ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 182 เรื่องเข้าเรียนค่อนข้างยุ่งยาก
บทที่ 182 เรื่องเข้าเรียนค่อนข้างยุ่งยาก
ลี่หรงพาผู้ใหญ่ทั้งสองและเด็กน้อยนั่งรถไฟไปเมืองหลวง
เมื่อลงจากรถไฟก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ทุกคนเหนื่อยล้าจากการนั่งรถไฟเป็นเวลานาน ลี่หรงจึงพาพวกเขาหาอะไรกินรองท้องที่ด้านหน้าสถานีรถไฟก่อน
เมื่อกลับถึงบ้านล้อมลาน แม่จ้าวก็รีบไปต้มน้ำร้อนให้ทุกคนได้อาบ แล้วจึงแยกย้ายกันไปนอน
พ่อจ้าวกับแม่จ้าวนอนที่ห้องเดิมของพวกท่าน ลี่หรงนอนกับอันอัน ส่วนกระเป๋าเดินทางก็วางไว้รอเก็บในวันถัดไป
เช้าตรู่ผู้ใหญ่ทั้งสองก็ตื่นก่อน
แม่จ้าวจะออกไปซื้อกับข้าวถือโอกาสพาพ่อจ้าวออกไปสำรวจเส้นทางด้วย
ที่จริงแล้วในบริเวณบ้านมีพื้นที่ว่างไว้ปลูกผัก แต่หลังจากแม่จ้าวกลับไปที่หมู่บ้านต้าเจียง ลี่หรงก็ได้ทำห้องทำงานและเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่คิดจะปลูกผักมาปลูกดอกไม้แทน
แม่จ้าวเองก็ไม่แน่ใจว่าร้านขายของยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ก็เลยออกไปเดินเล่น
เมื่อออกจากบ้าน พ่อจ้าวก็พูดคุยกับแม่จ้าวว่า “บ้านหลังใหญ่มากเลย เช่ามาเหรอ”
“ไม่รู้ รู้แต่ว่าอยู่ได้ก็พอแล้ว” แม่จ้าวไม่ได้โกหกเพราะเธอก็ไม่รู้จริง ๆ และไม่เคยถามมาก่อนด้วย
พ่อจ้าวพูดว่า “เจ้ารองได้อยู่บ้านหลังใหญ่คงจะสบายน่าดูเลยนะ”
“เอ๊ะ! ฟางหงเหรอ”
ทั้งคู่เดินไปไม่กี่ก้าว ก็เจอเพื่อนบ้านเรียกชื่อแม่จ้าวก่อนเลย แต่ก่อนพวกเขามักจะพูดคุยกันอยู่บ่อย ๆ คนสูงอายุหน้าตาจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก พวกเขาไม่ลืมกันง่าย ๆ หรอก
“อ้าว หงเซี่ย!” แม่จ้าวก็จำได้ “ยังจำกันได้อีกเหรอ”
ป้าคนนั้นหัวเราะ “จำได้สิ แล้วคนนี้ใครล่ะ สามีเธอเหรอ? แล้วกำลังจะไปไหนกัน”
“นี่เหรอ สามีของฉันเองจ้ะ” แม่จ้าวบอก “วันนี้ว่าจะพากันไปเดินดูทางแถว ๆ นี้ แล้วก็ว่าจะไปซื้อของมาทำกับข้าวด้วยน่ะ”
“ฉันก็กำลังจะไปซื้อของพอดีเลย เธอจำทางได้หรือเปล่าล่ะ จะไปด้วยกันก็ได้นะ”
“ขอบใจมากจ้ะ”
อีกฝ่ายรู้ว่าแม่จ้าวกับสามีเป็นคนแก่สองคนที่เข้าเมืองมาช่วยเลี้ยงหลาน เธอชมแม่จ้าวว่า พวกเขามีลูกสะใภ้ที่ดีที่รับทั้งสองเข้ามาอยู่ในเมืองด้วย
รับคนหนึ่งคนมาก็ต้องมีข้าวหนึ่งคำ บางบ้านรับมาแค่คนเดียวเพื่อช่วยเลี้ยงดูเด็ก ส่วนอีกคนถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไม่คิดจะรับมา
เธอยังกล่าวชมด้วยว่า “ลูกสะใภ้เธอเนี่ยขยันจริง ๆ เลยนะ ฉันเห็นรับงานตัดชุดให้พวกคุณหญิงคุณนาย คงจะได้เงินเยอะน่าดูเลย”
แม่จ้าวไม่เคยรู้มาก่อนว่าลี่หรงทำงานตัดชุดขายด้วย เมื่อคืนกลับมาก็ไม่ทันได้สังเกต พอได้ยินเพื่อนบ้านพูดแบบนี้ก็อึ้งไป “ตัดชุดงั้นเหรอ?”
