ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 334 ออกเดินทาง
บทที่ 334 ออกเดินทาง
ใช่! สลับกันไปหมดแล้ว
ลี่หรงเป็นเพื่อนสนิทของเสิ่นรั่วหนิง และเรียกสวีจิ้งตานว่าน้า แต่เย่เหลยกลับเรียกพวกเธอว่าพี่สาว
ขณะนั้นซ่งอี้เฉิงเดินเข้ามาพอดี เขาขมวดคิ้วมองเย่เหลย แล้วพูดขึ้นว่า “ต้องเปลี่ยนเป็นเรียกน้าสะใภ้แล้ว”
ซ่งอี้เฉิงกับสวีจิ้งตานจดทะเบียนสมรสแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดงานแต่งงาน
เย่เหลยค่อนข้างเกรงใจซ่งอี้เฉิง พออีกฝ่ายพูดจบ เขารีบซ่อนสีหน้ากวน ๆ แล้วพูดอย่างว่าง่ายว่า “ครับ น้าสะใภ้”
ตอนที่ย้ายมาที่เมืองหยางใหม่ ๆ จ้าวชิงซงฟังลี่หรงแล้วไปที่สำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นแค่ธุรกิจส่วนบุคคล แต่มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมุ่งมั่นของจ้าวชิงซงแม้แต่น้อย
จ้าวชิงซงเช่าบ้านชั้นเดียวหลังเล็ก ๆ ในย่านเดียวกับหลานไห่ไว้เป็นโกดังสินค้า และเป็นที่ทำงานของธุรกิจขายผลไม้
เย่เหลยตามที่อยู่ไปจนถึงบ้านหลังเล็ก ซึ่งแต่เดิมน่าจะเป็นโรงงานที่ให้คนอื่นเช่า สถานที่ค่อนข้างกว้างขวาง
ประตูไม่ได้ล็อก เขาเดินเข้าไปเห็นผู้ชายสองคนยืนคุยกันหน้ารถบรรทุก
รถบรรทุกเป็นของชิวเฉิงหาว ตอนที่ขายร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าไปแล้ว เขายังเก็บรถบรรทุกไว้อยู่ ประจวบเหมาะกับธุรกิจขายผลไม้ของที่นี่ต้องใช้รถพอดี จ้าวชิงซงเลยไม่ต้องซื้อรถบรรทุกเพิ่ม
จ้าวชิงซงไม่ได้เอาเปรียบเพื่อน เขาตีราคาขายรถบรรทุกที่เสื่อมสภาพแล้วนำไปเป็นหุ้นของชิวเฉิงหาวด้วย
เย่เหลยมองอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าคนไหนคือจ้าวชิงซง เขาลูบมือพลันยืดตัวตรง แล้วเดินเข้าไปถามว่า “คนไหนคือพี่จ้าวเหรอครับ?”
ทั้งสองคนหันมามองเย่เหลย จ้าวชิงซงจ้องมองเย่เหลยด้วยสายตาคมกริบ ผิวขาว สูง แต่เห็นได้ชัดว่าชอบหดคอ คงเป็นอย่างที่ลี่หรงบอกจริง ๆ ว่าเขายังเด็กอยู่
ไม่รู้ว่าจะทนลำบากไหวไหม?
จ้าวชิงซงสูงกว่าเย่เหลย ผู้ชายอายุเกือบสามสิบยังคงไว้ผมสั้นเกรียน ผิวสีแทนดูแข็งแกร่ง เวลามองมาด้วยสายตาเรียบเฉย ดูค่อนข้างน่ากลัว
เย่เหลยรู้สึกหวั่น ๆ รู้อย่างนี้ เขาน่าจะแวะไปที่หลานไห่ แล้วชวนพี่ลี่หรงหรือพี่ตานมาด้วยดีกว่า
จ้าวชิงซงพอเดาออกว่าเขาเป็นใคร จึงถามว่า “นายคือเย่เหลยงั้นเหรอ?”
พอจ้าวชิงซงเอ่ยปาก เย่เหลยก็ไม่ค่อยประหม่าแล้วตอบรับว่า “ใช่ครับ” จากนั้นเขาก็พูดต่อ “พี่ลี่หรงบอกว่าที่นี่ขาดคนทำงาน พี่เขย พี่ว่าผมพอไหวไหมครับ?”
