ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 357 นักร้อง
บทที่ 357 นักร้อง
“เธอตั้งเองเถอะ ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องการตั้งชื่อหรอก” สวีจิ้งตานหัวเราะ “ตอนนี้เพิ่งคลอดลูก สมองยังไม่ค่อยแล่นเท่าไหร่ บอกตามตรงว่าฉันไม่อยากให้เธอต้องห่างจากหลานไห่ไปนาน ๆ เลย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้ามีอะไรฉันยังคุยงานกับคุณผ่านโทรศัพท์ได้”
ส่วนเรื่องชื่อ…
ลี่หรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เรียกว่าชิงซานแล้วกันค่ะ เพราะโรงงานเราก็ชื่อหลานไห่”
“โอ้ ถ้าไม่พูดประโยคหลังนี่ ผมนึกว่าคุณจะบอกรักเสี่ยวจ้าวซะอีก”
ลี่หรงหน้าแดงก่ำ “…เรียกว่าลวี่สุ่ยแล้วกัน”
ชื่อแบรนด์ใหม่คือ ลวี่สุ่ย
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ลี่หรงก็เรียกฝ่ายผลิตและนักออกแบบมาประชุม
การเตรียมงานของแบรนด์ในช่วงแรกจะยังไม่มีสายการผลิตเฉพาะ การออกแบบและผลิตสินค้าจะเลือกจากนักออกแบบที่มีคุณภาพ เพื่อป้อนให้กับแบรนด์ลวี่สุ่ยก่อน
ปัวอี๋กล่าว “ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องออกแบบเพิ่มขึ้นอีกหรือเปล่าคะ?”
ลี่หรงมองเธอ “หลานไห่ไม่ใช่จ่ายเงินตามชิ้นงานที่ออกแบบมาตลอดเหรอ? คุณก็เลือกส่งแบบร่างแบบเดิมได้นี่ แต่เพื่อนร่วมงานของคุณ เขาจะส่งแบบร่างเรื่อย ๆ ใครออกแบบมากก็พัฒนาเร็วและได้เงินเยอะขึ้น…”
ปัวอี๋สูดหายใจเข้า “ฉันรักงานออกแบบค่ะ!”
หลี่ว์เส่าหวา “แล้วฝ่ายผลิต…”
ครั้งนี้สวีจิ้งตานเป็นคนตอบ “รอใกล้กำหนดจ่ายเงินค่อยให้คนงานส่งของไป พวกเราจะทำร้านแค่ร้านสองร้านก่อน ไม่ต้องใช้คนงานเยอะ ถือว่าดูทิศทางของตลาดไปในตัว ถ้าผลตอบรับดีค่อยขยายต่อ”
เหล่าพนักงานเข้าใจว่าพวกเขากำลังจะสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่เชิงว่าทำแบรนด์เต็มตัว
เพราะราคาและกำไรของเสื้อผ้าแบรนด์จะสูงกว่าขายส่ง เงินเดือนของดีไซเนอร์ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีข้อแม้ว่าแบบที่ออกแบบนั้นต้องได้รับเลือกให้เป็นคอลเลคชันใหม่ของแบรนด์ลวี่สุ่ย
ตั้งแต่เริ่มทำแบรนด์ ลี่หรงยิ่งยุ่งขึ้นมาก ร้านค้าแบรนด์ในประเทศตอนนี้ยังมีน้อย ลี่หรงไม่สามารถหาประสบการณ์ได้ แม้แต่แบรนด์ในชาติที่แล้วจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ลี่หรงพยายามนึกเท่าไหร่ก็มีเพียงภาพเลือนรางเท่านั้น
เวลาที่ไม่มีใคร ลี่หรงจะครุ่นคิดและปรึกษาหารือกับสวีจิ้งตาน
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเหมือนกับการเปิดร้านขายเสื้อผ้า ยิ่งเปิดร้านมากเท่าไหร่ ชื่อเสียงจะยิ่งโด่งดังมากขึ้นเท่านั้น
อืม… แบรนด์เสื้อผ้าน่าจะเป็นแบบนั้นแหละ
อย่างไรก็ตาม ร้านฝูหรงของลี่หรง เป็นการสั่งตัดชุดโดยเฉพาะ ซึ่งน่าจะไม่เหมือนกับลวี่สุ่ย
ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินั้น ลี่หรงได้กู้เงินจากจ้าวเหวินหลินมาห้าแสนหยวน ตอนนี้เพื่อจัดการลวี่สุ่ย ลี่หรงคิดแล้วก็ไปกู้เงินจากจ้าวเหวินหลินอีกสองแสนหยวน
