ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 179 พาครอบครัวไปเที่ยว
บทที่ 179 พาครอบครัวไปเที่ยว
ก่อนปีใหม่นอกจากจะทำความสะอาดบ้านแล้ว ก็ยังวุ่นอยู่กับการทำอาหารต่าง ๆ
ลี่หรงที่กำลังช่วยแม่จ้าวทำขนมเปี๊ยะทอด “แม่คะ หลังจากปีใหม่ ฉันจะพาทุกคนไปเมืองหลวงด้วยกันนะคะ”
แม่จ้าวหยุดชะงัก “เจ้ารองก็ไปด้วยเหรอ?”
“เขาไม่ไปค่ะ หลังปีใหม่อันอันจะอายุห้าขวบแล้ว สามารถไปโรงเรียนได้แล้ว ฉันตั้งใจจะให้เขาไปเรียนที่เมืองหลวง แม่กับพ่อไปด้วยกันนะคะ ที่บ้านทำไร่ทำนาเหนื่อยจะตาย แม่กับพ่อไปอยู่เมืองหลวงกับฉันจะได้ช่วยดูแลอันอันด้วย”
“เราไม่ทำนาแล้วจะกินอะไรล่ะ ถ้าจะให้พ่อไปด้วยอีกคน ที่บ้านใครจะเป็นคนทำนาล่ะ”
“ฉันคิดไว้หมดแล้วค่ะ พอเกี่ยวข้าวเสร็จแม่กับพ่อก็ไปอยู่เมืองหลวงเลย จำร้านขายผลไม้ที่เราเคยเปิดไว้ได้ไหมคะ เจ้าของร้านยังไม่ได้ปล่อยเช่านะคะ แม่กับพ่ออยู่เฝ้าร้านขายผลไม้ก็หาเงินได้ไม่น้อยกว่าทำนาหรอกนะคะ”
การเปิดร้านสะดวกกว่าการทำนาจริง ๆ แถมยังมีเงินอีกด้วย ทำนาก็พอแค่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น
พ่อแม่แก่แล้ว งานหนัก ๆ ก็ทำไม่ไหวแล้ว
แต่ถ้าแค่เฝ้าร้านผลไม้ขาย พวกท่านก็พอทำได้
แม่จ้าวคิดตามก็เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ตอบรับในทันทีแค่ตอบไปแบบไม่ใส่ใจว่า “เดี๋ยวให้พ่อเขาคิดดูก่อนนะ”
ลี่หรงไม่มีอะไรทำเลย เธอจึงทำขนมโก๋ถั่วเขียวไปสิบกว่ากิโล
บางส่วนเธอเก็บไว้กินเอง ที่เหลือก็ให้จ้าวซิงชงไปแจกจ่าย
เมื่อไม่นานมานี้ จ้าวซิงชงได้เอาเนื้อหมูกลับมาเป็นจำนวนมาก ตอนที่เหอซิ่งกำลังทำกุนเชียงอยู่เขาก็ขอให้เธอช่วยจัดการเนื้อหมูเหล่านี้ เมื่อรวมเนื้อหมูได้หลายสิบกิโลกรัม เขาก็เตรียมเอาไปแจกจ่าย
จ้าวซิงชงถือขนมโก๋ถั่วเขียวไปที่บ้านซ่งเสี่ยวซานก่อน เพื่อนำของขวัญปีใหม่ไปให้เขา
ซ่งเสี่ยวซานถึงกับตกใจ “พี่ชิงซง ปกติผมต้องไปอวยพรวันปีใหม่พี่นะ ทำไมพี่ถึงมาบ้านผมก่อนล่ะ”
“ก็ฉันรอตั้งนานไม่เห็นนายไปสักที จนพี่สะใภ้ของนายใช้ให้ฉันมาแทนแล้วเนี่ย” จ้าวชิงซงเอ่ยหยอกล้อเป็นครั้งคราว “ถ้าไม่เอาฉันจะเอาคืนแล้วนะ”
“เอาสิครับ ๆ จะไม่เอาได้ยังไง กุนเชียงนี่หาซื้อไม่ได้เลยนะ แถมยังมีขนมโก๋ถั่วเขียวที่พี่สะใภ้ทำให้ด้วย ผมเองก็ไม่ได้กินมานานแล้ว”
จ้าวชิงซงหัวเราะแล้วลูบหัวลูกชายของซ่งเสี่ยวซานพร้อมยื่นอั่งเปา ให้เขา “ว่าง ๆ มาเล่นที่บ้านลุงก็ได้นะ”
ซ่งเสี่ยวซานชวนเขากินข้าวแต่จ้าวชิงซงปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม อาหารที่บ้านซ่งเสี่ยวซานจะกินเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ตอนนี้ลี่หรงอยู่บ้านทั้งที เขาอยากกินอาหารฝีมือภรรยาของเขามากกว่า
ซ่งเสี่ยวซานหัวเราะ “เข้าใจแล้ว พี่กลับดี ๆ นะครับ แล้วเดี๋ยวเราไปดื่มด้วยกัน”
