ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 62 มาเสียเที่ยว - ตอนที่ 63 แขกไม่ได้รับเชิญ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 62 มาเสียเที่ยว - ตอนที่ 63 แขกไม่ได้รับเชิญ
“ในเมื่ออยู่ต่อหน้าคนชัดเจน ข้าก็จะไม่พูดอ้อมค้อม สบู่ผลึกแก้วเป็นของดีโดยแท้ แต่หากบ้านของท่านทำเพียงเท่านี้ ปริมาณก็น้อยไปหน่อย ของดีเช่นนี้ หากไม่ขายให้ทั่วแคว้นต้าเยี่ย ก็ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
“ร้านฝูหรงเซวียนของเรามีโรงผลิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง หากพวกท่านยอมขายสูตรให้ร้านฝูหรงเซวียน เหล่าคุณหนูตระกูลร่ำรวยในแคว้นต้าเยี่ยก็จะมีโอกาสได้ใช้ของดีเช่นนี้ พวกท่านโปรดวางใจ หากยอมขายสูตร เรื่องราคาต่อรองกันได้เลย!”
คำพูดของอวิ๋นเหนียงไม่เพียงแต่จริงใจ ยังแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของร้านฝูหรงเซวียน อย่างแรกคือมีโรงผลิตกระจายอยู่ทั่วแคว้น สามารถผลิตสบู่ผลึกแก้วจำนวนมากได้ทันที อย่างที่สองคือเรื่องราคา ให้บ้านตระกูลอวิ๋นตั้งราคาได้ตามใจชอบ
เพียงแต่ทันทีที่นางพูดจบ อวิ๋นโส่วจงก็เอ่ยขึ้น “ขออภัยหลงจู๊ซุน เรื่องสูตรนั้นบุตรชายคนโตของข้าเป็นคนตัดสินใจ แต่ตอนนี้บุตรชายของข้ากำลังเตรียมตัวสอบ ช่วงนี้คงไม่มีเวลามาคุยเรื่องสูตรกับหลงจู๊ซุน”
“ขอให้หลงจู๊ซุนรอสักหน่อย รอให้บุตรชายของข้าสอบเสร็จแล้ว พวกเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกที ท่านโปรดวางใจ ก่อนจะหารือกับพวกท่าน พวกข้าจะไม่ไปติดต่อร้านอื่นอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น แม้ว่าอวิ๋นเหนียงจะรู้สึกผิดหวัง แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่จางลงเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ในใจกลับต้องมองครอบครัวนี้ใหม่ สามีภรรยาคู่นี้ช่างไว้ใจบุตรชายเสียจริง!
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ กลับปล่อยให้บุตรชายวัยสิบสามปีเป็นคนตัดสินใจ! ในเวลานี้ นางกลับลืมไปเสียสนิทว่าเจ้านายของนางก็อายุเพียงสิบสองปี!
“เช่นนั้นหรือคะ? ดูเหมือนว่าข้าจะมาผิดเวลาเสียแล้ว! แต่ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดี!”
“หวังว่าในยามที่คุณชายน้อยสอบผ่านบัณฑิตถงเซิง [1] เวลานั้นข้าก็คงจะได้รับข่าวดีเช่นกัน!” อวิ๋นเหนียงเป็นคนเด็ดขาด เมื่อเจ้าของบ้านเอ่ยปากว่าบุตรชายคนโตเป็นผู้ตัดสินใจ นางก็ไม่พูดอะไรให้มากความ จึงเตรียมตัวที่จะขอตัวกลับ
อวิ๋นโส่วจงรีบเอ่ยขึ้น “บังเอิญว่าบ่ายวันนี้ข้าตั้งใจจะไปหาหลงจู๊ซุนที่ในเมืองพอดี ในเมื่อหลงจู๊ซุนมาถึงที่นี่แล้ว ก็ช่วยนำของพวกนี้กลับไปด้วยเถิด”
อวิ๋นเหนียงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยถาม “อ้อ ของอะไรหรือเจ้าคะ?”
