ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 309 เดินจากไปอย่างหงอยเหงา
บทที่ 309 เดินจากไปอย่างหงอยเหงา
ลี่หรงพลันนึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมหลานไห่ถึงยังไม่เคยออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายเลย?
“คุณผู้หญิงสองคนเป็นเจ้าของหลานไห่ใช่ไหมครับ?” สวีหยวนเฉิงยิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะพูดได้ค่อนข้างดี อย่างน้อยก็ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการล่วงเกิน
แต่ลี่หรงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เธอและสวีจิ้งตานมองหน้ากัน คนหลังยิ้มให้สวีหยวนเฉิงอย่างใจกว้าง “ใช่ค่ะ คุณเป็นเจ้าของโรงงานไหนหรือคะ?”
“สวัสดีครับ” สวีหยวนเฉิงยิ้มแนะนำตัวเอง “ผมเป็นเจ้าของเซิ่งต้า ชื่อสวีหยวนเฉิงครับ”
สวีจิ้งตานยกแก้วเหล้าขึ้น “พวกเรามาจากหลานไห่ค่ะ สวีจิ้งตาน ส่วนนี่คือลี่หรง หุ้นส่วนของฉัน”
“โอ้! หลานไห่จริงด้วย ขอโทษด้วยนะครับ พวกเราล้วนแซ่สวี เมื่อแปดร้อยปีก่อนคงเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่เลย ปีนี้หลานไห่ออกแบบเสื้อผ้าตีตลาดได้มากมาย ที่แท้เจ้าของเป็นผู้หญิงสวยขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยนะครับ!”
สวีหยวนเฉิงเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ มองไปที่ลี่หรงด้วยความประหลาดใจ “โอ้! ผมเคยคิดจะไปคุยกับนักออกแบบของโรงงานคุณเพื่อขอคำแนะนำด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นหุ้นส่วน ขอโทษจริง ๆ นะครับที่พูดไม่เหมาะสม”
มุมปากลี่หรงกระตุกเมื่อสวีหยวนเฉิงแนะนำตัวเองว่ามาจากเซิ่งต้า เธอก็นึกถึงโทรศัพท์ที่โทรมาเพื่อพยายามจะแย่งตัวเธอไปในตอนนั้น
เฮอะ! พูดได้ไพเราะจริง ๆ ขอคำแนะนำงั้นเหรอ?
เขาแค่อยากแย่งคนไปใช่ไหมล่ะ?
เมื่อสวีหยวนเฉิงมองมา ลี่หรงก็ยิ้มให้ แต่ไม่ได้พูดอะไร
สวีจิ้งตานกลับอึ้งไปครู่หนึ่ง เลิกคิ้วมองไปที่ลี่หรง เหมือนจะถามว่าทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้?
ลี่หรงกลอกตา ตอนที่สวีหยวนเฉิงไม่ได้มองมาทางนี้ เธอบอกกับสวีจิ้งตานด้วยแบบไม่มีเสียงว่า ค่อยคุยกันทีหลัง
สวีหยวนเฉิงพยายามอย่างยากลำบากที่จะเข้าหาพูดคุย คนรอบข้างไม่มีใครเข้ามาร่วมวง มีแต่เขาที่คุยกับสองสาวสวย ในใจอดรู้สึกหยิ่งผยองไม่ได้ เขาเลยคุยกับสวีจิ้งตานและลี่หรงต่อไป
ดูท่าทางแล้ว คงไม่ได้ตั้งใจจะไปในเร็ว ๆ นี้แน่
ลี่หรงคิด แต่ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มเล็กน้อยไว้ แม้ว่าคนในวงการเดียวกันอาจไม่ใช่ศัตรูเสมอไป แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสวีหยวนเฉิง เธอรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีโอกาสร่วมมือกันแน่นอน
เพราะสายตาของสวีหยวนเฉิงดูเจ้าเล่ห์เกินไป ไม่เหมือนคนดี ยิ่งเมื่อรวมกับเรื่องที่เขาพยายามแย่งคนแล้ววางสายโทรศัพท์ไปเลย ยิ่งทำให้ลี่หรงมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อเขา
สวีหยวนเฉิงมองสายตาเย็นชาของลี่หรง แล้วรู้สึกหดหู่ในใจ ไม่คิดว่าผู้หญิงแซ่ลี่จะมีนิสัยเย็นชาขนาดนี้ แต่โชคดีที่ยังมีสวีจิ้งตาน ผู้หญิงคนนี้ดูยังพอใช้ได้
สวีจิ้งตานเห็นว่าลี่หรงไม่ค่อยสนใจสวีหยวนเฉิงเท่าไหร่ เธอก็พอเดาออกถึงท่าทีของเธอ และไม่อยากคุยกับสวีหยวนเฉิงต่อ อีกฝ่ายยังพูดเรื่องที่ไม่มีสาระอีกมากมาย รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอนั้นแทบจะหายไปแล้ว
ขณะที่กำลังจะหาข้ออ้างเพื่อหนีตัว มือใหญ่คู่หนึ่งก็โอบเอวของเธอไว้ สวีจิ้งตานหันไปมองด้านข้าง เป็นซ่งอี้เฉิง เธอเลิกคิ้วแล้วพูดขึ้นว่า “คุณมาแล้วเหรอคะ?”
