ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 34 พี่รองไว้ชีวิตข้าด้วย
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 34 พี่รองไว้ชีวิตข้าด้วย
หลิ่วซื่อถือมีดทำครัววิ่งไล่ตามมา ส่วนอวิ๋นฉี่รุ่ยยืนร้องไห้จ้าอยู่ที่หน้าประตูบ้านสี่อย่างโง่งม “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก?” ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนตัวสั่น บ้านช่องไม่เคยสงบสุขเลยสักวัน!
“หลิ่วซื่อ! วางมีดลงเดี๋ยวนี้!” ผู้เฒ่าอวิ๋นตวาดลั่น หลิ่วซื่อตกใจจนมือสั่น มีดทำครัวหลุดจากมือหล่นลงพื้นดัง ‘เคร้ง’
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะเจ้าคะ ไอ้สารเลวนั่นไม่เคยเห็นหัวข้ากับลูกเลย!” หลังมีดหล่นลงพื้น หลิ่วซื่อก็เริ่มร้องคร่ำครวญ
“ร้องหน้าหลุมศพหรือยังไง ยังไม่รีบหุบปากอีก!” เถาซื่อด่าอย่างเกรี้ยวกราด
หลิ่วซื่อรีบกลั้นน้ำตา ยืนสะอื้นอยู่กับที่ นางเหลือบมองอวิ๋นเหมยเอ๋อร์เป็นระยะ แต่อวิ๋นเหมยเอ๋อร์กลับทำเป็นไม่เห็น
ฮึ! พี่สี่ขายรถม้าไปแล้ว แต่กลับเอาเงินทั้งหมดไปเที่ยวหอนางโลม! จะต้องรู้ไว้ว่าในนั้นมีส่วนของนางด้วย! ท่านแม่สัญญากับนางแล้วว่าพอได้เงินแล้วจะซื้อเครื่องประดับใหม่ให้สองชิ้น และตัดชุดใหม่ให้นางสองชุด ตอนนี้รู้จักมาขอความช่วยเหลือจากนางแล้วหรือ? ไม่มีทาง!
ตอนที่ผู้เฒ่าอวิ๋นแสร้งทำเป็นลม เขาได้ยินอวิ๋นโส่วจงพูดประโยคนั้น ในใจก็รู้สึกขมขื่น เจ้าสี่คนนี้ถูกเถาซื่อตามใจจนเสียคน ตอนนี้ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจริงๆ จึงด่าว่า “ไอ้ชาติชั่ว! เจ้ากล้าทำเรื่องเช่นนี้ ภรรยาเจ้าจะฆ่าเจ้าก็สมควรแล้ว!”
“ท่านพ่อ… มันไม่ใช่อย่างนั้น ข้าไม่ได้ไปเที่ยวหอนางโลม เงินที่ได้จากการขายรถม้าถูกคนอื่นปล้นไปแล้ว ข้ากลัวท่านแม่โกรธจึงไม่กล้ากลับบ้าน หลายวันมานี้ข้าหลบซ่อนอยู่ข้างนอก หิวก็ไปขอทาน เหนื่อยก็ไปนอนในวัดร้าง! ท่านพ่อ… ลูกของท่านลำบากมาก! แต่วันนี้ข้าถูกม้าชนที่ในเมือง คนขับรถม้าไม่เพียงไม่ยอมชดใช้ ยังจะทำร้ายข้าอีกด้วย ต่อมาข้าเห็นลูกๆ ทั้งสามคนของน้องรองลงมาจากรถม้า จึงรีบไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขา แต่ใครจะไปคิดว่า พวกเขากลับบอกว่าน้องรองไปแจ้งความที่ศาลาว่าการของอำเภอแล้ว ตอนนี้เจ้าหน้าที่ทางการกำลังตามจับข้าอยู่! ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากถูกเนรเทศ หากถูกเนรเทศ ข้าต้องตายระหว่างทางเป็นแน่!”
