ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 181 รับพ่อกับแม่เข้าเมือง
บทที่ 181 รับพ่อกับแม่เข้าเมือง
“พ่อกับแม่ตัดสินใจกันดีแล้วว่า เราสองคนอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว ขาข้างหนึ่งก็ก้าวเข้าไปในโลงแล้ว ถึงไปค้าขายที่เมืองหลวงก็คงไม่ไหวหรอก ดังนั้นพวกเราจึงคิดว่าไม่ไปดีกว่า”
แม่เจ้าตอบลี่หรงมาแบบนี้
อยู่หมู่บ้านต้าเจียงมาเกือบทั้งชีวิตแล้ว คนแก่ทั้งสองจึงตัดใจไม่ได้จริง ๆ
ลี่หรงมีอาการมึนงงอยู่บ้าง เพราะไม่นึกว่าแม่จ้าวจะไม่ยอมเข้าเมืองไปด้วย ตอนนี้เธอก็เลยกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย
คิดอยู่สักพักเธอจึงลองถอยให้พวกเขาก้าวหนึ่ง “คือ หนูไม่ได้หมายความว่าจะให้พ่อกับแม่เข้าเมืองตอนนี้เลยนี่คะ กว่าอันอันจะเปิดเทอมก็เดือนสิงหาคม เดี๋ยวหลังปิดเทอมหนูจะมาคุยด้วยอีกทีนะคะ”
หากว่าถึงเวลานั้นพ่อจ้าวกับแม่จ้าวยังไม่ยอมไปด้วย ลี่หรงก็คงต้องพาเจ้าตัวน้อยไปให้พ่อแม่ของตัวเองเลี้ยงดูแทน
ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของลี่หรงก็ใกล้จะเกษียณแล้ว ถ้าท่านทั้งสองเต็มใจก็คงช่วยเลี้ยงดูหลานให้ได้สักปีสองปี
ไม่ว่ายังไงเธอก็จะพาเจ้าตัวน้อยไปเรียนที่เมืองหลวงให้ได้ เพราะว่าที่นั่นมีความพร้อมทางการศึกษามากกว่า
เช้าวันที่แปดของปีใหม่ ซ่งเสี่ยวซานมาเยี่ยมที่บ้านตระกูลจ้าว เขาอุ้มลูกชายมาด้วย และนำเนื้อวัวชิ้นใหญ่มาฝาก
แม่จ้าวเองเห็นว่าซ่งเสี่ยวซานก็เหมือนกับลูกชายอีกคนหนึ่งของเธอ เมื่อเห็นเขาถือของมาเยอะขนาดนี้ จึงอดตำหนิไม่ได้ว่า “จะมาทั้งทีก็มาเถอะ ไม่ต้องเอาอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้ก็ได้”
ซ่งเสี่ยวซานส่งของให้ “อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกครับ พอดีว่าพี่น้องในหมู่บ้านล้มวัวขาย ผมเห็นว่าถูกกว่าไปซื้อในอำเภอตั้งเยอะเลยซื้อมาฝาก ก่อนหน้านี้พี่ชิงซงเองก็เอาของไปฝากผมตั้งเยอะ ผมเองก็เพิ่งจะมีเวลามาอวยพรวันปีใหม่ให้พี่ชิงซงวันนี้เอง คุณป้าไม่ต้องคิดมากหรอกครับ”
ลี่หรงจำซ่งเสี่ยวซานไม่ได้เลย ซ่งเสี่ยวซานคนเดิมนั้นร่างกายผอมแห้ง แต่ตอนนี้คงเพราะเขาเป็นพ่อคนแล้วเลยดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ
“เสี่ยวซานเหรอ? ไม่เจอกันนานเลยโตเป็นหนุ่มขึ้นเยอะเลยนะ”
“ไม่มีอะไรมากหรอกครับพี่สะใภ้ พอรู้ว่าจะต้องเลี้ยงดูครอบครัวแล้ว ก็เลยไม่กล้าทำตัวเหลวไหลเท่าไหร่แล้วล่ะครับ”
ซ่งเสี่ยวซานลูบหัวลูกชายของตัวเองแล้วสอนลูกให้เรียกลี่หรงว่า ‘ป้าสะใภ้’
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเลยช่วงตรุษจีนมาแล้ว แต่เมื่อได้เจอกับหลานตัวน้อย ลี่หรงก็ยังให้อั่งเปากับลูกของซ่งเสี่ยวซานด้วยความใจดี
