ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 16 ลี่หรงเก็บผักป่าเลยถูกหลัวปิงเหน็บแนมว่าไม่มีเงิน
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 16 ลี่หรงเก็บผักป่าเลยถูกหลัวปิงเหน็บแนมว่าไม่มีเงิน
บทที่ 16 ลี่หรงเก็บผักป่าเลยถูกหลัวปิงเหน็บแนมว่าไม่มีเงิน
เพราะความว่าง ลี่หรงจึงตามหลานทั้งสองไปเก็บผักป่าในทุ่งกัน เมื่อก่อนเธอชอบกินเกี๊ยวผักจี้ไฉ่มาก น่าเสียดายที่ผักจี้ไฉ่เป็นผักป่าราคาแพง และหาซื้อได้ยากในยุคปัจจุบัน
แต่ที่ทุ่งแห่งนี้มีผักจี้ไฉ่ขึ้นเยอะมาก เธอจึงสามารถเก็บผักจี้ไฉ่ใบสดใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็ว จู่ ๆ ลี่หรงพลันรู้สึกราวกับว่าตัวเองรวยขึ้นมาเสียอย่างงั้น ก่อนกระตุกยิ้มมุมปาก
หลัวปิงที่เพิ่งเลิกงานผ่านมาทางนี้พอดี เห็นลี่หรงกับเด็กทั้งสองเก็บผักป่าเข้า เธอก็พลันมีความสุขขึ้นมา
ดูสิ แต่งงานกับชาวบ้านในชนบทก็ได้แต่กินผักป่าเท่านั้นแหละ
หลัวปิงเข้ามาพูดคุยกับคนในทุ่งอยู่ทุกวันเพื่อฟังเรื่องซุบซิบในหมู่บ้าน จึงได้รู้ว่าลี่หรงได้กินเนื้อทุกมื้อ ทุกครั้งที่ถึงเวลาอาหาร ลานของบ้านตระกูลจ้าวจะส่งกลิ่นหอมออกมา อย่าว่าแต่ชวนให้น้ำลายสอเลย แม้แต่เด็กน้อยไม่ประสีประสายังนำข้าวธัญพืชไปนั่งยอง ๆ อยู่ที่ประตูบ้านตระกูลจ้าว พลางดมกลิ่นหอมก่อนตักข้าวธัญพืชกิน
หลัวปิงแทบจะเป็นบ้าด้วยความอิจฉา ทำไมจ้าวชิงซงยังไม่เฉดหัวลี่หรงทิ้งไปอีกนะ? ซ้ำยังให้เธอกินเนื้ออีก! …ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง
ชาวบ้านต่างอิจฉาจ้าวชิงซงที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวเมือง เข้าใจว่าการแต่งงานกับลี่หรงแล้วจะทำให้ได้กินเนื้อเช่นนั้นทุกวัน
หลัวปิงกลับคิดว่าลี่หรงที่ไม่มีงานทำ คงทำได้เพียงอาศัยตั๋วเงินที่บ้านสกุลลี่ส่งมา และถ้ากินดื่มมือเติบแบบนี้ เกรงว่าสักวันตั๋วเงินนั่นคงถูกใช้จนหมดไม่มีเหลือแน่!
ดูุถ้าตอนนี้คงไม่มีเงินซื้อเนื้อแล้วใช่ไหมล่ะ?
เพราะไม่งั้นคงไม่ออกมาเก็บผักป่ากินแบบนี้หรอก!
หลัวปิงมองอย่างอารมณ์ดีคล้ายกำลังรับชมละครอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปทักทายลี่หรง
“ลี่หรง เก็บผักป่าเหรอ?”
ลี่หรงหันหน้ามาเจอเข้า มุมปากพลันคว่ำลง “ใช่จ้ะ”
“โธ่ บอกเธอตั้งหลายครั้งแล้วว่าแต่งงานไปอย่าใช้เงินมือเติบขนาดนั้น เดิมทีเธอกับสามีก็ไม่มีงานทำอยู่แล้ว มาตอนนี้เงินเก็บคงหมดแล้วสินะ ถึงได้เก็บผักป่ากิน ลำบากแย่เลย”
ผู้หญิงคนนี้ทำไมชอบคิดไปเองขนาดนี้กันนะ ลี่หรงหมดคำจะพูด กินผักป่าหมายถึงต้องไม่มีเงินงั้นเหรอ?