ลี่หรงยิ้มเล็กน้อย “สวัสดีค่ะอาซ่ง”
“อืม เมื่อกี้ยังติดธุระนิดหน่อย เลยมาช้าน่ะครับ” เมื่อซ่งอี้เฉิงพบสวีจิ้งตาน เขาก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังคุยกับเธออยู่ตลอด เขาจึงรู้สึกไม่พอใจมาก เลยเดินเข้ามากอดเอวสวีจิ้งตาน เหมือนจะประกาศความเป็นเจ้าของ
เขามองไปที่สวีหยวนเฉิง แล้วถามใครสักคนในกลุ่มนั้นว่า “คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ?”
“คุณสวีอยากชวนน้าตานไปกินติ่มซำตอนว่าง ๆ น่ะค่ะ” ลี่หรงรีบตอบ
สวีหยวนเฉิงมีความตั้งใจแบบนั้นจริง ๆ แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้เลยว่าสวีจิ้งตานกับซ่งอี้เฉิงสนิทกันขนาดนี้!
เขาเป็นเจ้าของโรงงานเสื้อผ้า ตอนซ่งอี้เฉิงเดินเข้ามาเขาก็จำได้แล้วว่าเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ถ้าเขาตาบอดเขาคงจำไม่ได้หรอก!
แต่เดิมยังคิดจะพูดเล่น ๆ ผ่านไป ไม่คิดว่าลี่หรงจะไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิด!
ในวันที่ใกล้จะเข้าฤดูหนาว สวีหยวนเฉิงกลับเหงื่อแตก การทำธุรกิจห้ามไปทำให้ใครโกรธ โดยเฉพาะพวกข้าราชการเหล่านี้ เขารู้สึกอึดอัดและร้อนใจมาก “คุณซ่งครับ ผมขอโทษจริง ๆ ผมไม่รู้ว่าคุณสวีเป็นแฟนของคุณ เมื่อกี้ผมแค่อยากเรียนรู้ประสบการณ์จากหลานไห่ เลยอยากชวนเธอไปกินข้าว ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยครับ”
“จริงเหรอครับ?” ซ่งอี้เฉิงถามด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
สวีหยวนเฉิงรีบพยักหน้าหงึกหงัก แล้วหาข้ออ้างออกไป
เมื่อคนเดินจากไป สวีจิ้งตานมองไปที่ลี่หรงแล้วยิ้ม “เธอนี่นะ”
ลี่หรงยักไหล่ “ก็มีความกล้าแค่นี้แหละค่ะ อ้อใช่! ก่อนหน้านี้ฉันยังไม่ได้บอกคุณเลย เขาโทรมาบอกว่าจะจ้างฉันไปเป็นนักออกแบบที่เซิ่งต้าด้วยเงินเดือนหนึ่งพันหยวนต่อเดือน”
สวีจิ้งตาน “เงินเดือนก็สูงมากนะ”
เธอไม่กังวลว่าลี่หรงจะถูกแย่งตัวไป ทำงานพิเศษจะได้เงินเท่าไหร่กัน? หลานไห่สามารถทำเงินได้ไม่น้อยไปกว่าการไปเป็นนักออกแบบให้คนอื่นหรอก
สวีจิ้งตานพลันนึกขึ้นได้ เธอจึงปลดมือซ่งอี้เฉิงออก “พอแล้ว คนเขาไปแล้ว”
ซ่งอี้เฉิงวางมือกลับไปอีกครั้ง ผู้ชายวัยสามสิบกว่าปีแต่กลับมีความเป็นเด็กอยู่บ้าง “ไม่ได้ ยังมีคนอีกเยอะเลย”
เขาก้มหน้าลงกระซิบ “วันนี้คุณแต่งตัวสวยมาก มีหลายคนมองคุณ ผมต้องระวังให้ดี”
สวีจิ้งตานไม่คิดว่าหลังจากตกลงคบหากันแล้ว อีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะติดเธอแจแต่ยังไม่ปิดบังความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเลยด้วยซ้ำ
เธอมองไปที่ลี่หรงด้วยความร้อนใจ โชคดีที่ลี่หรงฉลาดพอที่จะหลบไปอีกด้านแล้ว
ที่มุมห้องจริง ๆ แล้วยังมีใบหน้าที่ไม่ค่อยคุ้นเคยอีกคน เหวยเจี๋ยกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกับสมาคมการค้า ไม่คิดว่าจะได้เห็นผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้เขาโมโหจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในตอนนั้นเลย!