หลังจากส่งของขวัญปีใหม่เสร็จที่บ้านซ่งเสี่ยวซานแล้ว จ้าวชิงซงก็ไปส่งของขวัญให้ซ่งเซียนผิงที่ร่วมหุ้นทำฟาร์มหมูด้วยกัน รวมถึงส่งให้เพื่อนทหารที่ปลดประจำการด้วยอีกหลายคน
ใช้เวลาสองวันกว่าจะส่งของขวัญจนเสร็จ เหลืออีกวันเดียวก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว
ลี่หรงให้จ้าวชิงซงพักผ่อนเพราะยังไงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องทำมากนัก จ้าวชิงซงจึงพักอยู่บ้านอย่างสบายใจ
แต่ถึงจะอยู่บ้านเฉย ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีอะไรทำเลยจริง ๆ บ้านเก่า ๆ หลังนี้ ต้องซ่อมแซมทุกปีในช่วงปีใหม่ งานนี้ผู้ชายในบ้านต้องลงมือทำ
พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็รอวันปีใหม่มาถึง
ในวันสิ้นปีครอบครัวจ้าวก็พากันไปเที่ยวที่อำเภอ ดูแล้วช่างน่าอิจฉา
เด็กข้างบ้านเห็นแบบนั้นก็เลยถามต้าหนิว
ต้าหนิวอายุมากกว่านิดหน่อย จึงไม่ค่อยมีนิสัยขี้อวดเท่าไหร่ แต่น้องชายเขาเอ้อร์หนิว เป็นฝ่ายตอบแทนเขา “ใช่แล้ว พวกเราจะไปเที่ยวในเมืองกัน แม่บอกว่าจะซื้อรองเท้าใหม่ให้ด้วยล่ะ!”
เด็กคนนั้นรู้สึกอิจฉามาก เขารีบกลับบ้านไปและรบเร้าให้แม่ของเขาซื้อรองเท้าใหม่ให้
พอถึงอำเภอทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปเที่ยวในที่ที่ตัวเองอยากไป
พ่อจ้าวกับแม่จ้าวก็แยกตัวไปเที่ยวด้วยกันเพียงสองคน
ครั้งล่าสุดที่ทั้งสองคนได้ไปเที่ยวด้วยกันแบบส่วนตัวตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นก็จำไม่ได้แล้ว
ตอนนั้น พวกเขายังเป็นหนุ่มสาว
ตอนนี้เป็นคุณปู่คุณย่ากันไปแล้ว
ระหว่างเดินอยู่บนถนนที่คึกคัก แม่จ้าวพึมพำว่า “ไม่คิดเลยนะว่าจะมีวันนี้ ฉันนึกว่าจะต้องทำงานหนักทั้งชีวิตซะแล้ว”
พ่อจ้าว “ฟางหง เธอเองก็ทำงานหนักมาหลายปีแล้ว คงเหนื่อยมากสินะ เดี๋ยวฉันจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอสองสามชุดเลยดีไหม?”
แม่จ้าวหัวเราะคิกคัก แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามว่า “คุณได้เงินมาจากไหน”
“อ้อ!” พ่อจ้าวเห็นสายตาที่จับผิดของแม่จ้าวก็รีบสารภาพ “ลูกสะใภ้รองให้มา บอกว่าเป็นอั่งเปาปีใหม่”
“ให้มาเท่าไหร่ คุณแอบเอาซ่อนไว้เหรอ!”
“เพิ่งให้มาเมื่อวานนี่เองนะ ได้มาหนึ่งร้อยหยวน ฉันยังไม่ทันได้ให้เธอไง เดี๋ยวเธออยากได้อะไรฉันก็จะซื้อให้เลย”
แม่จ้าวเพียงแค่ทำท่าทีไม่พอใจแกล้งหยอกล้อพ่อจ้าวเล่นเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วในใจแม่จ้าวตอนนี้รู้สึกมีความสุขมาก
เธอเองก็ได้รับอั่งเปาปีใหม่จากลี่หรงด้วยเช่นกัน! และเธอก็ได้รับมาถึงสามร้อยหยวน!
มากกว่าตาเฒ่าถึงสามเท่า
ในใจยิ่งมีความสุขมากกว่าเดิม
ตอนที่ลี่หรงให้เงินพ่อจ้าวเขาไม่อยากจะรับ เขาบอกว่าให้ลี่หรงเอาไปให้แม่จ้าวแทน ลี่หรงบอกว่าส่วนของแม่จ้าวให้แล้ว พ่อจ้าวถึงยอมรับเอาไว้
พ่อจ้าวเองก็เหมือนนึกได้จึงถามแม่จ้าวว่า “สะใภ้รองให้เงินเธอเท่าไหร่เหรอ?”
