ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 293 การต่อรอง
บทที่ 293 การต่อรอง
ข้อกำหนดเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะทำตามได้ง่าย ๆ แถมเงินกู้นั้นไม่ใช่ว่าอยากจะกู้เท่าไหร่ก็กู้ได้
ในขณะที่พูดถึงประเด็นสำคัญอยู่ จ้าวเหวินหลินลอบสังเกตสีหน้าของลี่หรงและสวีจิ้งตาน
พบว่าสีหน้าของทั้งสองฝ่ายไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ มองไม่ออกเลยว่าทัศนคติของพวกเธอเป็นอย่างไรบ้าง?
แต่ในใจของจ้าวเหวินหลินมีคำตอบอยู่แล้ว เขาเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก ถามว่า “คุณต้องการกู้เงินจำนวนเท่าไหร่ครับ? เตรียมอะไรมาค้ำประกันบ้าง?”
ลี่หรงหันไปมองสวีจิ้งตาน เมื่อครู่พูดคุยกันเรียบร้อยแล้วว่าจะใช้โรงงานค้ำประกัน ไม่ได้คิดจะใช้ที่ดิน เพราะที่ดินนั้นเป็นสินทรัพย์ส่วนตัวของสวีจิ้งตาน
“ใช้โรงงานของพวกเราค้ำประกันค่ะ ธนาคารสามารถยอมรับสินทรัพย์ของบริษัทเองเป็นเครื่องค้ำประกันได้ใช่ไหมคะ?”
จ้าวเหวินหลินพยักหน้า “ได้ครับ แต่เรื่องนี้จะต้องหาผู้เชี่ยวชาญไปประเมินที่โรงงานของคุณ พอได้ผลลัพธ์ออกมาแล้ว ถึงจะทราบว่าจะสามารถกู้ได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ครับ”
ต้องรอให้ประเมิน กว่าจะได้คงใช้เวลานาน แต่โรงงานรอไม่ได้แล้ว
“ต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะ?”
จ้าวเหวินหลินส่ายหน้า เขาให้เวลาที่แน่นอนไม่ได้
“ผู้จัดการจ้าว เรื่องนี้เร่งด่วนจริง ๆ นะคะ ไม่งั้นเราคงไม่มาธนาคารเพื่อขอกู้ยืมหรอก กำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแล้ว เราต้องรีบผลิตเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนค่ะ”
การหาคนมาประเมินไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แม้ว่าจ้าวเหวินหลินจะใจกว้างเพียงใด ก็ไม่อาจรับรองได้ แม้ต้องการเงิน แต่ก็โอนเงินให้โดยตรงไม่ได้อยู่ดี
จ้าวเหวินหลินต้องการเจรจาให้ความร่วมมือครั้งนี้สำเร็จ แต่หากไม่มีการประเมินแล้วให้กู้เงินไปก่อน หากเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาในภายหลัง จ้าวเหวินหลินรับผิดชอบไม่ไหวแน่
“คุณต้องการกู้ยืมเงินเพื่อไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ใช่ไหมครับ?” จริง ๆ แล้ว การซื้อวัสดุอุปกรณ์นั้นสามารถจ่ายล่วงหน้าได้เป็นบางส่วน เมื่อผลิตเสร็จแล้ว จึงค่อยจ่ายส่วนที่เหลือก็ได้
“เปล่าค่ะ” คนที่พูดคือสวีจิ้งตาน “พวกเราต้องการซื้อเครื่องจักรสิ่งทอที่นำเข้า ผ้าบางชนิดหาผู้จำหน่ายไม่ได้ เราจึงตั้งใจจะทำเอง”
“เครื่องจักรสิ่งทอเหรอ?” จ้าวเหวินหลินครุ่นคิด “ผมรู้จักคนอยู่ เดี๋ยวผมจะช่วยนัดพวกคุณกับเขาให้ไปคุยกัน ถ้าเหมาะสมก็ซื้อเครื่องจักรจากเขาได้เลย หากของมาถึงพอดีจะได้ประเมินไปด้วยเลย”
“ดีเลยค่ะ ขอบคุณผู้จัดการจ้าวด้วยนะคะ”
หลังจากคุยกับลี่หรงและสวีจิ้งตานจบ ผู้จัดการจ้าวจึงลุกขึ้นเดินกลับไปที่ห้องทำงาน เตรียมโทรศัพท์ แต่เดินออกไปได้เพียงสองก้าว เขาก็หันกลับมาราวกับนึกอะไรขึ้นได้ “ดูผมสิ เพิ่งจะนึกได้เมื่อกี้เอง ไม่น่าคุยกับพวกคุณที่นี่เลย เราไปที่ห้องทำงานของผมกันเถอะครับ”
พวกผู้หญิงอย่างลี่หรงไม่มีอะไรต้องอ้อมค้อม หากเป็นลี่หรงมาคนเดียวคงต้องหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องไม่เกี่ยวข้องไปแล้ว
เมื่อไปถึงห้องทำงานของจ้าวเหวินหลิน ก่อนอื่นเขาได้รินชาร้อนคนละถ้วยให้กับพวกเธอ จากนั้นก็ยิ้ม “ฟังจากสำเนียงแล้วไม่น่าใช่คนท้องถิ่น นี่คือชาร้อนของเมืองหยาง ไม่ทราบว่าถูกปากไหมครับ?”
