ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 135 คุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ
บทที่ 135 คุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ
“บอกว่าเป็นแรงบันดาลใจ เห็นได้ชัดว่าเป็นการลอกเลียนแบบเสียมากกว่า” เสิ่นรั่วหนิงพึมพำเบา ๆ ลี่หรงพลันดึงชายเสื้อของเธอ
เสิ่นรั่วหนิงได้แต่เบ้ปาก แล้วไม่พูดอะไรต่อ
ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เธอพูดเมื่อครู่นี้ นอกเสียจากลี่หรง
สวี่จิ้งลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ก่อนจะทำเสียงดังโครมคราม ด้วยการดึงกะละมังออกมาจากใต้เตียง และจงใจชนอู๋เยี่ยนหงขณะเดินออกไป
“นี่! เดินไม่ดูทางเลยเหรอ?” อู๋เยี่ยนหงถามด้วยสีหน้าหงุดหงิด
ในมุมมองของสวี่จิ้ง อู๋เยี่ยนหงถือเป็นคนที่เพิ่งจะเข้ามาแทนที่เธอ เพราะอันดับในรอบแรกของเธอนั้นอยู่สูงกว่า ซึ่งหมายความว่าแผนที่เธอเขียนนั้นต้องดีกว่าแผนของอู๋เยี่ยนหง
ต่อมาเธอเป็นคนแรกที่เลียนแบบการนำเสนอของลี่หรง แล้วอู๋เยี่ยนหงก็จงใจพูดเช่นนั้น เมื่อกลับมาถึงหอพัก แน่นอนว่าสวี่จิ้งต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน
กลางเดือนธันวาคม อากาศในเมืองหลวงหนาวมากแล้ว
ลี่หรงกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมบทพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งบทพูดนี้ค่อนข้างง่าย เธอเพียงต้องแปลบทพูดภาษาจีน ให้เป็นบทพูดภาษาอังกฤษแบบประโยคต่อประโยคเท่านั้น
หากแต่สิ่งที่ยากคือการท่องจำ โชคดีที่ลี่หรงพูดภาษาอังกฤษได้คล่องอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นแต่อย่างใด
และนอกจากเสิ่นรั่วหนิงที่เคยอาศัยอยู่ต่างประเทศ สำหรับนักศึกษาคนอื่น ๆ แล้ว ต้องใช้เวลาอย่างมากในการท่องจำ
ลี่หรงไม่มีนิสัยชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ดังนั้น เธอจึงรีบแปลบทพูดให้เป็นภาษาอังกฤษ แล้วเตรียมส่งไปให้คณะกรรมการ ที่ต้องการตรวจสอบบทพูดก่อน
เมื่อบทพูดภาษาอังกฤษเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลาเดียวกันกับช่วงใกล้สิ้นสุดภาคเรียนแล้วเช่นกัน อาจารย์ที่ยังสอนเนื้อหาในรายวิชาของตนเองไม่จบ จึงเริ่มเร่งการสอนให้เร็วขึ้น ส่วนอาจารย์ที่ใกล้จะสอนจบแล้ว ก็สรุปประเด็นสำคัญ และเหลือเวลาให้นักศึกษากลับไปทบทวน
ลี่หรงมีอีกสองวิชาที่ต้องเข้าเรียน และอีกสามวิชาที่เพิ่งจบหลักสูตรไป ช่วงนี้เธอจึงยุ่งอยู่กับการทบทวนบทเรียน
ชั้นเรียนของอาจารย์หยวนจบลงแล้ว เขาจึงใช้เวลาไปมหาวิทยาลัยน้อยลง เมื่อร้านขายผลไม้เปิดตอนเช้า เขาก็จะลงไปนั่งดื่มชาชั้นล่างในร้าน แล้วเล่นกับเด็กน้อย
อาจารย์หยวนชอบอันอันมาก เขามักจะบอกว่าเด็กน้อยฉลาดกว่าเด็กทั่วไป และยังชื่นชมว่าลี่หรงสามารถสอนลูกได้ดีอีกด้วย
ด้วยความที่ลี่หรงได้เจอเขาบ่อยขึ้น ความประหม่าของเธอในฐานะนักศึกษาพบอาจารย์จึงค่อย ๆ หายไปแล้ว
อาจารย์หยวนถามลี่หรง “คุณเขียนบทพูดภาษาอังกฤษเสร็จแล้วหรือยัง?”
“เขียนเสร็จแล้วค่ะ” ลี่หรงกะพริบตา “แปลตามบทพูดต้นฉบับภาษาจีนครั้งก่อน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใช่ไหมคะ?”