ช่างเป็นโชคช่วยจริง ๆ อีกฝ่ายส่งตัวเองมาให้ถึงที่!
ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เหวยเจี๋ยและกำลังคุยกับเขาอยู่ สังเกตเห็นว่าเขามองไปทางหนึ่งตลอดเวลา เมื่อมองตามไป ก็พบว่าเป็นผู้หญิงที่สวย เขาหัวเราะอย่างหื่นกระหาย “เหวยเจี๋ยกำลังมองหาสาวสวยอีกคนเหรอ? ครั้งนี้สายตาไม่เลวนะ”
เหวยเจี๋ยมองไปที่เซี่ยซื่อต้าด้วยสายตาชั่วร้าย “นายไม่เข้าใจหรอก ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนดีเลย นายยังจำได้ไหมตอนที่ฉันโดนเตะตรงนั้นที่โรงแรม?”
เซี่ยซื่อต้าชะงักไปครู่หนึ่ง “เป็นเธอเหรอ?”
เหวยเจี๋ยส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ
เซี่ยซื่อต้าเงียบไปครู่หนึ่ง ในใจชั่งน้ำหนักไปมา ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้หญิงคนนั้นมีภูมิหลังอะไร อย่างน้อยเธอก็มาเข้าร่วมสมาคมการค้าได้ อย่างน้อยในสมาคมการค้านี้ พวกเขาก็ไม่สะดวกที่จะทำอะไรกับอีกฝ่าย
เขารู้จักเหวยเจี๋ยดี คนคนนี้เป็นลูกคนรวยในต่างประเทศของ ไม่มีสมอง พอเจอผู้หญิงก็อยากเป็นหมีเท็ดดี้ ถ้าเขาจับลี่หรงได้ก็ไม่รู้ว่าจะทรมานเธอยังไง?
ถ้าเป็นปกติเซี่ยซื่อต้าจะไม่ยุ่งกับเขาแน่ แต่วันนี้เขาอยู่ด้วย แถมยังเป็นในงานแบบนี้ เขาไม่อาจปล่อยให้เหวยเจี๋ยที่ไม่มีสมองมาทำให้เรื่องของเขาเสีย
เขาขมวดคิ้วเตือนเหวยเจี๋ย “ไม่ว่านายจะคิดจะทำอะไรให้รอก่อน อย่างน้อยรอให้งานสมาคมการค้าจบ เพราะถ้านายก่อเรื่องอะไรขึ้นมาที่นี่ ทำให้เรื่องดี ๆ ของบริษัทเสีย ตอนนั้นลุงของนายคงไม่รู้จะอธิบายยังไง และฉันก็ช่วยนายไม่ได้”
เหวยเจี๋ยโบกมืออย่างร้อนใจ “รู้แล้วน่า”
เซี่ยซื่อต้าไม่วางใจเลย แต่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ฟังเขาแน่ จึงทำได้แค่ถอนหายใจ ช่างเถอะ!
เขามองไปที่ลี่หรงแล้วคิดในใจ สาวสวยนี่มันนำพาเภทภัยจริง ๆ
ลี่หรงไม่ได้สนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางนี้เลย เธอและสวีจิ้งตานถูกซ่งอี้เฉิงพาไปรู้จักกับเศรษฐีใหญ่ในวงการธุรกิจหลายคน
ได้พึ่งร่มใหญ่นี่ดีจริง ๆ!
ถึงแม้ซ่งอี้เฉิงจะไม่ได้พูดอะไร แต่ด้วยการมีเขาอยู่ข้าง ๆ ไม่ว่าในใจพวกนักธุรกิจเหล่านั้นจะคิดยังไง พอเดินมาคุยด้วยก็สุภาพมาก ไม่มีท่าทีล่วงเกินเลยสักนิด