ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 206 ตกลงกันได้ด้วยดี
บทที่ 206 ตกลงกันได้ด้วยดี
ถ้าไม่กลัวว่าพ่อจะโกรธ เสิ่นรั่วหนิงคงอยากตามลี่รุ่ยจือกลับบ้านด้วย ช่วงนี้เธอหลับไม่ค่อยสนิทไม่รู้ว่าเป็นเพราะตั้งท้องหรือเปล่า ทำให้รู้สึกกระวนกระวายใจ
กลัวลี่รุ่ยจือจะหนีไปทางใต้ กลัวลี่รุ่ยจือจะถูกพ่อกับพี่ชายไล่ออกจากบ้าน…
ตอนนี้ที่บ้านยอมแล้ว เสิ่นรั่วหนิงก็อยากจะอยู่ใกล้ ๆ ลี่รุ่ยจือ
“มองอะไร!” เสิ่นหย่วนเทารู้สึกว่าตัวเองถูกคนตะกูลลี่ชักจูงได้ง่าย ๆ จนทำให้ตอบตกลงในเรื่องที่ไม่น่าจะตกลง แต่เมื่อหันกลับไปเห็นว่าลูกสาวของตัวเองมองตามหลังไอ้หนุ่มหน้าเหม็นคนนั้นจนแทบจะลอยตามไปอยู่แล้ว ใจของเขาก็ยิ่งห่อเหี่ยว “อยู่บ้านเฉย ๆ ก่อน! รอให้เขาซื้อบ้านก่อนค่อยว่ากัน!”
“ซื้อบ้านมันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะคะ พี่รุ่ยจือยังต้องทำงานด้วย ถ้าคุณพ่อไม่บังคับ เขาก็สามารถเก็บเงินไว้ทำธุรกิจก่อนได้”
เสิ่นหย่วนเทาไม่กล้าที่จะว่าลูกสาวตัวเอง “ที่พ่อทำก็เพื่อใครกันล่ะ?”
เสิ่นรั่วหนิงรู้ว่าพ่อของเธอยอมลงให้เธอตั้งมากแล้ว ถ้าเธอยังจะทำให้เขาโกรธอีก เขาก็คงรู้สึกแย่ เธอจึงนั่งลงข้างผู้เป็นพ่อ และทำตัวออดอ้อน “ก็เพื่อหนูไงคะ คุณพ่อเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลกเลย!”
เสิ่นหย่วนเทาหัวเราะเสียงดัง “ไม่ต้องมาอ้อนเลย นั่งลง พรุ่งนี้ให้แม่พาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล หึ หลานชายยังไม่ทันมา หลานสาวมาก่อนแล้ว”
“ฮ่า ๆ~” เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะ “หนูสัญญาว่าจะให้หลานชายที่น่ารักเหมือนอันอันให้คุณพ่อแน่นอนค่ะ”
พูดถึงเรื่องหลาน ตอนนี้เสิ่นหมิงโจวก็อายุยี่สิบแปดแล้วแต่ก็ยังไม่มีแฟน
ในตำแหน่งงานปัจจุบันที่กองปราบปรามยาเสพติด เขาก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยแล้ว เสิ่นหย่วนเทาคิดว่าเขาควรจะแต่งงานได้แล้ว เขาจึงเรียกลูกชายมา “นี่ แกน่ะชอบผู้หญิงแบบไหน? งานเลี้ยงฉลองคราวก่อน ลูกสาวคนเล็กของรองผู้กำกับก็ดูดีนะ ยี่สิบเอ็ดยี่สิบสอง กำลังเรียนครู แกอยากจะดูรูปหน่อยไหมล่ะ?”
สวีจิ้งเหอนึกหน้าลูกสาวรองผู้กำกับก็จำได้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่สุภาพเรียบร้อย ท่าทางจะได้เป็นครูในอนาคตอีกต่างหาก ก็ถือว่าดีอยู่ เธอหันไปหาเสิ่นหมิงโจว “แม่ว่าเด็กคนนั้นดีนะ รูปร่างหน้าตาก็ดี เป็นคนเรียบร้อย สุภาพ อ่อนหวานด้วย ลูกคิดว่ายังไงบ้างล่ะ?”