ซ่งเสี่ยวซานเกรงใจและคิดจะไม่รับเลยบอกปัดเธอไปว่า “จะให้เขาอีกทำไมล่ะครับ ก่อนปีใหม่พี่ชิงซงก็เอามาให้เขาที่บ้านแล้วนี่ครับ”
“พี่ชิงซงก็คือพี่ชิงซง ฉันก็คือฉัน รีบเข้าไปนั่งในบ้านเถอะเดี๋ยวกินข้าวเสร็จค่อยกลับก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับ” ซ่งเสี่ยวซานปฏิเสธพร้อมโบกมือ “วันนี้ภรรยาผมทำกับข้าวรออยู่ที่บ้านแล้ว ผมแค่เอาเนื้อมาให้เดี๋ยวก็กลับแล้วครับ คราวหน้าว่าง ๆ ค่อยมาเจอกันใหม่นะครับ”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้แล้วลี่หรงก็ไม่กล้ารั้งเขาไว้อีก เธอจึงหยิบขนมให้เขาติดมือกลับไปด้วย
ซ่งเสี่ยวซานเอาเนื้อมาให้เยอะมาก ลี่หรงหั่นแบ่งเอาไว้ทำอาหารส่วนหนึ่ง ที่เหลือหั่นเป็นแท่งขนาดเท่าหัวแม่มือ หมักแล้วนำไปทอดในน้ำมัน
เสร็จแล้วผัดเครื่องเทศใส่น้ำมันแล้วผัดต่ออีกสักพัก ทำเป็นเนื้อวัวอบแห้ง
ใช้เนื้อวัวทำของว่าง นี่มันช่างหรูหราจริง ๆ
แต่ลี่หรงเป็นคนฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว ยิ่งเนื้อวัวนี้ซ่งเสี่ยวซานเอามาให้เพราะรู้จักกับจ้าวชิงซง ดังนั้นแม้เธอจะทำอะไรกับเนื้อก็ไม่มีใครว่าอะไร
เนื้อวัวแห้ง ทั้งหอมทั้งเผ็ด ยิ่งกินยิ่งอร่อย
ปกติก็ไม่มีใครว่าอะไรเธออยู่แล้ว
ลี่หรงยังไม่ได้กลับเมืองหลวงเลย แต่ข่าวก็แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านต่างพูดกันว่าลี่หรงจะพาพ่อแม่สามีไปอยู่ที่เมืองหลวง ทำเอาหลาย ๆ คนรู้สึกอิจฉาแม่จ้าวกับพ่อจ้าว เพราะพวกเขามีลูกชายที่ดีและได้สะใภ้ที่ดีด้วย
เมื่อเจอแม่จ้าว ใคร ๆ ก็ต้องพูดถึงเรื่องนี้
แม่จ้าวแม้ในใจจะดีใจมาก แต่ปากก็พูดว่า “ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก พวกเรายังไม่ไปตอนนี้ ว่าจะรอให้อันอันโตอีกหน่อยแล้วเข้าเมืองไปเรียนหนังสือ ฉันถึงจะตามไปเลี้ยงหลาน”
คราวนี้ทุกคนรู้ว่าแม่จ้าวยังไม่คิดจะเข้าเมืองหลวง แต่ก็ดูเหมือนว่าในอนาคตจะต้องย้ายไปแน่นอน
หลังเทศกาลตรุษจีนลี่หรงก็ต้องกลับไปเรียนต่อ
จ้าวชิงซงไม่อาจทนห่างเธอได้จึงบ่นว่า “ต้องรออีกเป็นปีเลย!”
ถึงจะไม่อยากห่างก็ไม่มีทางอื่น ลี่หรงชงนมให้เขาแก้วหนึ่ง “แป๊บเดียวก็ผ่านไปแล้วค่ะ”
“พวกนักวิชาการทั้งหลาย มีคำพูดที่พูดต่อ ๆ กันมาว่า หนึ่งวันไม่เจอกันเหมือนผ่านไปสามฤดูหนาว คุณดูสิว่านี่ผ่านไปกี่ฤดูแล้วครับ”
ลี่หรงหัวเราะ “ยังมีคำว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วเหมือนม้าขาวผ่านช่องแคบอีกนะคะ เข้าใจไหม”
“ผมมันคนบ้านนอก ไม่เข้าใจหรอกครับ” จ้าวชิงซงดื่มนมไปครึ่งแก้วแล้วเหลือบไปเห็นอันอันที่กำลังมองมาที่ตนเองอย่างไม่วางตา จึงพูดด้วยอารมณ์หงุดหงิด “มองอะไร นี่ภรรยาของพ่อชงให้นะ ใครอยากกินก็ไปหาภรรยาเป็นของตัวเองสิ”
อันอันยังไม่ทันจะถามว่าภรรยาเขาอยู่ไหนจ้าวชิงซงก็ถูกลี่หรงบิดหู “อย่าพูดแบบนี้กับลูก!”