“ไม่มีหรอก” อาจารย์หยวนจิบชาอย่างสบาย ๆ แล้วพูดว่า “ถ้าไม่ว่าอะไรก็เอามาให้ผมดูหน่อยสิ จะได้ช่วยดูให้ว่านักการทูตที่มาเป็นกรรมการ จะถามคำถามอะไรบ้าง”
“อาจารย์อ่านภาษาอังกฤษได้เหรอคะ?” ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“แปลกมากเลยเหรอ?” อาจารย์หยวนเหลือบมองลี่หรง “นึกถึงตอนที่ผมเคยไปเรียนต่างประเทศ… ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงเลย ยังไงก็เอามาให้ผมดูก่อนแล้วกัน”
“ได้ค่ะ จะเอามาให้พรุ่งนี้นะคะ”
“เถ้าแก่ครับ ส้มโอนี้หวานไหม?”
ลี่หรงตอบว่าหวานกลับไป แล้วหยิบส้มโอที่ปอกไว้แล้วหนึ่งชิ้นบนโต๊ะไปให้ลูกค้า “ลองชิมดูก่อนสิคะ”
ลูกค้าชิมแล้วพยักหน้า “หวานกำลังดีเลยครับ ไม่แห้งเกินไปด้วย งั้นผมขอส้มโอสองลูก แล้วก็เอาส้มเพิ่มอีกสองจินด้วยครับ”
หลังจากชั่งน้ำหนักผลไม้แล้ว ลี่หรงหันกลับมาอีกที จนเกือบจะเหยียบเด็กน้อยที่เดินมาเงียบ ๆ เธอยื่นมือออกไปลูบท้ายทอยอันอัน “เอ๊ะ! ลูกกำลังจะเล่นซ่อนหากับแม่อยู่เหรอจ๊ะ?”
อันอันหัวเราะเสียงใส “แม่ครับ อันอันอยากกินผลไม้”
“มีส้มโออยู่บนโต๊ะจ้ะ”
“อันอันอยากกินองุ่นครับ”
ผ่านหน้าองุ่นมานานแล้ว ตอนนี้จึงหาซื้อได้ยาก แต่จ้าวชิงซงรู้ดีว่าลูกชายของเขาชอบกินองุ่น ไม่ว่าราคาจะแพงแค่ไหน เขาก็จะซื้อมาใส่ไว้ในตู้เย็นให้เสมอ
เหลือองุ่นอยู่ไม่มากแล้ว ลี่หรงจึงนำมันออกมาจากตู้เย็น และคิดจะนำไปล้างให้ลูกกิน
ลูกค้าที่เพิ่งซื้อส้มโอยังไม่เดินออกไป เมื่อเขาเห็นองุ่นจึงถามว่า “พวกคุณยังมีองุ่นเก็บไว้อยู่เหรอครับ? แบ่งให้ผมด้วยได้ไหมครับ”
ลี่หรงหยิบองุ่นทั้งหมดที่มีออกมา โดยไม่มีเหลือเก็บไว้ในร้านแล้ว
เธอรู้สึกลำบากใจที่จะบอกลูกค้า
ชายคนนั้นเลยถามลี่หรงอีกครั้ง “พรุ่งนี้ของจะมาอีกไหมครับ?”
“ขึ้นอยู่กับสถานการณ์น่ะค่ะ แต่ก็มีไม่มากแล้ว ถ้าเกิดคุณอยากได้ สามารถสั่งล่วงหน้าไว้ก่อน แล้วฉันจะบอกให้เถ้าแก่เก็บไว้ให้คุณเองค่ะ”
“อยากได้ครับ เอามากเท่าที่มีเลยครับ” ลูกค้ายิ้ม “บอกตามตรงว่าผมเองก็ขายผลไม้เหมือนกันครับ ช่วงนี้ผมมาทำธุระที่บ้าน เลยไม่ได้เปิดแผงขายของเลย แถมวันนี้ต้องไปเยี่ยมญาติอีก เลยต้องออกมาซื้อผลไม้นี่แหละครับ”
ลี่หรงยิ้ม “เป็นเพื่อนร่วมอาชีพกันนี่เอง”
เขามองร้านขายผลไม้ แล้วถอนหายใจก่อนพูด “ผมก็ตั้งแผงขายของเหมือนกัน ธุรกิจนี้มีการแข่งขันสูง ทำได้ยากอยู่สักหน่อย แล้วของคุณเช่าร้านหรือว่าเป็นเจ้าของเองเหรอครับ?”
“เช่าค่ะ”
“เครียดมากไหมครับ?”
“โชคดีที่ธุรกิจยังดีอยู่ค่ะ”
“ผมเห็นว่าผลไม้ในร้านของคุณมีหลายชนิด ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวมากแล้ว พวกคุณไปติดต่อกับคนค้าส่งรายไหนเหรอครับ?”