อวิ๋นโส่วจู่พูดไปร้องไห้ไป ดูน่าสงสารยิ่งนัก สามพี่น้องอวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก ท่านอาสี่โยนความผิดให้คนอื่นได้คล่องแคล่วจริงๆ
“พี่สาม พี่สี่ น้องเจียวเอ๋อร์ ท่านอาสี่โกหก!” อวิ๋นหลานเอ๋อร์พูดอย่างหนักแน่นด้วยแววตาที่เชื่อมั่นในตัวพวกเขา
อวิ๋นฉี่ซานพยักหน้า “เขาพูดโกหกอยู่แล้ว ตอนเที่ยงที่ในอำเภอ เขาถูกคนอื่นไล่ตะเพิดออกมาเหมือนหมาตกน้ำ จากนั้นก็แสร้งทำเป็นบาดเจ็บเพื่อขูดรีดเงินจากสารถีที่พวกเราจ้างมา”
อวิ๋นเจียวรู้สึกว่า อวิ๋นหลานเอ๋อร์นอกจากจะสกปรกไปหน่อย นิสัยโดยรวมก็นับว่าไม่เลว เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเจียวมองอวิ๋นหลานเอ๋อร์ด้วยสายตาที่อ่อนโยน อวิ๋นฉี่เยว่จึงเอ่ยกับอวิ๋นหลานเอ๋อร์อย่างไม่เกรงใจว่า “น้องหลานเอ๋อร์ หากต่อไปเจ้าทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดแล้ว ก็สามารถมาหาเจียวเอ๋อร์ที่บ้านได้ทุกเมื่อ!”
พรุ่งนี้เขาต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว ส่วนฉี่ซานก็ต้องไปเรียนงานช่าง หากมีคนมาเล่นกับเจียวเอ๋อร์ก็คงดี ไม่เช่นนั้นเจียวเอ๋อร์คงเหงาแย่
อวิ๋นเจียวมองพี่ชายคนโตที่สง่างามดุจหยกของตนอย่างพูดไม่ออก กล่าวตรงๆ กับเด็กสาวเช่นนี้จะดีหรือ? ใครจะไปคิดว่าอวิ๋นหลานเอ๋อร์ไม่เพียงไม่โกรธ กลับพยักหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย “ตกลง! ต่อไปนี้ข้าจะอาบน้ำให้สะอาดก่อนแล้วค่อยไปหาเจียวเอ๋อร์!”
อวิ๋นฉี่เยว่ : … เข้าใจก็ดีแล้ว
อวิ๋นฉี่ซาน : … เด็กสาวคนนี้นิสัยใช้ได้ทีเดียว!
อวิ๋นเจียว : ฮือๆ ทำไมพูดเหมือนข้าจะจับเจ้าไปทำอะไรอย่างนั้นเลย อาบน้ำให้สะอาดก่อนมาหาข้า…
เด็กๆ ทั้งสี่คนต่างพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันอยู่นอกหน้าต่าง หลังเหตุการณ์นี้ อวิ๋นหลานเอ๋อร์ก็ถือว่าสามพี่น้องเป็นพวกเดียวกับตนแล้ว
ละครฉากใหญ่ในห้องยังคงดำเนินต่อไป เสียงตะโกนอันแหลมสูงของเถาซื่อดังออกมาไม่หยุด เสียงร้องไห้ราวกับจะขาดใจของอวิ๋นโส่วจู่ และเสียงไออย่างหนักของผู้เฒ่าอวิ๋น
“พอได้แล้ว! หุบปากกันให้หมด!” ผู้เฒ่าอวิ๋นเคาะกล้องยาสูบของตนอย่างแรง ‘ปึก!’ กล้องยาสูบหักเป็นสองท่อน ส่วนที่หักกระเด็นไปโดนหน้าผากของอวิ๋นโส่วจู่พอดี หน้าผากของเขาพลันมีเลือดไหลออกมา
ทันใดนั้นทั้งห้องก็เงียบสงัด เถาซื่อจ้องมองอวิ๋นโส่วจงด้วยสายตาอาฆาต ส่วนหลิ่วซื่อหน้าซีดเผือด ยืนเงียบกริบอยู่ข้างๆ พยายามทำให้ตัวเองดูกลมกลืนไปกับคนอื่น
เดิมทีอวิ๋นโส่วกวงก็เป็นคนพูดไม่เก่ง ส่วนอวิ๋นโส่วเย่าก็ไม่ได้เอ่ยปากอะไร ญาติผู้หญิงคนอื่นๆ ในบ้านก็ต่างกลัวในอำนาจของเถาซื่อจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง
ผู้เฒ่าอวิ๋นมองอวิ๋นโส่วจง ถอนหายใจแล้วเอ่ยถามว่า “เจ้ารอง เรื่องที่เจ้าสี่พูดเป็นความจริงหรือ?”