เธอพลันหัวเราะออกมา
“ใช่จ้ะ เงินฉันหมดแล้ว เลยต้องมาเก็บผักป่ากิน แล้วเธอล่ะ ก่อนหน้านี้คืนเงินฉันแล้วไม่ใช่เหรอ? เงินที่เหลือน่าจะใช้หมดไปนานแล้วสินะ? งั้นมาเก็บผักป่าด้วยกันสิ”
หลัวปิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนลี่หรงจะกล่าวโทษตัวเอง
“ขอโทษนะ หากตอนนี้ฉันไม่ได้แต่งงาน ก็คงมีเงินให้ยืมได้เหมือนเมื่อก่อนอยู่หรอก แต่ตอนนี้ไม่มีเงินให้ยืมแล้ว มา เราสองคนมาเก็บผักป่ากันเถอะ ผักอ่อนกำลังเหมาะกับการเก็บพอดีเลย”
เมื่อก่อนหลัวปิงขอยืมเงินลี่หรงเป็นประจำ เพราะเจ้าตัวหัวอ่อน บางครั้งถึงกับไม่ต้องคืนเธอเลยด้วยซ้ำ
เดิมทีคิดจะเยาะเย้ยลี่หรง แต่กลับถูกเธอสวนกลับมาเช่นนี้ สีหน้าหลัวปิงพลันแย่ลง ก่อนฝืนยิ้ม “เธอใช้ชีวิตของเธอไปก็พอ ตอนนี้ฉันก็มีชีวิตที่ดีแล้ว”
หลัวปิงแสร้งเอื้อมมือไปจับผมทัดหู พูดอย่างได้ใจว่า “ช่วงนี้ฉันคบหากับเต๋อเป่าน่ะ เต๋อเป่าบอกว่าหลังจากกลับเมืองหลวง ก็จะพาฉันไปจดทะเบียนสมรส”
หยางเต๋อเป่าเป็นลูกคนเดียว แถมภูมิหลังครอบครัวยังดีอีก คนละชั้นกับบ้านของหลัวปิงเลย
แม้ลี่หรงไม่อยากเชื่อว่าหยางเต๋อเป่าจะแต่งงานกับหลัวปิงจริง ๆ แต่ลี่หรงไม่ได้ต้องการจะดับฝันหลัวปิงแต่อย่างใด เพราะเธอไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับทั้งสองคนนี้แม้แต่น้อย
ดังนั้นเธอจึงเพียงยิ้ม “งั้นก็ยินดีล่วงหน้าแล้วกัน”
ทางกลับหมู่บ้านมีแค่ถนนสายเดียว ลี่หรงจึงเดินไปกับหลัวปิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึงทางเข้าหมู่บ้าน จ้าวชิงซงที่กำลังลงจากเกวียนก็เห็นลี่หลงยืนรออยู่ตรงนั้นพอดี พร้อมกับเนื้อหมูจำนวนหนึ่งในมือ
หลัวปิงที่เมื่อครู่ยังเยาะเย้ยลี่หรงว่าไม่มีเงินซื้อเนื้อ ราวกับถูกตบหน้าในทันใด!
ใครบอกว่าลี่หรงไม่มีปัญญากินเนื้อ!
จ้าวชิงซงรับของจากมือลี่หรงอย่างนุ่มนวล ท่าทางเอาใจใส่นี้ทำให้หลัวปิงพลันอิจฉาอีกครั้ง
ต่อมาขณะที่ได้ยินลี่หรงพูดกับจ้าวชิงซงว่าเย็นนี้จะกินเกี๊ยวผักจี้ไฉ่อย่างมีความสุข สายตาของหลัวปิงพลันสับสน โดยมีความหิวโหยอยู่บาง ๆ เพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้กินเกี๊ยวมานานมากแล้วเหมือนกัน
หลัวปิงพลันนึกถึงหยางเต๋อเป่าที่ตนกำลังคบหา ก่อนรู้สึกไม่ชอบใจ เพราะหยางเต๋อเป่าไม่เคยใส่ใจช่วยเธอทำอะไรสักอย่าง ขนาดว่าในเวลาที่เขาทำงานของตัวเองไม่เสร็จ ยังให้หลัวปิงมาช่วยเขาเลย แข่งบุญแข่งวาสนากันไม่ได้จริง ๆ
แต่เมื่อนึกถึงว่าต่อไปตัวเองจะต้องแต่งงานกับหยางเต๋อเป่า จะได้เป็นฮูหยินข้าราชการใหญ่ ส่วนลี่หรงกลับต้องอับเฉาอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ไปตลอดชีวิต หลัวปิงพลันรู้สึกเหลิงในใจขึ้นมาอีกครั้ง
จ้าวชิงซงรูปร่างสูง หน้าตาเด็ดเดี่ยว หากคน ๆ นี้ขาไม่พิการ หลัวปิงก็อาจจะพิจารณาคบหากับเขา ลือกันว่าก่อนเขาปลดประจำการเกือบจะได้เลื่อนเป็นผู้บังคับกองร้อยแล้ว แต่เพราะความพิการ ชายผู้นี้จึงตกเป็นสามีของลี่หรงไปโดยง่าย
ดังนั้นการที่จ้าวชิงซงจะรักลี่หรงแค่ไหนแล้วมันยังไงล่ะ? ชาตินี้ก็เป็นได้แค่ชาวนาลุยโคลนในชนบทเท่านั้นแหละ
ตกกลางคืน
ลี่หรงตั้งใจทำเกี๊ยวผักจี้ไฉ่เยอะเป็นพิเศษ เก็บไว้ให้จ้าวชิงซงอุ่นกินเป็นอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น
เงินจากการขายหมูตุ๋นที่จ้าวชิงซงได้กลับมาวันนี้เยอะกว่าที่ตัวลี่หรงคิดไว้เสียอีก เธอถามอย่างประหลาดใจ “ทำไมถึงได้เงินมามากมายขนาดนี้ล่ะ?”
