ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 35 ความคิดของแต่ละครอบครัว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 35 ความคิดของแต่ละครอบครัว
หลังจากที่อวิ๋นฉี่ซานเรียกอวิ๋นฉี่ชิ่งออกมาแล้ว ฟางซื่อก็หยิบห่อผ้าออกมาจากอก ยื่นให้อวิ๋นฉี่ชิ่ง “วุ่นวายมาทั้งคืน พวกเจ้าคงยังไม่ได้กินอะไร ป้ารองเอาแป้งแผ่นมาหลายชิ้น เจ้าเอาไปแบ่งกับท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าเถิด”
คำพูดของฟางซื่อแฝงไปด้วยความสงสาร อีกอย่างมาที่บ้านเก่าแห่งนี้ก็ไม่สะดวกที่จะนำเนื้อมาด้วย มิเช่นนั้น…
เมื่อเห็นอวิ๋นฉี่ชิ่งยืนนิ่งไม่ยอมรับของ อวิ๋นโส่วจงจึงเอ่ยขึ้น “อาสะใภ้รองของเจ้าให้เจ้า รีบรับไปสิ!”
อวิ๋นฉี่ชิ่งรีบยื่นมือไปรับห่อผ้าจากฟางซื่อ ดวงตาแดงก่ำเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา แม้จะเพิ่งพบกับครอบครัวของท่านอารองเพียงไม่กี่ครั้ง แต่เขากลับรู้สึกถึงความรักของครอบครัวที่แท้จริงจากพวกเขา
อวิ๋นฉี่ชิ่งยกมือขึ้นปาดน้ำตา “ขอบคุณอาสะใภ้รองขอรับ”
อวิ๋นโส่วจงตบบ่าเขาเบาๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉี่ชิ่ง พ่อของเจ้าเป็นคนอ่อนแอ ในบรรดาลูกๆ ของบ้านใหญ่เจ้าเป็นพี่ชายคนโต ในยามปกติเจ้าต้องคอยปกป้องดูแลท่านแม่ของเจ้าด้วย!”
แน่นอนว่าอวิ๋นฉี่ชิ่งเข้าใจคำพูดของอวิ๋นโส่วจง ย่าของเขามักจะรังแกแม่ของเขา และยิ่งนานวันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
“ข้าจะทำตามขอรับ ท่านอารอง!”
“อีกอย่าง หากเกิดเรื่องใดขึ้นที่บ้านเก่า แล้วเจ้าจัดการไม่ได้ ก็ให้ฉี่เสียงรีบมาแจ้งข่าวกับข้า เข้าใจหรือไม่?”
อวิ๋นฉี่ชิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจำไว้แล้วขอรับ ท่านอารอง”
เบื้องหลังมีอารองคอยหนุนหลัง มีอารองคอยให้ความช่วยเหลือ อวิ๋นฉี่ชิ่งพลันรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
“เอาล่ะ เจ้ากลับไปเถิด เก็บขนมพวกนี้ให้ดี อย่าให้ใครเห็น”
“ขอรับ ท่านอารอง ท่านอาสะใภ้รอง น้องสาม น้องสี่ น้องเจียวเอ๋อร์ พวกท่านเดินกลับดีๆ นะขอรับ ข้าขอตัวกลับก่อน อ้อ จริงสิ ท่านอารอง ข้า… แม้จะไม่มีความสามารถอะไร แต่มีเรี่ยวแรง หากบ้านอารองมีงานอะไรที่ทำไม่เสร็จ ก็บอกข้าได้เลยขอรับ”
กล่าวจบอวิ๋นฉี่ชิ่งก็คำนับอวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อ ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่บ้านหลัก
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย เสียงแมลงดังระงมอยู่เป็นระยะจากทุ่งกว้าง อวิ๋นโส่วจงอุ้มอวิ๋นเจียว ทุกคนเดินเอื่อยกลับบ้าน
“เจียวเอ๋อร์คงง่วงแล้วใช่ไหม” อวิ๋นโส่วจงเอ่ยด้วยความสงสาร ในใจคิดว่าคราวหน้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่บ้านเก่า จะไม่พาลูกสาวไปด้วยแล้ว
อวิ๋นเจียวส่ายหน้า “ไม่ง่วงเจ้าค่ะ แค่ไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่ลำบากใจ”
ในเมื่อเรื่องราวเปิดเผยออกมาหมดแล้ว คนที่เป็นลมทั้งสองคนก็ฟื้นแล้ว คำพูดที่ควรพูดก็พูดไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับคนบ้านนั้นอีก ‘บุตรไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของบิดา’ เป็นกของแคว้นต้าเยี่ย
ดังนั้นต่อให้อวิ๋นเจียวกับพี่ชายทั้งสองคนจะเกลียดเถาซื่อและผู้เฒ่าอวิ๋นมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น!