ฟางซื่อยิ้มๆ “สบู่ผลึกแก้วทั้งหมดแปดสิบก้อน เนื่องจากไม่ทราบว่าของพวกนี้จะขายดีหรือไม่ ดังนั้นเมื่อวานตอนที่เจียวเอ๋อร์กับพ่อของนางเข้าไปในอำเภอจึงนำไปเพียงยี่สิบก้อน”
เมื่อคืนอวิ๋นเจียวได้ซื้อสบู่ผลึกแก้วแปดสิบก้อนจากเถาเป่า และมอบให้อวิ๋นโส่วจง ขณะที่ฟางซื่อกำลังพูดอยู่นั้น อวิ๋นโส่วจงก็ยกหีบไม้ที่บรรจุสบู่ผลึกแก้วเข้ามา แล้วมอบให้กับคนรับใช้ของอวิ๋นเหนียง
อวิ๋นเหนียงพลันดีใจเป็นอย่างยิ่ง นางกำลังกังวลว่าของจะน้อยเกินไป ส่งไปเมืองหลวงก็ยังไม่พอนำไปมอบเป็นของกำนัลให้ผู้คนเลย นับประสาอะไรกับการวางขาย นางจึงรีบเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็ดีเลย บังเอิญว่าวันนี้ข้าเตรียมตั๋วเงินมาพอดี!” กล่าวจบก็สั่งให้บ่าวรับใช้ที่ติดตามมานำตั๋วเงินสี่พันตำลึงออกมาให้
จากนั้นก็เอ่ยต่อ “หากพวกท่านผลิตสบู่ผลึกแก้วชุดใหม่เสร็จแล้ว ก็ช่วยส่งคนไปที่ร้านฝูหรงเซวียนด้วย ยิ่งมากยิ่งดี! ทางร้านฝูหรงเซวียนไม่มีทางกดราคาสินค้าเพราะจำนวนมากเกินไปอย่างแน่นอน!”
อวิ๋นโส่วจงนับตั๋วเงินเสร็จ ก็เก็บเข้าอกเสื้อทันที เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะจ่ายเงินมัดจำค่าที่ดินสองร้อยหมู่ก่อน แต่เมื่ออวิ๋นเหนียงมาถึงที่นี่แล้ว เขาก็สามารถซื้อที่ดินผืนนั้นได้ทันที
ตอนที่อวิ๋นเหนียงกำลังจะขอตัวกลับ อวิ๋นเจียวที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาในห้องโถง พร้อมกันนั้นก็ให้ชุนเหมยนำเครื่องประทินผิวสิบขวด มามอบให้อวิ๋นเหนียง
อวิ๋นเหนียงดีใจจนเนื้อเต้น รีบมอบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงให้แก่อวิ๋นโส่วจง พร้อมกับเอ่ยด้วยความเสียดาย “เครื่องประทินผิวนี้เป็นของดีจริงๆ เสียดายที่มีน้อยเกินไป!”
อวิ๋นเจียวเอ่ยยิ้มๆ “ท่านโปรดวางใจ ตอนนี้แม้ว่าปริมาณเครื่องประทินผิวจะยังมีน้อย แต่อีกไม่นาน พวกเราก็จะปักหลักที่หมู่บ้านไหวซู่เรียบร้อยแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะผลิตได้เพิ่มขึ้นอีกมาก แล้วจะนำไปส่งให้หลงจู๊ซุนทีเดียวเลยเจ้าค่ะ”
ฟางซื่อเสริม “ใช่แล้ว ตอนนี้ที่บ้านเพิ่งจะจัดการอะไรต่อมิอะไรเรียบร้อย ยังวุ่นวายอยู่ จึงไม่มีเวลามาทำอะไรพวกนี้มากนัก”
ดวงตางามของอวิ๋นเหนียงเป็นประกาย นางเอ่ยขึ้น “ในเมื่อพวกเราค้าขายร่วมกันถึงสองครั้งแล้ว พี่หญิงไม่ต้องเกรงใจข้า หากมีเรื่องใดให้ข้าช่วยเหลือก็บอกได้เลยเจ้าค่ะ”
“ร้านฝูหรงเซวียนของพวกข้าเปิดทำการอยู่ในเขตอำเภอจิ่วจิ้นมานานหลายปี ไม่กล้าพูดว่ามีอิทธิพลมากมาย แต่ก็รู้จักคนมากมายหลายแวดวง ติดต่อเรื่องอะไรก็สะดวก”