“นี่เธอไม่รู้หรอกเหรอ?” อีกฝ่ายทำหน้างุนงง “ถ้าไม่เชื่อเธอกลับบ้านไปก็ดูเอาสิ หน้าบ้านน่ะยังมีป้ายร้านติดอยู่เลยนะ เพื่อนบ้านเราใครที่พอมีเงินหน่อยก็ไปให้ลูกสะใภ้เธอตัดชุดให้ ถึงจะแพงไปหน่อยแต่ชุดที่ตัดออกมาก็สวยมากเชียวละ ฉันเองถ้ามีเงินก็ว่าจะไปสั่งตัดชุดกับลูกสะใภ้ของเธอเหมือนกัน”
แม่จ้าวหัวเราะพูดคุยกับเธอจนถึงหน้าบ้านของเพื่อนบ้าน พวกเขาจึงแยกย้ายกันกลับไป
เมื่อกลับถึงบ้านเธอก็เห็นป้ายที่หน้าประตู ความจริงเธอไม่ค่อยรู้ตัวหนังสือบนป้าย รู้เพียงว่าในช่วงที่พวกเธอไม่อยู่ ลี่หรงไม่เพียงไปเรียน แต่ยังทำธุรกิจใหม่ด้วย
เธอเก่งจริง ๆ
ไม่แปลกใจที่ลี่หรงจะให้พวกเขามาที่เมืองหลวงเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน
ตอนนี้แม่จ้าวเต็มใจช่วยดูแลอันอันมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านี้ไม่เต็มใจดูแลอันอัน เพราะตอนนี้รู้แล้วว่าลูกสะใภ้ทำงานหนักเพื่อหาเงินจริง ๆ ในฐานะคนแก่เธอเต็มใจแบ่งเบาภาระให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน
ก่อนหน้านั้น เวลาลี่หรงเรียนหนังสือ แม่จ้าวจะไม่ให้ลี่หรงทำงานบ้านเลย ตอนนี้พอรู้ว่าเธอทำงานอย่างอื่นอยู่ด้วย แม่จ้าวเลยยิ่งทำงานบ้านคล่องแคล่วมากขึ้น
อาหารเช้าแม่จ้าวทำข้าวต้มต้มธัญพืช นึ่งมันเทศ และข้าวโพด พอกินเสร็จก็ไปกวาดลานบ้าน
ลี่หรงตื่นขึ้นมาใบไม้ที่ร่วงอยู่ในลานบ้านก็ถูกกวาดจนเกลี้ยงแล้ว เธอขอให้แม่จ้าวอย่าได้ลำบากจนเกินไป
แม่จ้าวตอบว่า “แม่กลัวเธอจะเหนื่อย ตื่นเช้าไปซื้อของ เห็นเธอเย็บผ้าอะไรอีก อ่านหนังสือแล้วก็ทำงานอีกคงเหนื่อยแย่”
ลี่หรงได้แต่ยิ้ม ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่ความปรารถนาดีของแม่จ้าวเธอก็เต็มใจรับไว้ กินข้าวเสร็จเธอก็หยิบเงินสองร้อยให้กับแม่จ้าวไว้ซื้อกับข้าวกับของกินอื่น ๆ
เล่นกับลูกชายตัวน้อยสักพัก ลี่หรงก็ไปทำงานตัดเสื้อที่ค้างไว้ต่อ
แม่จ้าวเข้ามาดูในห้องสักพัก แล้วก็พบว่าห้องนี้ดูดีกว่าร้านตัดเสื้อที่เคยไปเห็นมาก่อน
ตู้กระจกสูงใหญ่บรรจุชุดกระโปรงหรูหราที่มีแต่เพียงในหนังสือพิมพ์ และตู้โชว์ยังมีผ้ามากมายหลายแบบจัดเรียงวางไว้ ดูยิ่งใหญ่กว่าในห้างสรรพสินค้าเสียอีก
เธอเฝ้าดูเพียงครู่เดียวก็กลัวว่าจะเป็นการรบกวนลี่หรงจึงได้ออกไป
ปู่กับย่าสองคนอยู่ที่บ้านไม่มีอะไรทำ จึงพาหลานชายตัวน้อยออกไปเดินเล่น
ที่ปากซอยมีคุณลุงหลายคนนั่งเล่นหมากรุกอยู่ พ่อจ้าวเกิดสนใจจึงยืนมองพวกเขาเล่นอย่างตั้งใจ
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีบางคนที่จำแม่จ้าวได้จึงเข้ามาทักทายกัน พอทราบว่าเธอและสามีเข้ามาในเมืองเพื่อเลี้ยงดูหลาน จึงเชื้อเชิญให้ร่วมเล่นด้วย
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการก่อนเปิดเทอม
ร้านขายผลไม้ยังคงเช่าบ้านของอาจารย์หยวนอยู่ ฝ่ายนั้นรู้ว่าลี่หรงจะกลับมาเปิดร้านอีกครั้งก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เดิมทีเขาปฏิเสธที่จะรับค่าเช่าแต่ลี่หรงยืนกราน จึงได้คิดค่าเช่าตามเดิมโดยที่ไม่เพิ่มค่าเช่ากับลี่หรงแม้แต่บาทเดียว