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อท่านแม่ของพวกเขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบง่ายๆ เถาซื่อคิดแผนการต่างๆ นานา แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง ทำให้อวิ๋นเจียวรู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
“เจียวเอ๋อร์ของพวกเรารู้ความแล้ว เป็นเหมือนเสื้อคลุมกันหนาวตัวน้อย [1] ของพ่อกับแม่จริงๆ!” ฟางซื่อเอ่ยชม
บรรยากาศที่อึมครึมตลอดทางได้ถูกลบเลือนหายไปด้วยคำพูดของอวิ๋นเจียว เมื่อกลับถึงบ้าน ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ทุกคนก็เข้านอน ทางฝั่งอวิ๋นโส่วจงก็ใช้ชีวิตตามปกติเช่นกัน พอล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เข้านอน ส่วนบรรยากาศที่บ้านสามนั้นกลับดูแปลกไป
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าอยากอาบน้ำ!” อวิ๋นโส่วเย่ากับเฉาซื่อมองอวิ๋นหลานเอ๋อร์ด้วยความตกตะลึง แทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากบุตรสาวของตน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าอยากอาบน้ำ! ช่างเถอะ ข้าไปต้มน้ำเองก็ได้” เมื่อเห็นอวิ๋นโส่วเย่าและเฉาซื่อทำหน้าเหลอหลา อวิ๋นหลานเอ๋อร์ก็บ่นพึมพำ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยตัวเอง
เฉาซื่อรีบถามอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ที่ทำหน้างุนงงไม่ต่างกันว่า “ยัยหนูสามเป็นอะไรไป? ผีเข้างั้นหรือ?” ปกติการให้บุตรสาวอาบน้ำนั้น ยากกว่าให้ทำงานบ้านเสียอีก เหตุใดวันนี้ถึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ถึงกับขออาบน้ำด้วยตัวเอง?
อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ : มีใครเขาพูดถึงลูกสาวตัวเองแบบนี้ด้วยหรือ?
“ข้าก็ไม่รู้ งั้นข้าไปถามให้นะเจ้าคะ?”
อวิ๋นโส่วเย่าเอ่ยรับ “ไปสิ”
ไม่นานอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ก็เดินกลับมา สีหน้าดูแปลกๆ เหมือนอยากจะพูดแต่ก็ลังเล
เฉาซื่อจึงเอ่ยถาม “น้องสาวของเจ้าเป็นอะไร? เจ้ารีบบอกมาสิ!”
“หลานเอ๋อร์บอกว่า ฉี่เยว่ ลูกชายบ้านลุงรองบอกกับนางว่า หากนางอาบน้ำให้สะอาด ก็ไปเล่นกับเจียวเอ๋อร์ได้ นางยังบอกอีกว่า ที่บ้านลุงรองอาหารอร่อย มีเนื้อให้กิน แถมยังให้นางกินจนอิ่มด้วย!”
อวิ๋นโส่วเย่า :…
เฉาซื่อ :…
ที่แท้ก็เพราะอยากกินอาหารหรอกหรือ? แต่หลังจากรู้สาเหตุแล้ว สองสามีภรรยาก็รู้สึกไม่สบายใจ ไม่ใช่เพราะอวิ๋นฉี่เยว่รังเกียจที่อวิ๋นหลานเอ๋อร์สกปรก แต่เพราะพวกเขาในฐานะพ่อแม่ไร้ความสามารถ แม้แต่อาหารอิ่มท้องสักมื้อยังให้ลูกไม่ได้
ในตอนกลางคืน หลังจากที่ทุกคนเข้านอนแล้ว เฉาซื่อก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “การที่หลานเอ๋อร์รู้จักรักสะอาดก็เป็นเรื่องดี อย่างไรเสียนางก็เป็นเด็กผู้หญิง หากตัวสกปรกมอมแมมอนาคตคงหาสามีไม่ได้”
อวิ๋นโส่วเย่าเอ่ยว่า “พี่รองเป็นคนมีความสามารถ มิเช่นนั้นคงไม่อาจอยู่ในเมืองหลวงได้นานถึงยี่สิบปี และยังสามารถพาภรรยากับลูกๆ กลับบ้านเกิดได้ ท่านแม่ช่างเลอะเลือน มองเห็นแต่เงินทอง มองการณ์ไกลไม่เป็น ทำให้พี่รองโกรธมาก”
เถาซื่อไม่ใช่คนที่มองอะไรอย่างจำกัด มิเช่นนั้นคงไม่อาจยึดเอาของของลูกสะใภ้และหลานสาวไปได้ เฉาซื่อถอนหายใจ “ของขวัญที่พี่สะใภ้รองให้พวกเรา ท่านแม่ก็เอาไปหมดแล้ว เดิมทีข้าคิดว่าจะตัดเสื้อผ้าใหม่ให้เหลียนเอ๋อร์กับหลานเอ๋อร์สักสองชุด… แต่ท่านแม่ไม่เหลือผ้าไว้ให้พวกเราเลยสักพับ”