“ข้าดูแล้ว บ้านของพี่หญิงหลังเล็กไปหน่อย คุณหนูกับคุณชายของบ้านท่านเดี๋ยวก็โตขึ้น คงไม่พออยู่แล้ว แถมคนรับใช้ก็มีน้อยไปหน่อย หากพี่หญิงไม่รังเกียจ ข้าสนิทกับนายหน้าและพ่อค้าคนกลางอยู่หลายคน…”
หากบ้านตระกูลอวิ๋นใหญ่ขึ้นกว่าเดิม คนรับใช้ในบ้านมากขึ้นอีกหน่อย เช่นนั้นคนที่ช่วยทำเครื่องประทินผิวก็มากขึ้น นางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสินค้าขาดตลาดแล้ว
อันที่จริงสูตรที่อวิ๋นเหนียงอยากได้มากที่สุดคือสูตรเครื่องประทินผิว เพียงแต่ในใจนางรู้ดีว่าบ้านตระกูลอวิ๋นคงไม่ยอมขายสูตรเครื่องประทินผิวให้นางง่ายๆ เป็นแน่ ดังนั้นนางจึงได้ยอมถอยมาซื้อสูตรสบู่ผลึกแก้วแทน
ฟางซื่อยิ้มและกล่าวว่า “ขอบคุณน้องหญิงที่เป็นห่วง แต่ข้าขอบอกตามตรง ที่บ้านพวกข้าซื้อที่ดินสำหรับปลูกสร้างบ้านไว้แล้ว ส่วนเรื่องคนรับใช้ รอให้พวกข้าสร้างบ้านเสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้ต่อให้ซื้อตัวคนรับใช้มาแต่ก็ยังไม่มีที่อยู่”
ฟางซื่อเองก็ไม่ใช่คนหัวโบราณ เมื่ออวิ๋นเหนียงเรียกนางว่าพี่หญิง นางก็เรียกอวิ๋นเหนียงว่าน้องหญิงเช่นกัน อย่างที่อวิ๋นเหนียงพูด พวกเขาทั้งสองฝ่ายทำการค้าร่วมกัน นางไม่อาจเพิกเฉยต่อไมตรีจิตของอีกฝ่ายที่หวังจะสร้างสัมพันธ์อันดีต่อกันได้
อวิ๋นเหนียงกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ หากที่บ้านพี่หญิงมีเรื่องใดให้ข้าช่วยเหลือ ก็ส่งคนมาบอกข้าที่ในอำเภอได้เลยนะเจ้าคะ จริงสิ อีกสองสามวันข้าจะแนะนำช่างฝีมือดีๆ ให้พี่หญิงสักสองสามคน ในนั้นมีสองคนเป็นถึงอาจารย์ที่ลาออกจากกรมโยธาเชียวนะเจ้าคะ”
ฟางซื่อตอบพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็ดีเลย ขอบคุณน้องหญิงที่เป็นห่วง”
หลังจากส่งอวิ๋นเหนียงกลับไปแล้ว อวิ๋นโส่วจงก็นำเงินค่าเครื่องประทินผิวหนึ่งพันตำลึงมาให้อวิ๋นเจียว อวิ๋นเจียวรับไว้เพียงแค่ตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึง ส่วนที่เหลือให้อวิ๋นโส่วจงเก็บไว้
“ท่านพ่อ ตอนนี้ที่บ้านมีเรื่องต้องใช้เงินเยอะ ท่านเก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ ต่อไปไม่ว่าได้เงินจากการขายสิ่งใด ท่านพ่อท่านแม่เก็บไว้นะเจ้าคะ ส่วนข้าขอแค่เงินเล็กๆ น้อยๆ ไว้ซื้อวัตถุดิบก็พอแล้ว ส่วนเงินพวกนั้นจะใช้อะไร ท่านพ่อท่านแม่ตัดสินใจเลยเจ้าค่ะ ข้ายังเด็ก ท่านพ่อท่านแม่ยังจะให้ข้าต้องมากังวลเรื่องเงินอีกหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นอวิ๋นเจียวทำหน้าตาทะเล้นกะพริบตาปริบๆ เช่นนั้น อวิ๋นโส่วจงกับฟางซื่อก็หัวเราะด้วยความเอ็นดู “ได้ๆ พ่อแม่จะไม่ให้เจ้าต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกแล้ว เงินพวกนี้พ่อแม่จะเก็บสะสมไว้ให้เจ้าเอง”