อวิ๋นโส่วจงมองเขาด้วยแววตาเย็นชา “ข้าบอกความจริงไปแล้ว หากท่านพ่อไม่เชื่อ ก็สามารถไปสอบถามที่ในอำเภอได้ คนที่เห็นเรื่องนี้มีไม่น้อย! อ้อ หากท่านพ่อไม่อยากไปไกลถึงอำเภอ งั้นจะไปถามผู้ใหญ่บ้านก็ได้ เรื่องราวทั้งหมด ผู้ใหญ่บ้านก็รู้!”
พอได้ยินว่าผู้ใหญ่บ้านก็รู้เรื่องนี้ ผู้เฒ่าอวิ๋นพลันรู้สึกไม่สบายใจ แต่ถึงอย่างนั้นอวิ๋นโส่วจงยังคงพูดเสริมอย่างเย็นชาว่า “ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าเขาจะไปพูดเรื่องนี้กับท่านลุงใหญ่ให้รู้เรื่อง”
“อะไรนะ?” ได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าอวิ๋นก็รู้สึกหน้ามืด ร่างกายโงนเงนเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่
ตอนนี้คนที่ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง แท้จริงแล้วคืออวิ๋นโส่วจู่ หากผู้ใหญ่บ้านไปบอกหัวหน้าตระกูล เช่นนั้นเขาก็แย่แน่! อีกอย่างผู้ใหญ่บ้านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
“พี่รอง ข้าผิดไปแล้ว พี่รอง ข้าไม่น่าหลงผิดจนพูดโกหกเลย แต่เงินถูกปล้นไปจริงๆ นะ!” ต่อให้เขาถูกตีตาย ก็ไม่มีทางยอมรับว่าเอาเงินไปใช้ที่หอนางโลม
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นโส่วจงไม่สนใจเขา เขาก็คุกเข่าลงตรงหน้าอวิ๋นโส่วจงทันที ความเร็วและการเปลี่ยนสีหน้าของเขานั้น ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก! จากนั้นเขาก็หันไปมองผู้เฒ่าอวิ๋นพลางร้องไห้ฟูมฟาย “ท่านพ่อ ช่วยข้าขอร้องน้องรองที รถม้าคันนั้นท่านแม่เป็นคนบอกให้ข้าขายเองนะ!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นเอ่ยขึ้น “เจ้ารอง เจ้าไม่ได้สัญญากับข้าแล้วหรือว่าจะไม่เอาเรื่องรถม้า อีกอย่างพวกเราตกลงกันแล้วว่าจะหักเงินค่ารถม้าจากเงินที่เจ้าให้ข้าทุกปีไม่ใช่หรือ?”
เถาซื่อได้ยินคำว่า ‘เงิน’ ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที ตะโกนเสียงแหลมว่า “เจ้านี่นะตาแก่ เจ้าพูดอะไร? หักจากเงินที่มันให้เจ้าทุกปีอะไรกัน?”