ไม่ว่าจะถูกปากหรือไม่ก็ต้องขอบคุณ หลังจากนั้นจ้าวเหวินหลินจึงโทรศัพท์หาอีกฝ่ายที่เขาพูดถึงก่อนหน้า
เมื่อวางสายแล้ว เขาก็พูดขึ้นเพื่อไม่ให้ทั้งสองต้องรออย่างน่าเบื่อหน่ายจนเกินไป
“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับที่ผมเห็นหญิงสาวทั้งสองมาสร้างโรงงาน เก่งจริง ๆ พวกคุณทำตลาดอะไรล่ะครับ?”
“ตลาดในประเทศค่ะ”
“อย่างนั้นคงต้องใช้เงินทุนไม่น้อยเลยนะ”
“ก็พอได้อยู่ค่ะ”
จ้าวเหวินหลินพยักหน้า ไม่ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องโรงงานต่อ แต่กลับเริ่มพูดคุยทั่วไป เริ่มจากถามว่าพวกเธอมาจากที่ไหน?
“เมืองหลวงค่ะ”
“โอ้โห…” จ้าวเหวินหลินรู้สึกราวกับยกย่องนับถืออย่างลึกซึ้ง บางทีชาวต่างถิ่นอาจจะรู้สึกพิเศษแบบบอกไม่ถูกกับเมืองหลวง โดยเฉพาะเมื่อเมืองหยางแห่งนี้ห่างจากเมืองหลวงมาก
“ว่าแต่ผู้จัดการจ้าวพวกเราเป็นญาติกันนะเนี่ย”
จ้าวเหวินหลินมองไปที่ลี่หรงด้วยความสงสัย ก่อนจะได้ยินเธอพูดพร้อมหัวเราะว่า “สามีของฉันแซ่จ้าวเหมือนกันเลยค่ะ”
“งั้นก็ครอบครัวเดียวกันจริง ๆ ครับ” จ้าวเหวินหลินหัวเราะออกมา
หลังจากวางสายโทรศัพท์ไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มวัยสามสิบเศษก็ปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทางที่รีบร้อน
จ้าวเหวินหลินแนะนำพวกเขาทั้งสองให้รู้จักกัน “นี่คือเจ้าของกิจการที่ผมบอกว่าสนใจจะซื้อเครื่องจักร พวกคุณคุยกันได้เลยนะครับ”
จ้าวเหวินหลินไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวตรงกลาง เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะหลีกเลี่ยงข้อครหา เขาไม่ต้องการให้ลี่หรงและสวีจิ้งตานมองว่าเขาจะได้รับส่วนแบ่ง
ต้องบอกว่ากลยุทธ์ของจ้าวเหวินหลินนี้ ทำให้ลี่หรงและสวีจิ้งตานสบายใจขึ้นไม่น้อย
จ้าวเหวินหลินติดต่อหาคนที่ขายเครื่องจักรให้กับลี่หรงและสวีจิ้งตานโดยตรง มันย่อมน่าเชื่อถือมากกว่าให้ลี่หรงไปหาเอง
ชายที่ขายเครื่องจักรแซ่โม่ เครื่องจักรของพวกเขาเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ เฉพาะโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าหรือโรงงานที่ผลิตผ้าโดยเฉพาะเท่านั้นที่จะต้องการ
เครื่องจักรนี้มีการเปลี่ยนรุ่นช้า เครื่องจักรใหม่เอี่ยมเครื่องหนึ่ง ซ่อมแซมให้เรียบร้อยก็สามารถใช้งานได้หลายปี
โดยทั่วไปแล้ว คือขายลูกค้าไปหนึ่งรายก็จะสูญเสียลูกค้าไปหนึ่งรายเช่นกัน ในอาชีพของสหายโม่ก็คิดเช่นนี้
เขาหยิบเอกสารที่นำมาด้วยออกมา ถามลี่หรงและสวีจิ้งตานว่าพวกเธอต้องการเครื่องจักรสำหรับทอผ้าแบบไหน