แม่จ้าวทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน เปลี่ยนเรื่องคุยว่าจะไปซื้อผ้าฝ้ายมาทำรองเท้า
พ่อจ้าว “…”
จ้าวชิงซงพาครอบครัวไปที่ร้านถ่ายภาพ
ร้านถ่ายภาพแห่งนี้เป็นธุรกิจส่วนตัวของเจ้าของร้าน ซึ่งที่นี่ก็คล้ายกับร้านถ่ายภาพในสหกรณ์ แต่ด้วยอุปกรณ์ที่เก่า รูปที่ถ่ายออกมาจึงไม่ค่อยสวย
และร้านถ่ายภาพแห่งใหม่นี้ยังมีราคาใกล้เคียงกับร้านถ่ายภาพในสหกรณ์ แถมที่นี่ยังมีบริการเปลี่ยนเสื้อผ้าถ่ายรูป และมีดอกไม้ปลอมเป็นเครื่องประดับให้ด้วย จึงมีลูกค้ามาใช้บริการจำนวนมาก
หลังจากที่เจ้าของร้านถ่ายภาพครอบครัวลี่หรงเสร็จแล้ว เจ้าของร้านถึงกับถอนหายใจ คนในครอบครัวนี้ช่างดูดีจริง ๆ และยังถามอีกด้วยว่า จะขอนำรูปของพวกเขาไปแขวนในร้านได้ไหม
ลี่หรงก็อนุญาต
เจ้าของร้านถ่ายภาพพูดจาเข้าท่ามาก “ค่าถ่ายภาพพวกคุณไม่ต้องจ่ายก็แล้วกัน หลังจากวันปีใหม่ก็มารับรูปได้แล้วครับ”
ลี่หรงยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณเขา ค่าถ่ายภาพก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ที่เจ้าของร้านบอกว่าไม่คิดเงิน ลี่หรงก็ยินดีรับน้ำใจดี ๆ อย่างนี้เป็นอย่างมาก
ตอนที่นำรูปของพวกเขาไปแขวนไว้นั้น ที่จริงก็เป็นการช่วยโฆษณาร้านของเขาไปในตัวด้วย
พวกเขาพากันเที่ยวเล่นกันจนรอบแล้ว ลี่หรงก็เลยบอกให้เตรียมตัวกลับบ้าน
ต้องกลับไปทำอาหารเย็นเตรียมต้อนรับวันปีใหม่
ตอนที่กลับถึงบ้าน พ่อจ้าวกับแม่จ้าวก็กลับมาก่อนแล้ว ลี่หรงทักทาย “พ่อกับแม่กลับมากันตอนไหนคะ”
“กลับมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงแล้ว ไม่ได้ไปกินข้าวข้างนอกว่าจะรอกลับมากินด้วยกันน่ะ”
ตอนนี้เกือบบ่ายโมงแล้ว ลี่หรงยิ้มแล้วพูดว่า “กลับมาเร็วจัง ไม่เดินเล่นต่ออีกหน่อยเหรอคะ?”
“แก่แล้ว เดินเล่นไปก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนักหรอก”
ลี่หรงกลับมาได้ไม่นาน เหอซิ่งกับลูก ๆ ก็กลับมาพอดี
เพราะต้องทำอาหารมื้อค่ำสำหรับปีใหม่ ซึ่งมีกับข้าวค่อนข้างเยอะ เหอซิ่งเห็นว่า ลี่หรงกลับมาเร็วเลยรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย “พอดีวัวน้อยสองตัวนี้ชอบดูนั่นแวะนี่เลยกลับมาช้าหน่อยน่ะ”
“พวกเราก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านเหมือนกันค่ะ”
อาหารมื้อค่ำส่งท้ายปีเก่ามีเยอะมาก ๆ ปีนี้มีกุ้งกับปลาหมึกด้วย เมื่อนำไปผัดกับผักชีฝรั่งและกระเทียมจึงหอมมาก
ทุกคนในครอบครัวกินอย่างมีความสุข
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ พวกเขาก็นั่งอยู่ในบ้านพากันเฝ้ารอวันปีใหม่ที่จะมาถึง
เมื่อก่อนตอนช่วงวันสิ้นปี หมู่บ้านจะมีการแสดงงิ้ว แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ถ้าจะเชิญคนพวกนั้นมาต้องใช้เงิน
เมื่อก่อนทางการเป็นคนจัด จะมีการแสดงเป็นจุด ๆ ตามหมู่บ้าน
หลังจากนั้นนโยบายก็เปิดกว้างขึ้น ทุกคนก็ทำงานหาเงินใส่กระเป๋าตัวเอง เงินในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมี เลยไม่มีเงินจ้างคนมาฉายหนังหรือเชิญคนมาแสดงงิ้ว