สำหรับช่องทางที่จะหาผลไม้ จ้าวชิงซงจัดการไว้ให้ลี่หรงตั้งแต่ที่หมู่บ้านต้าเจียงแล้ว
พี่น้องทางใต้ที่รู้จักกันก่อนหน้ายังคงขายส่งผลไม้กันอยู่
ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ส่งผลไม้มาที่ร้านตามเวลา จ้าวชิงซงยังให้เบอร์ติดต่อของอีกฝ่ายไว้กับลี่หรงอีกด้วยเพื่อให้ติดต่อกันได้สะดวกขึ้นหากมีคำถามในภายหลัง
เพราะเคยทำร้านขายผลไม้มาก่อน ครั้งนี้จึงเตรียมตัวได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เรื่องเรียนของอันอันต่างหากที่ยุ่งยากที่สุด
พอใกล้เปิดเทอมแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังติดปัญหากับเรื่องทะเบียนบ้าน
ตอนอันอันเกิดทะเบียนบ้านของเขาอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียง
ตอนลี่หรงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ก็ซื้อบ้านใหม่ทะเบียนบ้านของเธอก็เลยย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวง
แต่ทะเบียนบ้านของลูกชายยังไม่ได้ย้ายมา
ไม่ใช่ทะเบียนบ้านของที่นี่ โรงเรียนก็โยนกันไปโยนกันมาไม่ค่อยเต็มใจรับเข้าเรียน
ลี่หรงวิ่งวุ่นไปโรงเรียนหลายเที่ยวแล้ว ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนจะรู้ว่าเธอเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชิงหัว ปากก็ยังพูดคำเดิมว่า “เด็กไม่ได้มีทะเบียนบ้านที่เมืองหลวงจัดการให้ไม่ได้หรอก สองปีมานี้ฟื้นฟูการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เด็กที่ต้องเข้าเรียนก็มีมากขึ้น จำนวนที่รับก็เลยเต็มไปหมด…”
ลี่หรงครุ่นคิดหนักมาก แต่เรื่องเรียนของลูกชายก็สำคัญ
ใกล้เปิดเทอมแล้วการย้ายทะเบียนบ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เสร็จในวันสองวัน ลี่หรงเลยคิดว่าจะฝากคนรู้จักให้เจ้าตัวเล็กได้เข้าเรียนที่โรงเรียนก่อน แล้วค่อยจัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้านทีหลัง
ลี่หรงนึกถึงคุณนายหลานซึ่งเป็นตระกูลที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา อาจจะมีหนทางช่วยเหลือก็ได้
แต่ทั้งคู่ก็แค่เคยซื้อขายกันไม่กี่ครั้ง ลี่หรงจะไปหาก็ไม่รู้ว่าเธอจะยินดีช่วยหรือเปล่า
พ่อลี่แม่ลี่รู้ว่าหลานชายคนเล็กย้ายเข้าเมืองมาเรียนหนังสือแล้ว ก็เลยถามลี่หรงว่าจัดการเรื่องอะไรไว้บ้างแล้ว
ลี่หรงบอกว่าทางโรงเรียนติดปัญหาเรื่องทะเบียนบ้าน
พ่อลี่ตำหนิเธอที่ไม่รีบบอกเรื่องสำคัญขนาดนี้ให้เร็วกว่านี้ “พี่ชายของเธอเป็นครูใหญ่ ส่วนพี่ชายคนรองก็เป็นหัวหน้าในโรงงาน ครอบครัวอยู่ที่เมืองหลวงกันทั้งบ้านจะจัดการเรื่องของเด็กคนหนึ่งมันจะยากอะไร?”
ลี่หรงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอลืมพี่ใหญ่กับพี่รองไปเสียสนิท
เธอเป็นคนที่ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย เดินทางมาเมืองหลวงพบกับพ่อลี่แม่ลี่อยู่หลายครั้ง เนื่องจากความสัมพันธ์ทางสายเลือดของร่างนี้ เธอจึงไม่รู้สึกเก้อเขินกับพวกเขาเลย
ส่วนพี่ชายสองคนที่แต่งงานแยกบ้านออกไปแล้ว ลี่หรงไม่ค่อยได้ติดต่อด้วย บวกกับเธอเป็นคนชอบอยู่คนเดียว จึงไม่ได้นึกถึงว่าจะต้องไปหาพวกเขา