ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 178 กินหม้อไฟ
บทที่ 178 กินหม้อไฟ
ลี่หรงให้จ้าวชิงซงแบ่งเนื้อหมูมาตามที่เธอบอกแล้วจึงพาอันอันกลับบ้าน
ก่อนกลับไปลี่หรงยังพูดอีกว่า “อ้อ! คุณเอาเครื่องในหมูมาด้วยนะคะ เดี๋ยวฉันจะเอาไปทำอาหารให้กิน”
จ้าวชิงซงรับปากแล้วก็ส่งแม่ลูกไป ก่อนจะกลับไปรวมกับกลุ่มคนที่กำลังแบ่งเนื้อหมูกันอย่างคึกคัก
ลี่หรงบอกว่าจะทำหม้อไฟ แต่ที่นี่ไม่มีน้ำซุปหม้อไฟสำเร็จรูป เธอจึงรีบกลับบ้านเพื่อจะทำน้ำซุปหม้อไฟก่อน
ลี่หรงคัดเอาเครื่องเทศที่ต้องการมาแล้วล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นก็เอาไปผึ่งให้แห้งในกระทะใบเล็ก ๆ แล้วตักออกมา ใส่เนยลงไปรอให้เนยละลายแล้วใส่พริกไทยดำ พริกแห้ง กระเทียม พริกสดและเครื่องเทศอื่น ๆ ลงไปผัดจนหอม จากนั้นเคี่ยวต่ออีกสักพัก เมื่อได้ที่แล้วจึงใส่ขิง กระเทียม และต้นหอมลงไปผัดอีกสักสองสามครั้ง แล้วค่อยปิดเตา
แค่นี้ก็ได้น้ำซุปหม้อไฟแบบทำเองแล้ว
พอทำเสร็จ แม่จ้าวก็กลับมาพอดี ในมือถือเครื่องในหมูมาเต็มชุด มีทั้งเนื้อหมูสามชั้น และกระดูกชิ้นใหญ่
แม่จ้าววางของลงในกะละมังในห้องครัว แล้วพูดกับลี่หรงว่า “เจ้ารองบอกว่าเธอต้องการของพวกนี้ แม่เลยเอามาใส่กะละมังไว้ให้”
“ขอบคุณค่ะ” ลี่หรงเอากระดูกมาต้มพอถึงตอนบ่ายน้ำซุปก็คงจะได้ที่แล้ว ตอนนั้นจะทำน้ำซุปที่เผ็ดหรือไม่เผ็ดก็ได้ทั้งนั้น
พ่อจ้าวเดินตามเข้ามาพร้อมกับถือเลือดหมูอยู่ในมือ
ครอบครัวจ้าวเพิ่งจะกินข้าวเที่ยงเสร็จ จ้าวชิงซงก็กลับมา
ลี่หรงกำลังจัดการเครื่องในหมู “เสร็จแล้วเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงพยักหน้า “ตอนนี้มีอะไรกินไหมครับ ผมหิวจะแย่อยู่แล้ว”
ลี่หรงชี้ไปทางห้องครัว “ฉันแบ่งโจ๊กหมูไว้ให้คุณแล้ว ไปกินเถอะค่ะ”
จ้าวชิงซงหัวเราะอย่างซื่อ ๆ เดินเข้าห้องครัวไปหาของกิน
เครื่องในหมูถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว หมูสามชั้นหั่นเป็นแผ่นบาง ๆ สีแดงสลับขาวดูน่ากินมาก ยังมีเนื้อหมูบาง ๆ ผสมกับแป้งมันสำปะหลังหมักไว้ในชามด้วย ลี่หรงเตรียมไว้สำหรับลวกในหม้อไฟ
จัดการเครื่องในหมูและเท้าหมูเสร็จแล้ว จึงเอาเครื่องในหมูและเท้าหมูบางส่วนใส่ลงไปต้ม ลี่หรงเลยได้หยุดพักหายใจบ้างแล้ว
จ้าวชิงซงตื่นเช้า กินข้าวเที่ยงเสร็จก็โดนลี่หรงไล่ให้เข้าไปนอนพักในห้อง
ตอนที่ลี่หรงกลับเข้ามาในห้อง จ้าวชิงซงหลับไปพักใหญ่แล้ว แถมยังกรนอีกต่างหาก
ปกติเขาไม่ใช่คนที่นอนกรน แต่จะกรนแค่ตอนที่ทำงานหนักและเหนื่อย มาก ๆ เท่านั้น
ลี่หรงนั่งอยู่ในบ้านครู่หนึ่งจากนั้นก็ไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหารต่อ
จะกินหม้อไฟ ผักเท่านี้ไม่พอแน่ ๆ
เธอสับเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่แป้งลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วปั้นเป็นก้อนได้ของกินสำหรับหม้อไฟอีกอย่าง
ช่วงหน้าหนาว ผักกาดขาวและหัวไชเท้ามีมากที่สุด ลี่หรงถอนผักกาดขาวและหัวไชเท้าสองหัวมาล้างและหั่นไว้
ผักก็มีประมาณนี้ ในบ้านมีเนื้อวัวที่แช่แข็งไว้เหลือไม่มากนัก ลี่หรงจึงนำออกมาหั่นเป็นชิ้น
เธอและต้าหนิวยกโต๊ะในห้องโถงมาวางที่ลานบ้านบนพื้นหิมะ ตั้งหม้อไฟสองใบ
หม้อหนึ่งใส่ซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวไว้ตั้งแต่ตอนบ่าย ตอนนี้กลายเป็นน้ำซุปสีขาวข้น อีกหม้อใส่พริกหมาล่าที่ผัดไว้ตั้งแต่เที่ยงแล้ว เธอเติมน้ำลงไปแล้วต้มให้เดือด
ไม่นานน้ำซุปหมาล่าก็เดือดจนเห็นฟองสีแดงขนาดใหญ่ลอยขึ้นมา มีน้ำมันสีแดงปกคลุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง พอให้ได้กลิ่นน้ำมันสีแดงหอมกรุ่นเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จแล้ว
ลี่หรงคิดในใจในที่สุดก็เตรียมหม้อไฟเสร็จ
หลังจากทำเสร็จลี่หรงก็ไปเรียกทุกคนมากินหม้อไฟด้วยกัน
ตระกูลจ้าวทุกคนยกเว้นลี่หรง ต่างก็เพิ่งเห็นสิ่งนี้เป็นครั้งแรก
แม่จ้าวจ้องหม้อทั้งสองใบ แล้วพูดว่า “อันนี้มันคือหม้อไฟเหรอ ผักมันยังดิบอยู่แบบนี้จะกินยังไงล่ะ?”
ลี่หรงตอบว่า “แบบนี้แหละค่ะเขาถึงจะเรียกว่าหม้อไฟ ดูนี่นะคะ เอาผักใส่ลงไป รอให้สุกแล้วก็ตักขึ้นมาจิ้มน้ำจิ้มกิน เพิ่งออกจากหม้อแล้วก็กินตอนร้อน ๆ เนี่ย อร่อยมากเลยละค่ะ ที่บ้านฉันพออากาศหนาว ๆ ก็ชอบกินกันแบบนี้ค่ะ”
น้ำจิ้มก็เป็นฝีมือลี่หรงทั้งหมด พริกขี้หนูซอยถั่วลิสง งาขาวคั่ว น้ำมันงา ซีอิ๊ว น้ำตาล รวมกับกระเทียมสับเข้าด้วยกัน กลายเป็นน้ำจิ้มจากสวรรค์
ลี่หรงเอาหมูสามชั้นลงไปลวกเป็นตัวอย่างให้ทุกคนดู
เหอซิ่งมองเธอขณะที่เธอกิน “นี่เป็นวิธีการกินที่แปลกดีแฮะ”
“ลองเลย ๆ อร่อยมากนะคะ”
คนในบ้านนั่งล้อมเตาผิง แม้ว่าอากาศจะหนาว แต่ก็ไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย
ลี่หรงเอาเครื่องในที่ปรุงเสร็จแล้วใส่ลงไปต้ม เครื่องในเหล่านี้ต้องเอาไปลวกในน้ำซุปเผ็ดถึงจะอร่อย โชคดีที่ทุกคนในตระกูลจ้าวทานเผ็ดได้
หม้อที่เพิ่งใส่เนื้อดิบลงไป หยุดเดือดไปชั่วครู่ แล้วก็เริ่มเดือดขึ้นมาอีกครั้ง น้ำซุปสีแดงเดือดปุด ๆ ไอความร้อนระเหยขึ้นมา กลิ่นที่ได้คือกลิ่นหอมฉุนของพริกหมาล่า
น่ากินจนน้ำลายไหล
ทุกคนต่างยกชามรออาหารสุก
รอจนลี่หรงบอกว่าทานได้แล้ว ทุกคนก็เริ่มลงมือ คีบเนื้อในหม้อ จิ้มกับน้ำจิ้มในชาม เป่าไม่กี่ที รอให้อุณหภูมิเหมาะกับการกิน ก็ค่อยทาน
ลี่หรงใช้ทัพพีตักเนื้อให้พวกเขา “อร่อยไหมคะ”
ต้าหนิวตอบเสียงดังที่สุดในขณะที่ยังมีเนื้อหมูเต็มปาก “อร่อย!” พลางยื่นชามไปให้ลี่หรง “อาสะใภ้รอง ขออีกได้ไหมครับ?”