จ้าวเหวินหลินปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ลี่หรงกู้เงิน เนื่องจากสินทรัพย์ของหลานไห่ในปัจจุบันนั้น แม้ว่าจะกู้เพิ่มอีกห้าร้อยพันบาทก็ไม่มีปัญหา
แต่น่าเสียดายที่ลี่หรงต้องการเพียงสองแสนหยวนเท่านั้น
เรื่องเกี่ยวกับการเปิดแบรนด์ลวี่สุ่ย ตอนนี้มีแค่คนภายในหลานไห่เท่านั้นที่รู้ ส่วนจ้าวเหวินหลินยังไม่รู้เรื่องนี้
ที่ดินในเมืองหยางที่จ้าวชิงซงซื้อนั้น อยู่ในเขตหมู่บ้านเสียน
ปลายเดือนพฤษภาคม หลังจากได้โฉนดที่ดินมาแล้ว จ้าวชิงซงจึงได้บอกกับลี่หรง
ตอนที่ลี่หรงรู้เรื่อง เธอถึงกับต้องเอามือกุมอกตัวเอง ที่ดินที่ให้จ้าวชิงซงไปซื้อเพื่อปลูกบ้าน ดันไปซื้อได้ที่หมู่บ้านเสียน
ไม่รู้ว่าเป็นลางบอกเหตุ หรือเป็นความบังเอิญ หมู่บ้านเสียนในปี 2010 หลังจากเวนคืนที่ดิน ทำให้มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมากมาย ลี่หรงรู้สึกตื่นเต้นมาก ถ้ายี่สิบปีมานี้ยังไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แค่เธอถือครองที่ดินผืนนี้ไว้ให้ดี อนาคตก็รอรับเงินเวนคืนได้เลย!
จ้าวชิงซงเห็นท่าทางของลี่หรงแล้วพูดขึ้นว่า “ที่นั่นไม่ดีเหรอครับ? ผมว่ามันใกล้กับหลานไห่และอยู่ในตำบลตงผูด้วย”
“ดีสิคะ ทำไมจะไม่ดี” ลี่หรงยิ้ม “คุณซื้อที่ไว้เท่าไหร่คะ?”
“ประมาณร้อยห้าสิบตารางวาครับ สร้างบ้านชั้นเดียวมีสวนเล็ก ๆ ได้สบายเลย”
“หาคนงานก่อสร้างหรือยังคะ?”
“ยังครับ อีกสองวันผมจะไปหาคนมาออกแบบคร่าว ๆ ก่อน ตั้งใจว่าจะสรุปแบบก่อนกลับเมืองหลวง”
“ได้ค่ะ งั้นฉันขอดูในส่วนของสวนแล้วกันนะคะ” กว่าจะถึงเวลารื้อถอนก็อีกตั้งยี่สิบกว่าปี ช่วงเวลาหลายปีขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นลี่หรงที่อยู่เอง ดังนั้น ต้องสร้างตามแบบที่เธอชอบสิ
“เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมจะเว้นสวนไว้ให้”
กว่าจะซื้อที่ดินผืนนี้ได้เล่นเอาเหนื่อยไปไม่น้อย แต่จ้าวชิงซงไม่เคยเอาเรื่องแบบนี้ไปบอกลี่หรง
อย่างช้าที่สุดปลายเดือนมิถุนายน ลี่หรงต้องกลับเมืองหลวง พอถึงเดือนมิถุนายน อายุครรภ์เธอก็ประมาณแปดเดือนแล้ว ถ้ากลับช้ากว่านี้คงไม่ปลอดภัย
ช่วงขายดีของเสื้อผ้าฤดูร้อนจะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่หลานไห่ยังผลิตสินค้าที่ขายส่งอยู่ และตอนนี้ก็แทบจะเข้าสู่ช่วงปลายฤดูของการผลิตเสื้อผ้าฤดูร้อนแล้ว
ตลาดเสื้อผ้าข้างนอกในช่วงเดือนมิถุนายนยังคงเป็นฤดูขายเสื้อผ้าฤดูร้อน ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมถึงจะเริ่มลดราคา แล้วค่อยลงเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงต่อ
หลานไห่ที่เป็นโรงงานขายส่ง หากจะทำอะไรต้องทำก่อนตลาดหนึ่งก้าวเสมอ อย่างน้อย ๆ ตอนที่ตลาดกำลังลดราคาเสื้อผ้าของฤดูกาลที่แล้ว หลานไห่ก็ต้องออกเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
ไม่ใช่แค่หลานไห่เท่านั้น จริง ๆ แล้วโรงงานขายส่งเสื้อผ้าทุกที่ก็เป็นแบบนี้ ถ้ารอให้ถึงฤดูกาลแล้วค่อยเตรียมการผลิต กว่าจะรอจนผลิตเสร็จ ฤดูกาลของคนอื่นก็เปลี่ยนไปแล้ว!