เมื่อกี้ยังเรียกพี่จ้าวอยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นพี่เขยซะแล้ว…
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความอดทน อย่างน้อยเย่เหลยยังถือว่าฉลาดอยู่บ้าง
จ้าวชิงซงไม่ได้สนใจว่าเขาจะเรียกตนเองว่าอะไร แล้วพาอีกฝ่ายเข้าไปในบ้าน
ข้างในมีแค่โคมไฟแบบง่าย ๆ กับโต๊ะอีกสองสามตัว ถือว่าเรียบง่ายมาก พวกเขาเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจเท่านั้น จะให้ตกแต่งเหมือนบริษัทใหญ่โตได้ยังไง?
เย่เหลยคิดแบบนั้นเหมือนกัน เขาไม่ใช่คนที่จะมองแค่ภายนอกแล้วรังเกียจ เขาไม่ค่อยรู้จักจ้าวชิงซงก็จริง แต่อีกฝ่ายยังถือเป็นสามีของลี่หรง
ที่ไม่ยอมตกแต่งบ้านหลังเล็ก ๆ ให้เป็นสำนักงานหรูหรา เพราะไม่มีเงินงั้นเหรอ?
คงไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน!
เย่เหลยเหลือบมองไปรอบ ๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ จ้าวชิงซงชี้ไปที่ชิวเฉิงหาว แล้วบอกว่า “นี่คือชิวเฉิงหาว เพื่อนร่วมกองทัพของฉัน เป็นหุ้นส่วนร้านขายส่งผลไม้นี้ด้วย”
เย่เหลยยิ้มให้ชิวเฉิงหาว “งั้นผมเรียกพี่หาวแล้วกันนะครับ”
เจอใครก็เรียกพี่ไว้ก่อน
ชิวเฉิงหาวพยักหน้า ไม่ได้ว่าอะไร
ผู้ชายด้วยกันไม่มีอะไรต้องอ้อมค้อม พอเย่เหลยมาถึง จ้าวชิงซงก็รู้แล้วว่าลี่หรงต้องบอกเรื่องที่เขาเคยพูดไปแล้วแน่ ๆ
ดังนั้น จ้าวชิงซงจึงพูดตรง ๆ ว่า “เสี่ยวหรงบอกนายแล้วใช่ไหม? มาอยู่ที่นี่ไม่สบายเหมือนอยู่ที่หลานไห่หรอกนะ ไม่ใช่แค่ขับรถบรรทุก แต่ต้องเป็นคนขนของด้วย เราต้องไปรับผลไม้และวิ่งรถไกล….”
พอได้ยินว่าจะได้ไปไหนมาไหน เย่เหลยก็รู้สึกตื่นเต้น แต่ในใจยังลังเลเรื่องงานหนัก แต่พอเห็นท่าทางของจ้าวชิงซง เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนเก่งกาจแน่นอน!
ถ้าไม่สามารถเรียนการออกแบบกับลี่หรงได้ งั้นเขาก็จะเรียนรู้จากสามีของเธอแทน
ถึงแม้จะไม่ได้เรียนรู้อะไร อย่างน้อยที่บ้านคงไม่ปล่อยให้เขาอดตาย ถือซะว่าฆ่าเวลา จะได้ไม่ต้องถูกที่บ้านบ่นแล้วกัน
เย่เหลยคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจกลืนน้ำลายลงคอ พยักหน้าอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “ผมทราบแล้วครับ ผมทำได้”
จ้าวชิงซงแกล้งทำเป็นไม่เห็นแววตาที่ลังเลของอีกฝ่าย แล้วพยักหน้า “ก็ดี ฝากเบอร์ติดต่อไว้ อีกสองวันพอจัดการเรื่องต่าง ๆ เสร็จแล้วฉันจะโทรหา”
“ครับ ๆ” เย่เหลยเขียนเบอร์โทรบ้านไว้ จากนั้นก็เดินออกไปอย่างงง ๆ
พอเดินมาได้ครึ่งทาง เย่เหลยนึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ถาม
ชิวเฉิงหาวรอจนกระทั่งเย่เหลยเดินไปไกลแล้ว จึงถามจ้าวชิงซงว่า “เด็กเมื่อกี้ใครน่ะ?”
