ๋นเจียวเมื่อเช้านี้ ก็ได้แต่ตำหนิตนเองในใจว่าความจำไม่ดีเอาเสียเลย เขายิ้มแห้งๆ อย่างรู้สึกผิด “คือว่า ข้าแค่อยากขอโทษก็เท่านั้นเอง”
เฉาซื่อกับเฉาเหลียนเอ๋อร์กำลังร้อนใจ ไม่มีอารมณ์จะมาต่อล้อต่อเถียงกับเขา แต่เขาก็เป็นแขกคนหนึ่ง กมารยาทพื้นฐานก็ต้องมีบ้าง
“เชิญอาจารย์เหยียนนั่งลงก่อนเถิด”
“ท่านป้า น้องหญิง เห็นสีหน้าพวกท่านดูร้อนรน เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ? ข้ากับเจียวเอ๋อร์เป็นสหายสนิทกัน บอกข้ามาเถิดเผื่อข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง!”
โอ้สวรรค์ บุรุษผู้นี้ช่างทำตัวสนิทสนมเกินไปแล้ว นางเพิ่งเจอเขากี่ครั้งกันเชียว? ไฉนถึงกลายเป็นสหายสนิทไปได้?
ตอนนี้อวิ๋นเจียวไม่มีอารมณ์จะมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ พอเห็นคนจากภัตตาคารเจินซิวยกอาหารหลายกล่องเข้ามา นางจึงสั่งเหยียนเซี่ยวอย่างไม่เกรงใจ “ท่านบอกว่าจะช่วยมิใช่หรือ เช่นนั้นไปช่วยพวกเราเรียกรถม้าสักคันเถิด เร็วๆ หน่อยล่ะ”
ถึงแม้เหยียนเซี่ยวจะแอบบ่นในใจว่าอวิ๋นเจียวใช้คนผิดตำแหน่ง แต่ก็ยังคงทำตามอย่างว่าง่าย “ข้าจะไปจ้างรถม้าเดี๋ยวนี้”
เหยียนเซี่ยวคิดในใจว่า ครั้งหน้าออกจากบ้านจะต้องพาคนรับใช้มาด้วย มิเช่นนั้นจะไม่คนคอยให้เรียกใช้แม้แต่คนเดียว
พอเหยียนเซี่ยวออกไป อวิ๋นเจียวก็คิดว่า ร้านอวิ๋นหรงควรมีรถม้าเป็นของตนเองสักคัน มิเช่นนั้นต่อไปจะส่งของหรือทำธุระก็คงไม่สะดวก
ไม่นานเหยียนเซี่ยวก็เรียกรถม้ามาได้ เขายื่นมือมาช่วยถือกล่องอาหารพลางถาม “น้องเจียวเอ๋อร์ พวกเจ้าจะไปที่ใด? มีธุระด่วนอะไรหรือไม่? มีอะไรให้ข้าพอช่วยได้บ้าง? ข้าวิ่งเร็วมากนะ!”
อวิ๋นเจียว “พวกเราจะไปที่ศาลาว่าการ”
เหยียนเซี่ยวรีบตบหน้าอก “ข้าไปกับพวกเจ้าด้วย ข้าคุ้นเคยกับศาลาว่าการเป็นอย่างดี!” พูดจบก็ไม่รอให้อวิ๋นเจียวอนุญาต กระโดดขึ้นรถม้าไปนั่งข้างสารถีทันที
อวิ๋นเจียวกำลังรีบร้อนจึงไม่ได้ถือสาอะไรกับเขา เฉาซื่อเองก็ไม่ได้ขัดขวาง ในความคิดของนาง เหยียนเซี่ยวเป็นบุรุษ การมีเขาติดตามไปที่คุกของศาลาว่าการย่อมดีกว่าปล่อยให้อวิ๋นเจียวกับเฉาเหลียนเอ๋อร์ไปกันเพียงสองคน
เมื่อมาถึงศาลาว่าการ อวิ๋นเจียวแจ้งจุดประสงค์ให้แก่ผู้คุม หัวหน้าผู้คุมถูกคนของฉู่อี้ซื้อตัวไว้แล้ว พอได้ยินว่าเป็นคนที่ท่านป๋อสั่งไว้ ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มพาพวกเขาไปที่ห้องขังทันที
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในคุก กลิ่นเหม็นสาบก็โชยเข้ามาจนอวิ๋นเจียวกับเฉาเหลียนเอ๋อร์ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก
ภายในห้องขังคับแคบเต็มไปด้วยนักโทษ ทุกคนสกปรกมอมแมม ไม่เหลือเค้าโครงเดิม พอเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาก็ต่างพากันยื่นหน้ามองด้วยความหวัง เมื่อเห็นว่าไม่ใช่คนที่ตนเองรอคอย แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังก็พลันมืดมัวลงในทันที
นักโทษหลายคนผ่านการสอบสวนและถูกโบยมา เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเลือดแห้งกรัง ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าสกปรกจนมองไม่เห็นรูปโฉม…
เมื่อเห็นสภาพนักโทษเหล่านี้ หัวใจของเฉาเหลียนเอ๋อร์พลันเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด
เหยียนเซี่ยวทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว จึงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก เดิมทีเขาเกือบจะวิ่งหนีออกไปแล้ว แต่พอเห็นว่าเฉาเหลียนเอ๋อร์และอวิ๋นเจียวไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
“น้องเจียวเอ๋อร์ พวกเจ้ามาเยี่ยมใครหรือ? ใครทำผิด? บอกข้ามาเถิด ข้าจะไปคุยกับท่านนายอำเภอให้ปล่อยตัวออกมา”
หัวหน้าผู้คุมที่เดินนำอยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วถึงกับกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “คดีฆ่าคนตาย หากไม่มีราชโองการ ใครก็มิอาจปล่อยตัวนักโทษได้!”
ตั้งแต่โบราณกาล คดีฆ่าคนตายถือเป็นคดีร้ายแรง ไม่มีขุนนางคนใดกล้าปล่อยตัวฆาตกรอย่างโจ่งแจ้ง
เฉาเหลียนเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ใบหน้าซีดเผือดลงในทันที ใช่แล้ว ฆ่าคนตายเป็นคดีร้ายแรง ต่อให้ท่านป๋อจะมีอิทธิพลมากเพียงใด ก็มิอาจพาตัวพี่ถังสุ่ยออกไปได้ง่ายๆ เช่นนี้