ตอนนั้นอวิ๋นโส่วจงสัญญากับนางต่อหน้าว่า จะให้เงินผู้เฒ่าอวิ๋นปีละสิบตำลึงเงิน หากหักเงินค่ารถม้าจากเงินก้อนนี้ เช่นนั้นก็หมายความว่าหกปีนี้อวิ๋นโส่วจงจะไม่ให้เงินพวกเขาแม้แต่อีแปะเดียวงั้นหรือ?
“ก็เงินค่ารถม้าไงเล่า รถม้าสองคันคิดเป็นราคาหกสิบตำลึงเงิน หกปีนี้เจ้ารองไม่ต้องให้เงินเลี้ยงดูข้าแล้ว”
“ไม่ได้! การเลี้ยงดูบุพการีเป็นหน้าที่ จะหักจากเงินก้อนนั้นได้ยังไง? เจ้ารอง เจ้ามันใจดำนัก เจ้าจงใจไม่ยอมให้เงินพวกเราใช่ไหม พรุ่งนี้ข้าจะไปบอกหัวหน้าตระกูล เงินก้อนนี้จะหักไม่ได้!”
อวิ๋นโส่วจงหัวเราะเยาะ “เช่นนั้นท่านหมายความว่าไม่ต้องหักเงิน ส่วนข้าก็ไปแจ้งความตามเดิมหรือ?”
เถาซื่อถูกอวิ๋นโส่วจงพูดต้อนจนไม่อาจโต้ตอบได้ อวิ๋นโส่วจู่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ “พี่รอง ไม่ได้นะ จะแจ้งความไม่ได้! ท่านพ่อ ช่วยพูดอะไรหน่อยสิ!”
เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ ในเมื่อผู้เฒ่าอวิ๋นฟื้นแล้ว เถาซื่อก็ฟื้นแล้ว เช่นนั้นครอบครัวของพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อ หากยังคงยุ่งเรื่องนี้ต่อไป คงคุยยืดเยื้อกันจนถึงเช้าแน่
ดังนั้นอวิ๋นเจียวจึงแกล้งหาวออกมา อวิ๋นฉี่เยว่เข้าใจทันที เขาปล่อยมืออวิ๋นเจียว เดินเข้าไปในห้องโถงแล้วคำนับผู้เฒ่าอวิ๋น ลุงใหญ่ และอาสามอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม จากนั้นก็เอ่ยกับอวิ๋นโส่วจงว่า “ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าต้องรีบไปเรียนที่สำนักศึกษาในตำบลขอรับ” เพียงประโยคเดียว น้ำเสียงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ แต่กลับแสดงออกถึงความห่างเหินเย็นชา
อวิ๋นโส่วจงจึงเอ่ยกับผู้เฒ่าอวินและคนอื่นๆ ว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ เวลานี้ก็ดึกแล้ว ข้าขอพาลูกๆ กลับบ้านก่อน เรื่องในบ้านของพวกท่านข้าจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว!”
อะไรนะ? บ้านของพวกท่าน? ผู้เฒ่าอวิ๋นแทบจะล้มทั้งยืนด้วยความโกรธ ส่วนอวิ๋นโส่วจู่ยังคงร่ำไห้อ้อนวอน แต่อวิ๋นโส่วจง ฟางซื่อและอวิ๋นฉี่เยว่กลับเดินออกไปราวกับไม่ได้ยิน
อวิ๋นโส่วจู่ร้อนรน รีบลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไล่ตามออกไป “พี่รอง ท่านไปไม่ได้นะ ท่านต้องไปถอนแจ้งความที่ศาลาว่าการ!”
ผู้เฒ่าอวิ๋น “กลับมาเดี๋ยวนี้ ไอ้ลูกไม่รักดี พี่รองของเจ้าไม่ได้ไปแจ้งความ!” เฮ้อ ปวดหัวจริงๆ เลี้ยงลูกแบบใดหนอ ถึงได้เป็นแบบนี้กันหมด!
ด้านอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวเดินออกจากบ้านตระกูลอวิ๋น ฟางซื่อจึงให้ฉี่ซานแอบไปเรียกฉี่ชิ่งออกมา