อวิ๋นเจียวแสร้งทำหน้าบูด “เก็บไว้ทำไมเจ้าคะ หาเงินมาก็เพื่อเอาไว้ใช้ ยิ่งไปกว่านั้น หรือว่าข้าไม่ใช่คนในครอบครัวหรือเจ้าคะ? ท่านพ่อท่านแม่ถึงต้องแยกเรื่องเงินทองกับข้าชัดเจนเพียงนี้”
อวิ๋นโส่วจงรีบพูด “ได้ๆ พ่อแม่เชื่อฟังเจียวเอ๋อร์ เงินพวกนี้ พอหาได้พ่อจะรีบเอาไปใช้จ่ายทันที!” อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้น จึงเผยรอยยิ้มออกมา
หลังจากคุยกันสักพัก อวิ๋นโส่วจงกับฟางซื่อก็พาอวิ๋นเจียวไปกินข้าวเช้า จากนั้นอวิ๋นโส่วจงก็รีบออกจากบ้านเพื่อไปหาผู้ใหญ่บ้านและไปที่บ้านเศรษฐีหวัง
เนื่องจากไม่ขาดแคลนเงิน การซื้อขายที่ดิน การทำสัญญา และการไปที่ศาลาว่าการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
ตอนที่อวิ๋นโส่วจงเดินทางผ่านตำบล เขาก็แวะไปที่คอกเลี้ยงวัว ซื้อวัวที่แข็งแรงๆ ที่สามารถไถนาได้สี่ตัว พร้อมกับเครื่องมือทำไร่อีกจำนวนหนึ่ง
ที่ดินสองร้อยหมู่ นอกจากแบ่งส่วนหนึ่งให้คนอื่นเช่าแล้ว อีกส่วนหนึ่งต้องจ้างคนมาปลูกอย่างแน่นอน ดังนั้นวัวและเครื่องมือทำไร่ที่มีอยู่ที่บ้านจึงไม่เพียงพอ
หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เรียบร้อยแล้ว อวิ๋นโส่วจงก็ไปตามพี่ใหญ่อวิ๋นโส่วกวงกับน้องสามอวิ๋นโส่วเย่า ให้ช่วยเขาขึ้นเขาไปตัดไม้ เพื่อรีบเร่งสร้างคอกวัวให้เสร็จ
เย็นวันนั้น หลังจากทำงานเสร็จ ทุกคนในครอบครัวเพิ่งจะนั่งลงและกำลังเตรียมจะกินข้าว ทางบ้านตระกูลอวิ๋นเก่าก็ส่งอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ให้มาหาที่นี่
เชิงอรรถ
[1] ถงเซิง (童生) เป็นตำแหน่งผู้สอบผ่านขั้นแรกของระบบการสอบคัดเลือกขุนนาง เพื่อเตรียมตัวเข้าสอบในระดับสูงขึ้นต่อไป
“แหม่ ได้กินกันเยอะเลยเชียว มิน่าล่ะ ถึงได้พากันโวยวายอยากจะแยกบ้านกันนัก ที่แท้ก็รังเกียจที่ในบ้านไม่มีอาหารดีๆ กิน ไม่เห็นหัวพ่อแม่ หันไปพึ่งพี่น้องแทน!”
“หมามันยังไม่รังเกียจรังตัวเอง จุ๊ๆ แต่บ้านตระกูลอวิ๋นเก่าของเรา กลับมิเป็นเช่นนั้น ” อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก้าวขาเข้ามาในห้องก็พูดจาประชดประชันทันที
อวิ๋นโส่วเย่าที่เพิ่งนั่งลง สีหน้าพลันเคร่งขรึม “เจ้าพูดบ้าบออะไร? พูดจาเหลวไหลในบ้านตัวเองยังไม่พอ ยังจะวิ่งมาพูดจาไร้มารยาทที่นี่อีก!”
อวิ๋นโส่วจงตบมืออวิ๋นโส่วเย่าเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม จากนั้นก็ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้ามาที่นี่ทำไม? มีธุระอะไรก็รีบพูดมา ไม่มีอะไรก็ไสหัวไป!”
สำหรับอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ อวิ๋นโส่วจงไม่แม้แต่จะรักษาน้ำใจ คนที่คอยแต่จะคิดร้ายกับลูกสาวของเขาอยู่ตลอดเวลา เขาอยากจะตบให้ตายคามือเสียด้วยซ้ำ
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ไม่คิดว่าพี่ชายแท้ๆ ของตนไม่เพียงแต่จะพูดจาตัดสัมพันธ์ แถมพี่รองคนใจดำยังไล่นางไปอีก ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำด้วยความโกรธ
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์เหลือบมองอวิ๋นฉี่เยว่ แล้วพูดด้วยความไม่เต็มใจอย่างที่สุด “ใครอยากมาบ้านพวกเจ้ากัน หากไม่ใช่ท่านพ่อเป็นห่วงพวกเจ้า แล้วเร่งให้ข้ามา ข้าก็ไม่มาหรอก!”
อวิ๋นโส่วจงวางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง “รีบพูดมา อย่าพูดไร้สาระให้มากความ!”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์สะดุ้งตกใจกับท่าทางเย็นชาของเขา แต่พอนึกถึงคำพูดของบิดา สีหน้าของนางก็กลับมาเป็นปกติ หึ! ตอนนี้เจ้ากล้าดุด่าข้า เดี๋ยวก็รอดูเถอะ พวกเจ้าจะต้องมาก้มหัวขอร้องอ้อนวอนข้าแน่!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็ยืดตัวตรง พูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “อีกไม่กี่วันสำนักศึกษาจะหยุดพักการเรียน เพื่อเตรียมตัวสอบแล้วมิใช่หรือ ท่านพ่อให้ข้ามาบอกว่า ตอนนั้นโส่วหลี่จะกลับมาทบทวนบทเรียนที่บ้าน อวิ๋นฉี่เยว่สามารถไปขอคำชี้แนะจากโส่วหลี่ได้หนึ่งชั่วโมงยาม”
“หนึ่งชั่วยามเท่านั้นนะ มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะโส่วหลี่ต้องเตรียมตัวสอบ การสอบครั้งนี้เขาต้องสอบเป็นบัณฑิตซิ่วไฉได้แน่! แต่พวกเจ้ากลับขับไล่ข้า ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อว่าพวกเจ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ!”
พูดจบอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็เดินไปหาม้านั่งตัวหนึ่งก่อนจะนั่งลงเอง ทำท่าทางเหมือน ‘แล้วข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทำตัวอย่างไร’
“แต่หากพวกเจ้าทำดีกับข้าสักหน่อย ข้าก็อาจจะไปช่วยพูดกับท่านพ่อท่านแม่แทนอวิ๋นฉี่เยว่ได้ ถึงตอนนั้นก็ให้โส่วหลี่ชี้แนะเขาให้มากขึ้นหน่อย” สิ้นคำพูดของนาง ทุกคนในห้องต่างก็รู้สึกกระอักกระอ่วน โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ ของนางอย่างอวิ๋นโส่วเย่า
อวิ๋นโส่วเย่ามองอวิ๋นโส่วจงด้วยแววตาไม่สบายใจ แต่กลับพบว่าอวิ๋นโส่วจงไม่ได้โกรธ เพียงยิ้มๆ แล้วถามว่า “โอ้ แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าดีกับเจ้าหรือ?”
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์เห็นเขาถามเช่นนี้ ก็ยิ้มเยาะในใจ ‘ดูสิ! เพื่อลูกชายสุดที่รัก ยังไงก็ต้องยอมก้มหัวให้ข้า’
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์กลอกตา ก่อนจะเอ่ยวาจาถากถาง “ดูสิ บนโต๊ะไม่มีแม้แต่ตะเกียบให้ข้า ยังอยากให้ข้าไปพูดดีๆ ให้พวกเจ้าอีกหรือ เฮอะ…”
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยยิ้มๆ “ของพวกนี้เจ้ากินได้เสียที่ไหน ข้าให้คนไปเตรียมอาหารเลี้ยงโต๊ะหนึ่งให้เจ้าโดยเฉพาะดีหรือไม่?”
เทียบกับอวิ๋นโส่วกวงกับอวิ๋นโส่วเย่าที่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างยิ่ง อวิ๋นเจียวกับพี่ชายทั้งสองกลับสงบนิ่ง พวกเขาต่างคนต่างมองตากัน รับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
พี่ใหญ่ของบ้านนางอยู่ระดับไหนแล้วเล่า เรียนอยู่ชั้นหนึ่งในสำนักศึกษา ยังต้องให้อวิ๋นโส่วหลี่ที่เรียนอยู่ชั้นสองมาชี้แนะงั้นหรือ?