เสิ่นหมิงโจวจำไม่ได้เลยว่าลูกสาวของรองผู้กำกับหน้าตาเป็นอย่างไร อีกอย่าง ในใจเขามีคนอื่นอยู่แล้ว ตอนนี้ไม่มีใครทำให้เขาเหลียวมองได้เลย เขาจึงตอบเลี่ยงไป “เรื่องแต่งงานเอาไว้ก่อนเถอะครับ ตอนนี้ผมอยากทุ่มเทให้กับงานก่อน”
“แกจะสามสิบแล้วนะ!” ก่อนหน้านี้เสิ่นหมิงโจวทุ่มเทให้กับงาน เสิ่นหย่วนเทาก็สนับสนุน เพราะผู้ชายควรจะมุ่งมั่นในหน้าที่การงาน แต่ตอนนี้เสิ่นหมิงโจวก็ยังไม่คิดจะแต่งงานมีลูก
เมื่อหันไปดูรั่วหนิงที่เพิ่งจะเรียนจบเธอก็ตั้งท้องแล้ว
เปรียบเทียบแล้วเสิ่นหย่วนเทากลับรู้สึกว่าในตอนนั้นเขาอาจจะปล่อยให้เสิ่นหมิงโจวสบายเกินไปแล้วก็ได้
“สามสิบแล้วไง สามสิบก็ตั้งตัวได้ พ่อไม่ต้องห่วงหรอกน่า”
“ไม่จัดการให้แกแล้วจะจัดการให้ใคร” สวีจิ้งเหอที่นั่งฟังอยู่ด้วยเอ่ยขึ้น เมื่อสองปีก่อน ครั้งหนึ่งที่ได้พบกันโดยบังเอิญ เธอได้สังเกตเห็นแล้วว่า เสิ่นหมิงโจวมีใจให้ลี่หรง
แต่ลี่หรงมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว และเวลาผ่านมานานขนาดนั้น สวีจิ้งเหอจึงคิดว่าเขาได้ตัดใจจากลี่หรงได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ยังไม่ลืม
พูดได้แค่ว่าทั้งคู่คงไม่มีวาสนาต่อกัน เธอเห็นใจลูกชายของตัวเอง “มีคนในใจแล้วหรือไง”
“แม่ไม่ต้องยุ่งหรอกครับ” เสิ่นหมิงโจวลุกขึ้น “ผมกลับกรมก่อนนะครับ”
“พูดกับแม่แบบนี้ได้ยังไง” เสิ่นหย่วนเทาไม่ได้สังเกตเห็นความรู้สึกของเสิ่นหมิงโจวที่มีต่อลี่หรง เมื่อเห็นเสิ่นหมิงโจวเป็นอย่างนั้นก็ตะโกนออกมาว่า “ถ้ามีคนในใจแล้วก็พูดออกมาสิ พ่อกับแม่ไม่ได้มองที่ฐานะทางบ้าน แค่ประวัติครอบครัวสะอาด เป็นคนดีมีมารยาทเราก็ยอมรับได้แล้ว”
“เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะครับ” เสิ่นหมิงโจวพูดจบก็รีบเดินจากไป
เสิ่นรั่วหนิงคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า“พี่รุ่ยจือก็มีประวัติครอบครัวสะอาด เป็นคนดีมีมารยาท ทำไมพ่อต้องหาเรื่องเขาด้วยล่ะคะ?”
เสิ่นหย่วนเทาอึ้งไปครู่หนึ่ง “จะเหมือนกันได้ยังไง เจ้าหมอนั่นก็ยังไม่ได้แต่งงาน มาทำข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก*[1]ไปเฉย ๆ แบบนี้มันเรียกว่ามีมารยาทงั้นเหรอ?”
เสิ่นรั่วหนิงหัวเราะแห้ง ๆ “พ่อทำถูกแล้วค่ะ”
บ้านตระกูลลี่
อวี๋เสวี่ยหลานเห็นลี่หรงกับคนอื่น ๆ กลับมาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของพวกเขาดูผ่อนคลายลงมาก เธอเดาได้ว่าเรื่องคงจะสำเร็จเกือบทั้งหมดแล้ว
เธอดีใจจนเผลอยิ้มออกมาแล้วก็ถาม “บ้านหนิงหนิงตกลงแล้วงั้นเหรอ?”
ลี่รุ่ยจือยิ้มอย่างมีความสุข “แน่นอนอยู่แล้วครับ ลูกชายของแม่เก่งซะขนาดนั้น ทางนั้นจะไม่ตกลงได้ยังไง!”
แม่ลี่เบะปากพูดว่า “ไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้ใครกันที่โดนตีจนสะบักสะบอมและต้องเข้าโรงพยาบาลน่ะ!”
“โธ่~ แม่ครับ ประวัติศาสตร์อันมืดมิดไม่ต้องพูดถึงแล้ว ยังไงก็พาว่าที่ลูกสะใภ้และหลานชายมาฝากแล้วนี่ไงครับ”
“ไม่พูดกับแกแล้ว ไปไกล ๆ เลย” แม่ลี่ถามลี่ข่ายจือ “นี่เจ้าใหญ่ ญาติผู้ใหญ่ฝั่งนั้นเขาตกลงจริงเหรอลูก?”