อวิ๋นโส่วเย่าลูบหลังของภรรยาเบาๆ พลางเอ่ยปลอบ “ลำบากเจ้าแล้ว รอแยกบ้านเมื่อไหร่ ข้าจะตั้งใจทำงานหาเงิน ตัดเสื้อผ้าใหม่ให้พวกเจ้าสามแม่ลูก”
เมื่อได้ยินอวิ๋นโส่วเย่าพูดถึงเรื่องแยกบ้าน เฉาซื่อก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที แต่พอนึกถึงสถานการณ์ในบ้านและท่าทางของเถาซื่อ หัวใจของนางก็พลันจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง
“ท่านพ่อท่านแม่คงไม่ยอม วันนี้บ้านพี่ใหญ่คุกเข่าอ้อนวอนท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านก็ไม่ยอม สุดท้ายท่านพ่อยังเป็นลมไปเลย”
พอผู้เฒ่าอวิ๋นเป็นลมไปเช่นนั้น อวิ๋นโส่วกวงก็ไม่กล้าพูดเรื่องแยกบ้านอีก
“เจ้าวางใจเถิด พี่รองคงไม่ปล่อยให้พี่ใหญ่ใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปหรอก ตอนที่พี่รองยังไม่กลับมา อาจจะยังแยกบ้านไม่ได้แต่ในเมื่อพี่รองกลับมาแล้ว การแยกบ้านก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น! ตราบใดที่พวกเราติดตามพี่รอง ในอนาคตพวกเราจะต้องมีชีวิตที่ดีแน่นอน”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อวิ๋นโส่วเย่าก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “เจียวเอ๋อร์เป็นคุณหนูที่เติบโตในเมืองหลวง ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี กิริยามารยาทงดงามเหมาะสม ส่วนเหลียนเอ๋อร์กับหลานเอ๋อร์ หากพวกนางสนิทสนมกับเจียวเอ๋อร์ เรียนรู้อะไรจากเจียวเอ๋อร์บ้าง อนาคตเรื่องการแต่งงานของพวกนางคงง่ายขึ้น”
เฉาซื่อ “ข้าเข้าใจแล้ว เหลียนเอ๋อร์ขี้อาย ส่วนหลานเอ๋อร์ข้าไม่ต้องเป็นห่วง เพียงแต่ครอบครัวของพวกเรา ไม่ว่าใครก็ไม่มีเวลาว่าง…”
สองสามีภรรยาจมดิ่งลงสู่ความเงียบงัน ส่วนทางฝั่งอวิ๋นโส่วจู่ ลูกชายคนที่สี่ของบ้านตระกูลอวิ๋นกับหลิ่วซื่อ ภรรยาของเขาก็ยังไม่หลับ ทั้งสองคนนั่งคุยกันบนเตียงอุ่น
อวิ๋นโส่วจู่พูดด้วยความโกรธแค้น “บ้านพี่รองน่ารังเกียจจริงๆ ! ไม่เพียงแต่ไม่ชดใช้เงินให้ข้า ยังหาว่าข้าไปเที่ยวหอวั่นฮวาอีก!”
หลิ่วซื่อพูดอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าอย่ามาโกหกข้า เป็นเพราะเจ้าเอาเงินไปใช้จ่ายที่หอนางโลมจนหมดต่างหาก! ไอ้คนหน้าไม่อาย! ตั้งหกสิบตำลึงเงินเชียวนะ!”
อวิ๋นโส่วจู่ “ต่อให้ข้าไม่ใช้ มันก็ไม่ตกมาถึงมือเจ้าอยู่ดี เงินพวกนั้นท่านแม่เก็บไว้ให้ไอ้น้องห้า ข้าแค่โกรธเลยเอาไปผลาญเล่น!”
หลิ่วซื่อ “เจ้านี่ยังกล้าพูดอีกนะ! หลอกลวงข้าชัดๆ!”
อวิ๋นโส่วจู่ “ก็เพราะไม่อยากให้น้องห้าได้เงินพวกนั้นไปมิใช่หรือ? ข้าเลยจะรีดไถ่เอาเงินจากลูกๆ บ้านพี่รองมาเก็บไว้ให้เจ้าสักร้อยสองร้อยตำลึงนี่ไง ใครจะไปคิดว่าครอบครัวนั้นจะใจร้ายขนาดนี้!”
หลิ่วซื่อเองก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน เมื่อได้ยินดังนั้น นางก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “เมื่อก่อนไม่ใช่เคยบอกว่าปีที่เกิดภัยอดอยาก พี่รองขายตัวเองไปเป็นทาสหรอกหรือ? เหตุใดเขาถึงกลับมาได้? แถมยังมีเงินมากมายขนาดนั้น? เขาจะเป็นทาสที่หนีมาหรือเปล่า?”
เชิงอรรถ
[1] เสื้อคลุมกันหนาวตัวน้อย (小棉袄) เป็นคำเปรียบเปรยที่มักใช้กล่าวถึงลูกสาว ซึ่งเปรียบเสมือนเสื้อผ้าหรือผ้านวมที่ช่วยให้ความอบอุ่นแก่พ่อแม่