ดังนั้น ลี่หรงจึงยุ่งมากเป็นพิเศษ เสื้อผ้าฤดูร้อนเพิ่งจะเสร็จสิ้น แต่เธอยังต้องมาตรวจแบบเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงที่ปัวอี๋กับคนอื่น ๆ ส่งมาให้อีก และในขณะเดียวกันเธอก็ต้องเตรียมเสื้อผ้าฤดูหนาวของลวี่สุ่ยด้วย
ทำไมเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยถึงเป็นเสื้อผ้าฤดูหนาวเหรอ?
เพราะร้านค้าแบรนด์ลวี่สุ่ยของพวกเขากำลังจะเปิดในฤดูหนาว
ลวี่สุ่ยจะลองเปิดก่อนสองร้าน ร้านหนึ่งจะเปิดที่เมืองหยาง ส่วนอีกร้านจะเปิดที่เมืองหลวง
ร้านที่เมืองหลวงต้องรอให้ลี่หรงกลับไปที่เมืองหลวงก่อน ถึงจะหาหน้าร้านได้ ส่วนที่เมืองหยาง ถึงแม้ตอนนี้กำลังหาอยู่ แต่คงไม่ได้เร็วขนาดนั้น
แน่นอนว่าถ้าที่เมืองหยางราบรื่น คาดว่าน่าจะเปิดร้านได้ในฤดูใบไม้ร่วง พอถึงตอนนั้นก็จะขายเสื้อผ้าและกระโปรงสวย ๆ ได้แล้ว
ก่อนหน้านี้ เสื้อผ้าที่หลานไห่ขายส่งจะมีเพียงป้ายวัสดุมาตรฐานเท่านั้น แต่ตอนนี้ลี่หรงได้ออกแบบป้ายแบรนด์ลวี่สุ่ยไว้โดยเฉพาะแล้ว
ข้าง ๆ ป้ายเป็นลวดลายคลื่นน้ำสีเขียว ด้านข้างมีอักษรตัวใหญ่สองตัวเขียนว่าลวี่สุ่ย ส่วนด้านล่างมีตัวอักษรขนาดเล็ก เขียนชื่อเต็มของโรงงานเสื้อผ้าหลานไห่
เป็นการออกแบบที่ดูเรียบง่ายมาก แต่ดูจากเทคโนโลยีในปัจจุบันแล้ว ถือว่าเป็นป้ายแบรนด์ที่ดีทีเดียว
เรื่องเพิ่งจะจบลง คนที่ไม่คาดคิดก็มาถึงหลานไห่
เจิงเสี่ยวซาน ผู้จัดการของ เฉินไต้ นักร้องจีนชื่อดังในเมืองหยาง…
ลี่หรงไม่ค่อยได้ฟังเพลงจากเทปหรือซีดี แม้แต่ไปเที่ยวที่โรงแรมตงฟางครั้งนั้น ลี่หรงก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านักร้องคนนั้นคือใคร
ถ้าลี่หรงตั้งใจจำคงจำได้แน่ เพราะเธอไปโรงแรมตงฟางตั้งหลายครั้ง จึงน่าจะรู้จักเฉินไต้
แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ได้สนใจ…
ตอนที่เจิงเสี่ยวซานสวมแว่นกันแดดสีเหลือง เดินเข้ามาในหลานไห่อย่างกับเป็นเจ้าของ แล้วบอกว่าเฉินไต้อยากยืมชุดจากหลานไห่
ลี่หรงก็งงไปเลย คนคนนี้เป็นอะไรหรือเปล่า?
ธุระของเจิงเสี่ยวซานในครั้งนี้คือ มาขอยืมชุดของหลานไห่
สวีจิ้งตานรู้จักเฉินไต้ แต่ไม่รู้จักผู้จัดการของเธอ พอเจิงเสี่ยวซานเอ่ยชื่อเฉินไต้ เธอถึงนึกออก
เธอเป็นคนแรกที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ ว่าโดยทั่วไปเสื้อผ้าของนักร้องไม่ใช่จะมีช่างตัดเย็บส่วนตัวหรือสั่งตัดทำเป็นพิเศษอยู่แล้วหรือ?
ที่จริงแล้ว การที่หลานไห่ได้รับความสนใจจากนักร้อง ถือเป็นเรื่องดี แต่เจิงเสี่ยวซานตั้งแต่โผล่มาจนถึงตอนนี้ กลับทำตัววางอำนาจ คล้ายกับเป็นบุญคุณอย่างใหญ่หลวง ทำให้สวีจิ้งตานรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
ถ้าหากไม่มีเรื่องราวก่อนหน้านี้ สวีจิ้งตานอาจจะเชิญให้เขานั่งดื่มน้ำชา…
แต่ตอนนี้เหรอ? เธออยากจะคว้าไม้กวาดมาไล่ตะเพิดออกไปเสียเดี๋ยวนั้น!