“ผมได้มันมาจากการขายเนื้อตุ๋นทั้งนั้น”
“ต้องไม่ใช่สิ” ลี่หรงพูด “นี่มันมากกว่าที่ฉันคำนวณไว้สิบกว่าหยวนเลยนะ!”
จ้าวชิงซงจึงบอกวิธีการขายของตัวเองว่า เขาขายผ่านช่องทางของตัวเอง โดยส่วนใหญ่ขายให้คนงานที่มีเงินแต่ตั๋วไม่พอทั้งนั้น แถมคนพวกนั้นยังจองกับจ้าวชิงซงไว้ไม่น้อย ก่อนกล่าวสำทับว่าลี่หรงทำอาหารได้ตามสบายไม่ต้องกังวล ขากลับมาเดี๋ยวเขาจะช่วยเธอเอาของออกไปขายเอง
ลี่หรงยกนิ้วให้เลย “คุณทำธุรกิจเก่งกว่าฉันเสียอีก”
จ้าวชิงซงหัวเราะเบา ๆ “ที่ของขายได้ดีเพราะมีคุณภาพ”
ทั้งสองสบตากันด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
ชีวิตคู่ยิ่งอยู่ยิ่งราบรื่น แผนการซื้อจักรยานก็ถูกใส่ไปในกำหนดการแล้ว
ลี่หรงเดินเล่นรอบอำเภอ ก่อนพบว่าจักรยานซื้อได้ยากมากจริง ๆ ขนาดมีตั๋วก็ยังซื้อไม่ได้ในทันที ต้องสั่งจองล่วงหน้า ที่สำคัญคือเธอไม่มีตั๋วอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องไป ‘ตลาดเสรี’ อีกครั้ง แต่ของชิ้นใหญ่แบบนี้กลับหาคนขายไม่เจอ
ลี่หรงกลับมาด้วยความผิดหวัง ก่อนเล่าเรื่องนี้ให้จ้าวชิงซงฟัง แล้วถามว่า “ฉันขอตั๋วอุตสาหกรรมได้หรือเปล่า”
จ้าวชิงซงพูด “ผมจะหาซื้อกลับมาให้คุณเอง”
จักรยานไม่ใช่ของราคาถูก โดยปกติหนึ่งคันประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน แถมยังต้องใช้ตั๋วอุตสาหกรรมด้วย หากซื้อที่ ‘ตลาดเสรี’ ต้องเสียเป็นสองเท่า
ลี่หรงหยิบกล่องเงินออกมานับสามร้อยหยวน ก่อนมอบให้เขา เธอไม่ได้ถามจ้าวชิงซงว่าเจ้าตัวจะซื้อยังไง เพียงให้เงินที่เผื่อราคาเป็นสองเท่าไปเสียเลย
เงินของครอบครัวอยู่ที่ลี่หรงทั้งหมด ลี่หรงจำได้ว่าวันนั้นตัวเองกำลังคิดเงิน จ้าวชิงซงก็พลันหยิบกระเป๋าผ้าออกมา ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนเมื่อเปิดออกจึงเห็นเงินซ้อนกันเป็นปึก
ลี่หรงตกตะลึง มีหนึ่งพันกว่าหยวนได้
เธอกลืนน้ำลายก่อนถาม “ทำไมคุณมีเงินเยอะขนาดนั้น”
“เก็บ ๆ ไปเดี๋ยวก็มีเอง”
ลี่หรงขายพะโล้มาเกือบสามเดือน รายได้แต่ละวันแม้จะเยอะ แต่เพราะเธอซื้อของสิ้นเปลืองมือเติบ จนถึงตอนนี้จึงสะสมได้เพียงประมาณสองพัน เมื่อรวมเงินของชายหนุ่มไปด้วย ทั้งหมดก็เป็นเงินสามพันกว่า นี่มันเงินจำนวนมหาศาล!
จ้าวชิงซงพูดว่าให้ลี่หรงเป็นคนเก็บไว้ทั้งหมด เธอดีใจมาก เพราะการเก็บเงินนี้มันหมายถึงว่าเขายอมรับและไว้ใจเธอ
ลี่หรงเข้าไปจูบชายหนุ่มอย่างตื่นเต้นพร้อมพูด “คุณใจดีมากจริง ๆ”
ท่าทางของทั้งสองราวกับข้าวใหม่ปลามัน กอดจูบบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่มากไปกว่านี้
บางครั้งลี่หรงก็ทนไม่ไหว แต่จ้าวชิงซงยังนอนหลับราวกับคนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ลี่หรงนึกถึงสิ่งนี้จึงยกยิ้มพร้อมถาม “เท้าของคุณถีบจักรยานได้ด้วยเหรอ?”