“แล้วจะให้พูดยังไงล่ะครับ” จ้าวชิงซงเงยหน้าขึ้นมองลี่หรง “ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ครอบครัวเราจะไม่ต้องอยู่ห่างกันแบบนี้ ทั้งที่ปลูกต้นแพร์ด้วยความรักและความทุ่มเท แต่กลับกลายเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไงก็ไม่รู้”
“ลงมือปลูกไปแล้วก็เป็นอันจบ ไม่สามารถปล่อยมือได้หรอก คุณตั้งใจปลูกต่อไปเถอะค่ะ ฉันก็หวังให้คุณปลูกให้ดี ๆ จะได้มีเงินเลี้ยงฉัน” ลี่หรงทอดสายตาเป็นประกายมองจ้าวชิงซง
ชายหนุ่มถูกเธอมองเช่นนั้น ความเศร้าหมองในใจก็ลดน้อยลง เขาจึงจ้องมองลี่หรงด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก “ผมจะทำให้คุณได้ใช้ชีวิตที่ดีแน่นอน”
ลี่หรงหัวเราะ เธอไม่รู้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไร เธอรู้สึกว่าชีวิตในตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว
เมื่อกลับถึงเมืองหลวงชีวิตก็กลับคืนสู่ความสงบ ลี่หรงเริ่มยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง
จ้าวชิงซงยุ่งอยู่กับธุรกิจของตนเองที่หมู่บ้าน เมื่อใดก็ตามที่ลี่หรงนึกถึงเรื่องนี้ เธอก็จะรู้สึกมีกำลังใจเป็นพิเศษ ทั้งคู่ต่างก็กำลังทุ่มเทเพื่ออนาคตอันสดใส
ชั่วพริบตาก็เข้าสู่ช่วงปิดเทอม พ่อของลี่หรงก็เกษียณแล้ว แต่แม่ลี่ยังต้องรออีกสองปี
เมื่อได้ยินลี่หรงพูดว่าอยากพาลูกเข้าเมืองไปเรียนหนังสือ พ่อลี่แม่ลี่ก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ พ่อของเธอบอกว่าท่านสามารถช่วยเลี้ยงดูหลาน ๆ ได้
ลี่หรงดีใจแต่ก็ยังเอ่ยว่า “หนูว่าจะกลับไปคุยอีกทีว่าพ่อกับแม่ของเขาจะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยไหม ที่นี่ก็มีลูก ๆ ของพี่ใหญ่และพี่รองอีก หนูกลัวว่าพ่อกับแม่จะดูแลไม่ไหว”
พ่อลี่โบกมือ “ไว้ค่อยคุยกันอีกทีก็ได้ พ่อเคยดูแลหลาน ๆ ของบ้านเจ้าใหญ่เจ้ารอง ตอนนี้เรามีหลานชายเพียงคนเดียว ใครจะห้ามไม่ให้ฉันเลี้ยงได้ล่ะ”
ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ลี่หรงก็ยังอยากให้พ่อจ้าวแม่จ้าวเข้าเมืองอยู่ดี
พอเธอกลับไปที่หมู่บ้านครั้งนี้พ่อจ้าวกับแม่จ้าวก็พร้อมที่จะย้ายไปอยู่เมืองหลวงแล้ว
แต่พ่อจ้าวยังอดใจหายไม่ได้ ชาวนาที่ทำนามาครึ่งค่อนชีวิต แล้วจะให้เข้าเมืองไปทำค้าขายในเมือง จะไม่ใจหายได้ยังไงกัน
ลี่หรงไม่รู้ความกังวลของพ่อจ้าว แต่แม่จ้าวคนข้างหมอนรู้ดี เธอคอยปลอบเขา “ขายผลไม้ง่ายจะตาย ไม่เหนื่อยด้วย แถมยังเก็บเงินได้ ปลูกข้าว พอแก่เฒ่าไปแล้วอย่าหวังพึ่งแต่ลูกชายสองคนเลยนะ ลูกก็มีครอบครัวของแล้ว ตอนนี้เรายังช่วยได้ก็ช่วยไปเถอะ”
“เลี้ยงลูกไว้เพื่อยามแก่เฒ่า” พ่อจ้าวยกแส้สูบยาเคาะที่ขอบประตู “พ่อเลี้ยงลูก ลูกก็ดูแลพ่อเป็นเรื่องธรรมดา”
“พูดก็พูดเถอะนะ ที่สะใภ้รองอยากให้เราเข้าเมืองไปด้วยก็เพราะจะได้อยู่อย่างสบาย ๆ ถ้าคุณไม่อยากค้าขาย เธอก็คงไม่ว่าอะไรหรอก เธอก็แค่ให้เราช่วยเลี้ยงหลาน ถ้าให้อยู่เฉย ๆ ก็คงเหงาแย่”
พอชาวบ้านรู้ว่าลี่หรงกลับมาบ้านเพื่อรับพ่อจ้าวกับแม่จ้าวไปอยู่ที่เมืองหลวง ต่างก็รู้สึกอิจฉากันยกใหญ่ แถมยังมีบางคนมาที่บ้านจ้าวเพื่อพูดคุยกับตาแก่ยายแก่ด้วย
ทุกคนต่างก็ชมลี่หรง
ได้เข้าเมืองน่ะมันดี แต่ที่ไม่สบายใจก็มีแค่จ้าวชิงซงคนเดียว
แม้ครอบครัวพี่ชายยังอยู่บ้าน แต่จ้าวชิงซงก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรไปแล้ว