“เถ้าแก่เป็นพ่อค้าส่งอยู่แล้วน่ะค่ะ ส่วนร้านขายผลไม้นี้ก็เปิดเพื่อฆ่าเวลาเฉย ๆ ค่ะ”
ลูกค้าคนนี้ทำธุรกิจผลไม้เช่นกัน เขาสามารถประเมินคุณภาพของผลไม้ในร้านคร่าว ๆ ได้ทันที เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็เริ่มสนใจ “ตอนนี้เถ้าแก่ของคุณอยู่ไหนเหรอครับ?”
“กำลังหลับอยู่ค่ะ” ลี่หรงตอบ “ถ้าคุณมีเรื่องอยากคุยด้วย อีกสักพักค่อยมา หรือไม่ก็มาช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ แต่เถ้าแก่จะไม่อยู่ในร้านช่วงเช้านะคะ”
อีกฝ่ายพับแขนเสื้อขึ้น “งั้นผมจะรออยู่ที่นี่สักพักก็ได้ครับ”
ลี่หรงเชิญอีกฝ่ายให้เข้าไปนั่งข้างใน แล้วรินชาร้อนให้เขา
อาจารย์หยวนรอให้ลี่หรงทำงานเสร็จก่อน แล้วถามว่า “ว่าแต่คุณทบทวนวิชาเศรษฐศาสตร์ไปถึงไหนแล้ว? มีอะไรที่ไม่เข้าใจบ้างไหม?”
วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่หยวนฮุยเหวินสอนในภาคเรียนนี้ ลี่หรงรู้สึกอายเล็กน้อย แต่ก็ตอบไปตามความเป็นจริง “ตอนนี้เพิ่งเริ่มทบทวน ก็เลยยังไม่มีปัญหาค่ะ”
ลูกค้าที่นั่งข้าง ๆ ได้ยินบทสนทนาระหว่างลี่หรงกับหยวนฮุยเหวิน จึงอดถามคำถามอีกสักสองสามข้อไม่ได้
ถ้าไม่ถามก็คงไม่รู้ การถามตอบนี้ ทำให้เขาตกใจมาก
เขาพูดด้วยความประหลาดใจ “ไม่คิดว่าในร้านผลไม้จะมีเจ้าของร้านขายส่ง กับอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวอยู่ด้วยนะครับเนี่ย”
หลังจากดื่มชาหมดแล้ว ลี่หรงก็รินชาใส่ถ้วยให้เขา
เมื่อจ้าวชิงซงตื่นแล้ว เขาก็เดินออกมาจากห้องเล็ก ๆ พร้อมสวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายติดกระดุม
เมื่ออันอันเห็นจ้าวชิงซงก็หยุดกินองุ่น ลุกจากโต๊ะแล้ววิ่งไปตะโกนเรียกว่า “พ่อ”
จ้าวชิงซงโน้มตัวไปอุ้มเขาขึ้นมา เด็กน้อยโอบรอบคอจ้าวชิงซง มือของเขาเย็นมากเพราะเพิ่งกินผลไม้มาเมื่อครู่นี้
จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว แล้วเอื้อมมือออกไปจับมือลูกน้อย “ทำไมมือลูกเย็นจัง?”
“กินองุ่นครับ”
“นี่คือเถ้าแก่เหรอครับ?” ลูกค้าที่มานั่งคอย เดาได้ว่าจ้าวชิงซงเป็นเถ้าแก่ จึงยืนขึ้นอย่างสุภาพ
“เอ๊ะ?”
ลูกค้าคนนั้นเริ่มแสดงความเห็นของตนทันที โดยไม่ต้องรอให้ลี่หรงแนะนำ
มันเป็นเรื่องของธุรกิจ
จ้าวชิงซงเข้าใจ
ลี่หรงเรียกอันอันให้ลงมาหาเธอ เพื่อให้จ้าวชิงซงพูดคุยหารือเรื่องธุรกิจกับลูกค้าได้สะดวก
แต่เด็กน้อยกอดจ้าวชิงซงไว้แน่น ลูกค้าจึงพูดหยอกว่า “รู้จักติดตามพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อจากนี้ไปคงได้รับอิทธิพลจากพ่อ จนได้ทำธุรกิจใหญ่โตในวันหน้าแน่ครับ”
ลี่หรงยิ้มแล้วพูดว่า “ยังเป็นเรื่องของอนาคตค่ะ”
ความจริงแล้ว ลี่หรงไม่ได้คาดหวังให้ลูกน้อยทำธุรกิจใหญ่โต ตราบใดที่เขาเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข เธอก็พึงพอใจแล้ว
………………………………………………………………………….
E1CQI7EY