ลี่หรงพูดคร่าว ๆ ว่า “อยากได้เครื่องจักรที่สามารถทอผ้าลายดอก รวมถึงผลิตผ้าบาง ๆ ที่ระบายอากาศได้ดีด้วย…”
เครื่องจักรในโรงงานใช้สำหรับตัดกางเกงและเสื้อผ้าอื่น ๆ เอาไว้แล้ว จึงไม่สามารถนำมาใช้ทอผ้าที่ลี่หรงต้องการได้ เธอจึงจำเป็นต้องซื้อ
สหายโม่หยิบเอกสารสองแผ่นจากเอกสารที่เขานำมาให้ลี่หรงดู
กระดาษไม่ได้เคลือบพลาสติกไว้ และเป็นเพราะว่าสหายโม่ชอบหยิบไปเปิดดู บนกระดาษจึงมีรอยต่าง ๆ มากมาย แต่สามารถมองออกได้ว่าเป็นรูปถ่ายสีของเครื่องทอผ้า
เห็นได้ชัดว่าสหายโม่นั้นลงทุนไปพอสมควร
ตอนนั้นมีรูปถ่ายสีแล้ว แต่ราคาแพงกว่าขาวดำมาก
ในยุคที่เครื่องพิมพ์ยังไม่พัฒนา คงไม่ต้องคิดเลยว่าอีกฝ่ายต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อทำรูปถ่ายสี
แต่เงินนี้สหายโม่จ่ายเอง หรือเป็นของโรงงานเครื่องจักรของสหายโม่ ลี่หรงไม่อาจรู้ได้
ลี่หรงและสวีจิ้งตานปรึกษากัน และตัดสินใจซื้อสองเครื่อง
สหายโม่ถูกโชคใหญ่หล่นทับจนมึน เขาเดินทางมาที่นี่ไม่ได้คาดหวังว่าจะขายสินค้าออก แค่ขายได้เครื่องเดียวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว แต่ไม่คิดว่าลี่หรงจะซื้อถึงสองเครื่อง!
ข้างเครื่องจักรมีการติดป้ายราคา เครื่องจักรที่พวกเธอตัดสินใจจะซื้อนั้นเขียนราคาไว้ว่าสองหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบยวน
เมื่อเห็นคนขายเครื่องจักรกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่ ลี่หรงก็เปิดปากถามว่า “ถ้าเราซื้อสองเครื่องพร้อมกัน จะลดราคาได้เท่าไรคะ?”
“ลดเครื่องละสี่ร้อยแปดหยวน เอาเลขกลม ๆ ให้คุณเลย” สหายโม่หัวเราะ “แทบจะเป็นต้นทุนของเราแล้ว สองเครื่องคิดเป็นสี่หมื่นสามพันหยวน”
ก็ยังไม่ถูก
ก่อนหน้านี้ลี่หรงไม่เคยซื้อของแพงขนาดนี้ เธอจึงบอกว่า “เอาเลขกลม ๆ เป็นสี่หมื่นได้ไหมคะ?”
สีหน้าสหายโม่ดูลังเล แน่นอนว่าเขาไม่เต็มใจที่จะลด เพราะเงินที่เขาจะได้จะน้อยลงด้วย
ลี่หรงทำธุรกิจในเมืองหลวงมาเป็นเวลานาน ย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ในช่วงเวลาที่สหายโม่ลังเล ลี่หรงก็รู้ว่าสี่หมื่นย่อมเป็นไปได้ แต่อีกฝ่ายแค่อยากได้กำไรมากกว่านี้เท่านั้น
ลี่หรงรีบเปลี่ยนคำพูด “สามหมื่นแปด”
การต่อรองราคานั้นไม่กลัวที่จะตั้งราคาสูง แต่กลัวนายจ้างจะเรียกข้อเสนอเพิ่ม!
สหายโม่อึ้งไปสักพัก รีบร้อนตามไปตกลงกับลี่หรง
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายต่อราคาไปมาอยู่นาน ในที่สุดก็ตกลงกันที่สี่หมื่น
ลี่หรงโอนเงินมัดจำให้ก่อนห้าพันหยวน และเมื่อเครื่องจักรมาถึงโรงงานแล้วเธอจะชำระเงินที่เหลือทั้งหมดอีกที