เหอซิ่งจ้องลูกชายตัวเอง “ลูกก็ตักเองสิ อาสะใภ้รองเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ยังไม่ได้กินเลย”
เธอมองไปที่ลี่หรง “น้องสะใภ้กินเถอะ ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก”
หม้อนี้หมดก็ค่อยต่อหม้อต่อไป ลี่หรงพยักหน้า ปิดช่องลมเตาถ่านให้ไฟลดลง แล้วจึงยกชามขึ้นเตรียมจะทานอาหารของเธอเอง
จ้าวชิงซงใช้ตะเกียบคีบเนื้อในชามขึ้นมา ส่งไปที่ปากลี่หรง “อ้าปาก”
ต่อหน้าสมาชิกครอบครัวที่มีทั้งหนุ่มทั้งแก่ ลี่หรงจึงรู้สึกเขินอายจึงเบนหน้าหนี “คุณกินเถอะ เดี๋ยวฉันกินเอง”
“กินเถอะครับ”
ลี่หรงจ้องเขาอย่างไม่พอใจ แล้วพบว่าคนอื่น ๆ ไม่ได้มองมาทางนี้ ก่อนจะอ้าปากกินเข้าไป
จ้าวชิงซงคีบเอาชิ้นกระเพาะหมูมาให้เธอ ซึ่งผ่านการต้มในหม้อน้ำซุปหมาล่ามาแล้ว ทำให้มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษเมื่อนำเข้าปาก
ลี่หรงเอาใจใส่เด็กน้อย คีบหมูสามชั้นที่เคี้ยวง่ายมาให้เจ้าตัวเล็กกิน
ในชามของเจ้าตัวเล็กมีลูกชิ้นเนื้อหลายลูก ลี่หรงเองก็ไม่ได้สังเกตว่าใครคีบให้เขา ก่อนจะถามและได้รู้ว่าแม่จ้าวทำให้เขา
อาจเป็นเพราะเด็ก ๆ ชอบกินลูกชิ้น โชคดีที่ลี่หรงทำเอง ลูกชิ้นจึงสะอาดไร้สารปรุงแต่งเด็กน้อยจะกินก็ไม่เป็นไร
หลังจากกินเครื่องในหมูและเนื้อหมูหมดแล้ว ลี่หรงก็ใส่เนื้อวัวลงไปลวกบ้าง
การลวกเนื้อวัวในหม้อไฟนั้นต้องอาศัยความชำนาญ ลวกแค่สิบกว่าวินาที เนื้อวัวที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ จะนุ่มเป็นพิเศษ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เนื้อสัมผัสอร่อยที่สุด หากนานเกินไป เนื้อก็จะเหนียวและไม่อร่อย
“อร่อยมาก!” ต้าหนิวกล่าว “อาสะใภ้รองคือเทพเจ้าของผม!”
ลี่หรงหัวเราะและถามเขาว่าจำมาจากไหน
ต้าหนิวพูดว่า “อันนี้ไม่ต้องเรียน ใครเก่งกว่าก็คือเทพครับ”
เอ้อร์หนิวร้องไห้พร้อมกับสูดหายใจแรง ๆ “อร่อย ฮึก ๆ แต่อย่าเผ็ดนะครับ!”
เหอซิ่งยื่นหม้อซุปให้เขา “จิบนิดหนึ่งให้ชุ่มคอก็พอ ไม่ต้องรีบกินขนาดนั้นไม่มีใครแย่งหรอก!”
“ใครบอกล่ะ แย่งกันแท้ ๆ” เอ้อร์หนิวจ้องต้าหนิว “พี่ชายกินเนื้อหมดเลย!”
จ้าวชิงหยางมองเขา “กินได้เท่าไหร่ก็กินเถอะ กินอิ่มก็พอ แย่งกันทำไม”
เนื้อหมดแล้ว ถึงค่อยเอาผักกาดขาวลงไปลวก
แครอตที่สุกช้า ก็นำไปใส่หม้อตั้งแต่แรก
พ่อจ้าวกินเหล้าไปอึกหนึ่งพร้อมกับกินหม้อไฟไปด้วย ทำให้เพลิดเพลินใจกับความสุขที่มีลูกหลานล้อมรอบ
แม่จ้าวมองหลาน ๆ หลายคนวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน จนหัวเราะอย่างมีความสุข
ดวงตาของจ้าวชิงซงส่องประกายวาววับเพราะแสงไฟในยามค่ำคืนที่มีภรรยาและลูกอยู่เคียงข้าง ชีวิตนี้ช่างมีความหมายมากมายจริง ๆ
เมื่อทุกคนกินอิ่มแล้วต่างก็พุงกางไปตาม ๆ กัน