ช่างน่าขันเสียจริง! ไม่คิดเลยว่าท่านพ่อของนางจะมีมุมร้ายกาจเช่นนี้ อวิ๋นเจียวตัดสินใจไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ตั้งใจดูละครฉากนี้เงียบๆ
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกาย รีบพูดว่า “ไม่ต้องถึงขั้นเตรียมอาหารเลี้ยงหรอก ให้ข้ายี่สิบตำลึงเงิน กับผ้าต่วนสีสันสดใสสักสี่พับก็พอ”
‘โอ้โห ยังกล้าเรียกร้องอีก!’ อวิ๋นฉี่เยว่ปรายตามองอย่างเย็นชา สายตาแวบผ่านอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าจะฝัน ก็กลับไปนอนฝันบนเตียงที่บ้านเสียเถิด!”
‘ฮึ…’ อวิ๋นเจียวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ฝีปากของพี่ใหญ่นี่ช่างเฉียบคมยิ่งนัก!
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ยืนงงอยู่นาน ไม่ทันเข้าใจว่าอวิ๋นฉี่เยว่หมายความว่าอย่างไร อวิ๋นฉี่ซานจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยาม “หรือว่าหัวสมองของท่านมีไว้คั่นหูเท่านั้นหรือ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไร? พี่ใหญ่ของข้าหมายความว่าประตูบ้านเปิดอยู่ เชิญท่านรีบไสหัวไปได้แล้ว!”
ญาติผู้ใหญ่ที่ไหนกัน นางมันน่ารังเกียจ! อวิ๋นฉี่ซานไม่คิดจะสุภาพกับนางแล้ว! พอนึกถึงเรื่องที่นางเคยทำกับเจียวเอ๋อร์ เขาก็โกรธจนแทบคลั่ง
เมื่ออวิ๋นฉี่ซานพูดจบ อวิ๋นฉี่ชิ่งและคนอื่นๆ ต่างก็มองเขาและอวิ๋นฉี่เยว่ด้วยแววตาชื่นชม ด่าได้สะใจมาก! อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ผู้นั้นไม่ใช่คนดี ชอบรังแกพ่อแม่ของพวกเขา
แน่นอนว่าก็รังแกพวกเขาด้วย เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่ของพวกเขาเป็นคนรับไว้ ตอนนี้เห็นอวิ๋นเหมยเอ๋อร์เสียหน้าที่บ้านอาสอง พวกเขาจึงรู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์โกรธจนตัวสั่น นางลุกขึ้นยืนพรวดพราด น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา คนบ้านนี้ คนนั้นก็ไล่นาง คนนี้ก็ไล่นาง ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!
“พวกเจ้า… พวกเจ้า… พวกเจ้าต้องเสียใจแน่! รอให้โส่วหลี่สอบได้เป็นขุนนาง ต่อให้พวกเจ้าคุกเข่าขอร้อง ท่านแม่ก็ไม่มีทางให้พวกเจ้าเหยียบเข้ามาในบ้านตระกูลอวิ๋นเก่าอีก!”
“แล้วก็เจ้า! อย่าหวังว่าจะให้โส่วหลี่ชี้แนะเจ้าแม้แต่น้อย เจ้าคิดว่าตำแหน่งขุนนางนั้นได้มาง่ายๆ หรือไง? ฝันไปเถอะ!”
“โส่วหลี่ของพวกข้าคือเทพเหวินฉวี่ซิงจุติมาเกิด ในอนาคตต้องได้เป็นจอหงวน เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พวกเจ้า… พวกเจ้ารอเสียใจกันได้เลย ถึงตอนนั้น ข้าจะไม่แม้แต่ชายตามองพวกเจ้า!”
อวิ๋นฉี่ซานเป็นคนปากร้ายไม่ยอมใคร จึงสวนกลับทันที “พูดเหมือนกับว่าตอนนี้ท่านมองพวกเราอยู่ในสายตาอย่างนั้นแหละ เกิดมาก็มีใจคดคิดไม่ซื่อ รู้ตัวเองก็พอแล้ว มิต้องป่าวประกาศให้ผู้อื่นเขารู้กันจนหมด!”