“จริงครับ” ลี่ข่ายจือพยักหน้า เขาเหลือบมองลี่รุ่ยจือ “เจ้าเด็กบ้านี่ ถ้าไม่มีคนช่วยป่านนี้คงถูกทุบตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีกรอบแน่ ๆ”
“ได้ยินว่าเสี่ยวหรงไปด้วยเหรอ?”
“ไปครับ ผมเป็นคนไปรับเธอที่บ้านเอง” ลี่รุ่ยจือกลับรู้สึกภูมิใจที่ได้ไปรับผู้ช่วยมา “แค่บรรลุจุดประสงค์ก็พอแล้ว วิธีการนั้นไม่สำคัญหรอก”
“เก่งจริง ๆ แต่ต่อไปนี้เวลาออกไปค้าขาย อย่าไปทำเรื่องที่มันไม่ดีเข้าอีกล่ะ” แม่ลี่ตักเตือนเขา เกรงว่าความคิดแบบนั้นจะทำให้เขาหลงผิดได้ในอนาคต
พอพูดถึงลี่หรง เธอก็เรียนจบแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้หางานทำหรือยังแม่ลี่รู้สึกไม่พอใจลูกชายทั้งสองคนมาก “สองคนนี้ใช้เสี่ยวหรงเสร็จแล้วก็ทิ้งเลยนะ! ไม่รู้จักพาน้องกลับบ้านมากินข้าวบ้างสักมื้อ”
“เฮ้อ แม่ครับบ้านเสี่ยวหรงติดตั้งโทรศัพท์แล้วนะ ถ้าแม่จะให้เธอกลับมากินข้าว ก็โทรเรียกเธอกลับมาสิครับ”
แม่ลี่พูดด้วยความประหลาดใจ “ที่บ้านเสี่ยวหรงติดโทรศัพท์แล้วเหรอ เธอติดโทรศัพท์ไปทำไมล่ะ”
ลี่รุ่ยจือขยับตัวนั่งตรง จ้องมองอวี๋เสวี่ยหลานด้วยความสับสน “แม่ครับ เสี่ยวหรงเปิดร้านตัดเสื้อที่บ้านนะ แม่ไม่รู้เหรอ?”
“อะไรนะ แม่ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย” แม่ลี่ยิ่งสงสัยหนัก “ไม่ใช่ว่าเสี่ยวหรงเรียนการค้าหรอกเหรอ ทำไมไปเป็นช่างตัดเสื้อได้ล่ะ?”
“เป็นช่างตัดชุดก็ถือว่าทำการค้าครับแม่” ลี่รุ่ยจือทำหน้าทีเล่นทีจริง “ฮ่าฮ่า เสี่ยวหรงตัดชุดเก่งมากเลยนะครับ ถ้าว่าง ๆ แม่ก็ไปเที่ยวที่บ้านล้อมลานดูสิครับ เดี๋ยวนี้เสี่ยวหรงจ้างช่างตัดเสื้อหลายคนแล้วด้วยนะ”
“ถ้าว่างแม่จะไปดู มีเบอร์โทรศัพท์เสี่ยวหรงไหม?”
ลี่รุ่ยจือรีบกลืนน้ำลายลงคอ “ผมลืมถามไป…”
แม่ลี่จ้องเขาอย่างโกรธเคือง “เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ!”
ลี่ข่ายจือกำลังเล่นหมากรุกกับลี่หมิ่นหง พลางมองไปทางลี่รุ่ยจือ “อีกสองวัน รุ่ยจือกับเสี่ยวหรงจะไปดูบ้าน ถึงเวลานั้นก็ให้เธอกลับมากินข้าวที่บ้าน อยากรู้อะไรค่อยถามตอนนั้นก็ได้ครับ”
“อ๋อ ใช่แล้ว แม่ครับพรุ่งนี้ผมจะไปหาเสี่ยวหรงไปดูบ้านที่จะซื้อครับ”
เมื่อกลับมาจากบ้านตระกูลเสิ่น ลี่หรงเพิ่งจะเดินเข้ามาในบ้านก็ได้ยินเสียงคนคนหนึ่งโวยวายอยู่
บ้านล้อมลานไม่เคยมีเรื่องวุ่นวายแบบนี้ แถมเสียงยังมาจากห้องทำงานของเธออีก ลี่หรงขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เกิดอะไรขึ้น?
[1] ทำข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก หมายถึง เรื่องราวได้ดำเนินไปแล้ว ไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้