“เป็นเด็กจากบ้านคนรู้จัก จะมาทำงานกับพวกเรา”
ชิวเฉิงหาวขมวดคิ้ว “เด็กแบบนั้นจะทำงานอะไรได้? ต่อยทีเดียวก็ร่วงแล้ว ดูบอบบางขนาดนั้น ถ้าอยู่ในค่ายทหารคงโดนทำโทษให้วิ่งแบกน้ำหนักทุกวันแน่…”
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างมีเลศนัย “เลยส่งมาฝึกฝนนี่ไง ถือซะว่าเขาเป็นทหารใหม่ในค่ายแล้วกัน…”
ชิวเฉิงหาวหัวเราะ
เย่เหลยยังไม่รู้ว่ามีอะไรที่รอเขาอยู่ พอกลับถึงบ้าน ไช่อันฉิง แม่ของเขาก็ถามว่า “เป็นไงบ้าง? เขายอมรับลูกเข้าทำงานไหม?”
เย่เหลยยืดอกตอบอย่างมั่นใจ “รับสิครับ ลูกชายคุณแม่เก่งขนาดนี้ ใครจะไม่รับ?”
ไช่อันฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ลูกชายคนเล็กนี่แหละที่ทำให้เธอปวดหัวที่สุด ทำอะไรก็ไม่เคยอยู่ทน…
ไปทำงานที่หลานไห่ได้ไม่กี่เดือน ตอนนี้ก็ว่างงานอีกแล้ว
พอได้ยินน้องสะใภ้บอกว่ามีงานให้เย่เหลยทำ ไช่อันฉิงเลยถามรายละเอียด ได้ความว่าอีกฝ่ายเป็นทหารปลดประจำการ เคยเป็นทั้งทหารและเป็นเจ้านายมาก่อน แถมยังเป็นสามีของลี่หรงอีกด้วย…
ไช่อันฉิงไม่ต้องเห็นหน้าก็รู้แล้วว่าต้องเป็นคนเก่งกาจ เธอจึงวางใจส่งลูกชายไปให้ดูแล
สวีจิ้งตานบอกกับเย่เหลยไม่เหมือนกับที่บอกไช่อันฉิง เธอเตือนไช่อันฉิงไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าเย่เหลยไม่เชื่อฟัง จ้าวชิงซงจะต้องฝึกเขาอย่างหนักแน่นอน…
ไช่อันฉิงยิ่งวางใจมากขึ้นไปอีก ทั้งยังบอกอีกว่า ‘ปล่อยให้เขาฝึกไปเลย เสี่ยวเหลยโดนพวกเราตามใจจนเสียคนแล้ว’
เย่เหลยกำลังรอคอยการเดินทางครั้งนี้อย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่ามีอะไรที่รอเขาอยู่
ตอนที่จ้าวชิงซงโทรมา เย่เหลยกำลังดูทีวีอยู่ที่บ้าน
พอรู้ว่าเป็นจ้าวชิงซง เย่เหลยก็พูดอย่างดีใจว่า “พี่เขย เราไปกันได้หรือยังครับ?”
พออีกฝ่ายพูดจบ เย่เหลยพยักหน้าอย่างรีบร้อน พอรู้ตัวว่าคุยโทรศัพท์กัน จ้าวชิงซงไม่เห็นเขาพยักหน้า เลยตอบรับกลับไป
ชิวเฉิงหาวมองไปที่รถบรรทุก ซึ่งจ้าวชิงซงอยู่บนรถแล้วกำลังขับรถมาที่บ้านเย่เหลย
เย่เหลยหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กขึ้นรถไป
จ้าวชิงซงกับชิวเฉิงหาวติดนิสัยเอาเป้ทหารมาด้วย พอเย่เหลยลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ ขึ้นมาแล้วดูเป็นคุณชายจริง ๆ
“พวกเราจะไปไหนกันครับ?”
จ้าวชิงซงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พานายไปขายของ”