เมื่อเขาพูดจบ อวิ๋นเจียวก็แอบยกนิ้วโป้งให้เขาอย่างชื่นชม พออวิ๋นฉี่ซานเห็น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งปรากฏชัดเจน อวิ๋นเหมยเอ๋อร์โกรธจนร้องไห้วิ่งออกไปพลางสาปแช่งว่า สักวันพวกเขาจะต้องไม่มีที่ให้ร้องไห้เสียใจ
หลังจากที่อวิ๋นเหมยเอ๋อร์วิ่งออกจากห้องโถงไปแล้ว นางก็ยังไม่ยอมแพ้ มองซ้ายทีขวาที พอเห็นว่าในห้องของอวิ๋นเจียวไม่มีใครอยู่ ก็รีบวิ่งไปที่ห้องของอวิ๋นเจียวอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันจะเข้าไปในห้อง สายตาของนางก็สะดุดกับเสื้อผ้าชุดหนึ่งและผ้าอีกหลายพับที่วางอยู่บนเตียงในห้องชั้นนอก ดวงตาก็เป็นประกาย ‘ช่างเป็นชุดที่งดงามอะไรเช่นนี้! หากได้สวมอยู่บนร่างของนางล่ะก็…’
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์รีบคว้าชุดและผ้าผืนนั้น แต่ทันทีที่หยิบขึ้นมา ข้อเท้าก็พลันรู้สึกเจ็บแสนสาหัส
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์พลันร้องเสียงหลง เมื่อก้มลงมองก็เห็นสุนัขสีขาวตัวนั้นที่เคยกัดมารดาของนาง มันกำลังจ้องมองนางด้วยแววตาดุร้าย ปากก็กัดข้อเท้านางแน่น ไม่ว่าอวิ๋นเหมยเอ๋อร์จะเตะมันอย่างไร ก็ไม่สามารถสลัดลูกสุนัขสีขาวนั่นออกไปได้ กลับทำให้มันกัดแน่นขึ้น
เมื่อมีเสียงดังโวยวายขึ้น ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงรีบวิ่งออกมาดู ก็เห็นอวิ๋นเหมยเอ๋อร์อยู่ในห้องของอวิ๋นเจียว กำลังร้องไห้โฮ ในมือกำชุดที่อวิ๋นเจียวเอาไว้เป็นตัวอย่างให้อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์อยู่
อวิ๋นโส่วเย่าเห็นดังนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ นี่นางเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเขาหรือ! ไยถึงได้ใจแคบเช่นนี้! โชคดีที่บ้านเขาแยกออกมาอยู่เองแล้ว มิเช่นนั้นมีอาหญิงแบบนี้ คงไม่มีใครอยากแต่งงานกับเหลียนเอ๋อร์และหลานเอ๋อร์เป็นแน่
“อวิ๋นเหมยเอ๋อร์! ปล่อยชุดนั่นเดี๋ยวนี้!” อวิ๋นโส่วเย่าตะโกนเสียงดัง เห็นได้ชัดว่าบ้านของพี่รองไม่เหมือนบ้านของพี่ใหญ่ ที่อ่อนแอรังแกได้ง่าย ชอบปล่อยให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องเล็กยิ่งกว่า
หากนางไม่ยอมปล่อยเสื้อผ้า คนบ้านพี่รองคงไม่มีใครยอมช่วยไล่หมาให้นางแน่ อวิ๋นเหมยเอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงยอมปล่อยชุดลงบนเตียงอย่างไม่เต็มใจ ทันทีที่นางปล่อยชุดออก เจ้าหมาตัวน้อยก็ปล่อยปากโดยไม่ต้องให้ใครออกคำสั่ง
มันส่ายหัวส่ายหางไปมาเหมือนอ้อนขอรางวัล จากนั้นก็เดินไปคลอเคลียขาอวิ๋นเจียว แล้วก็เงยหน้าขึ้นดวงตากลมโตเป็นประกายของมันมองอวิ๋นเจียวอย่างออดอ้อน
อวิ๋นเจียวเห็นท่าทางซื่อๆ ของมันก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ชุนเหมยรีบวิ่งไปที่ห้องครัว นำกระดูกชิ้นโตที่ติดเนื้อมาให้ อวิ๋นเจียวนำกระดูกชิ้นนั้นไปวางไว้บนพื้น เพื่อเป็นรางวัลให้กับเจ้าหมาตัวน้อยต่อหน้าต่อตาอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ ทำให้อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ โกรธจนแทบสลบ