ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 356 บ้านแรก
บทที่ 356 บ้านแรก
เหมิงปาเค่อเป็นพวกที่ทำงานหนัก เขารู้ว่าอีกฝ่ายจะมาดูขนสัตว์เลยพาพวกเขาไปดูที่คลังของตัวเอง
ถึงจะเรียกว่าคลังเก็บของ แต่แท้จริงแล้วคือเพิงมองโกลหลายหลังที่สร้างไว้ในบ้าน ใช้เก็บขนสัตว์ไว้ข้างใน
หลี่ว์เส่าหวากับฝ่ายจัดซื้ออีกหนึ่งคนเดินดูรอบหนึ่ง ขนสัตว์ที่มองเห็นอยู่นั้นคุณภาพใช้ได้ แต่ไม่รู้ว่ากองข้างในจะเป็นยังไงบ้าง
เฉียวชิ่ง คนจากฝ่ายจัดซื้อที่มากับหลี่ว์เส่าหวาเอื้อมมือไปจับขนสัตว์ และพยายามขุดข้างในออกมาดู
เมื่อเหมิงปาเค่อเห็นเช่นนั้น จึงพูดว่า “ข้างในเหมือนกันหมด ผมไม่หลอกพวกคุณหรอก…”
หลังจากตรวจดูขนสัตว์เสร็จ หลี่ว์เส่าหวาและเฉียวชิ่งก็กลับเข้าเมืองไปกินข้าว ระหว่างนั้นเลยถือโอกาสปรึกษากับลี่หรงที่อยู่ในเมืองหยางด้วย
วันต่อมา พวกเขาจึงนำสัญญาซื้อขายที่เตรียมไว้แล้วไปหาเหมิงปาเค่อ
เหมิงปาเค่อเห็นสัญญาแล้วยังดูงง ๆ “ผมบอกแล้วไงว่าจะไม่โกงพวกคุณ กลัวผมหนีไปรึไง?”
หลี่ว์เส่าหวาหัวเราะ “สัญญานี้ไม่เพียงแต่รับประกันพวกเรา แต่ยังรับประกันคุณด้วย การซื้อของต้องมีการเซ็นสัญญาสิ ถ้าพวกเราเอาของไปแล้วไม่จ่ายเงิน คุณจะไปเรียกร้องที่ไหนได้? ต่อไปถ้าคุณทำธุรกิจกับคนอื่น ควรระวังไว้หน่อยก็ดี”
เมื่อเซ็นสัญญาซื้อขายกันเรียบร้อยแล้ว ลี่หรงที่ตัวอยู่เมืองหยางก็โอนเงินค่าสินค้ามาให้ครึ่งหนึ่งก่อน รอตรวจรับสินค้าแล้วค่อยโอนส่วนที่เหลือให้
ก่อนจะนำขนสัตว์กลับมา สวีจิ้งตานก็คลอดลูกพ้นเดือนแล้ว เธอจึงรีบกลับมาทำงานที่บริษัทหลานไห่ทันที
ช่างเป็นผู้หญิงที่แข็งแรงจริง ๆ
ลี่หรงเล่าเรื่องที่เธออยากทำสินค้าใหม่แล้วทำเป็นแบรนด์เสื้อผ้า พร้อมกับถามสวีจิ้งตานว่า “คุณคิดว่ายังไงคะ?”
สวีจิ้งตานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเรามีศักยภาพพอที่จะเปิดกลุ่มสินค้าใหม่ แต่ถ้าจะทำแบรนด์ไฮเอนด์ มันดูเสี่ยงไปหน่อยไหม? ถ้าเกิดลงทุนไปแล้วไม่ได้ผลลัพธ์…”
ตอนนี้บริษัทหลานไห่ทำธุรกิจขายส่ง กำลังไปได้สวยและมั่นคง แต่ถ้าจะเปิดร้านและสร้างเป็นสินค้าแบรนด์จะขายดีจริงไหม?
ยุคนี้ร้านขายสินค้าแบรนด์ยังขายดีอยู่ไหม?
ลี่หรงไม่กล้ารับประกัน
ตอนนี้ความคิดของลี่หรงค่อนข้างสับสน เธอรีบร้อนเพราะเรื่องแฟชั่นวีคที่มิลานของเจนนี่หรือเพราะอยากทำให้หลานไห่เติบโตขึ้นกันแน่?
เธอคิดทบทวนดูอีกครั้ง การทำให้หลานไห่เติบโตขึ้น หรือแม้แต่การพาหลานไห่ไปอวดโฉมบนเวทีแฟชั่นวีค ล้วนเป็นเป้าหมายที่เธอสามารถตั้งไว้ได้ทั้งนั้น
ลี่หรงทำแบรนด์เสื้อผ้า และตอนนี้ก็ยังเป็นช่วงกำลังค้นหาแนวทาง เธอจึงคิดว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่เธอควรลงมือทำก่อน
“หรือเราลองเปิดสักสองสามร้านดูก่อนว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร?” ลี่หรง เสนอความคิดของเธอ โดยการเปิดร้านแบรนด์ในเมืองใหญ่ ๆ ที่มีการพัฒนาในประเทศก่อน
ลี่หรงพูดต่อ “ถึงแม้ว่ามันจะไม่สำเร็จ เราก็ไม่เสียหายมากนัก ถ้าทำแบรนด์ออกมา เรายังมีโอกาสที่จะขยายออกไปนอกประเทศและไปสู่ระดับโลกได้”
สวีจิ้งตานรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เธอพูด “ไปสู่ระดับโลกเหรอ?”
“อืม! พอแบรนด์เสื้อของพวกเราขยายไปถึงจุดนั้นเมื่อไหร่ พวกเราจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ เราไปโกยเงินดอลลาร์กันเถอะ!”
โกยเงินดอลลาร์!
ช่างเย้ายวนใจจริง ๆ!
สวีจิ้งตานพูดว่า “ลองดูก็ได้นะ แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปิดกลุ่มสินค้าใหม่เพื่อทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปขายในร้านเป็นพิเศษหรอก”
“เป็นความคิดที่ดีนะคะ” ลี่หรงครุ่นคิด “อีกสองเดือนฉันจะกลับเมืองหลวง ไปคลอดลูกที่นั่น คงอยู่เลี้ยงลูกจนถึงประมาณกลางปีหน้า”
“หืม? เธอจะกลับไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ?”
สวีจิ้งตานนิ่งไปชั่วครู่ หลังจากคลอดลูกและพักฟื้นเสร็จแล้ว ไม่ใช่ว่าควรจะกลับมาที่นี่หรอกเหรอ?
ลี่หรงอธิบายให้เธอฟังว่า “ตอนนี้นักออกแบบของหลานไห่สามารถสร้างผลงานที่ตรงกับการผลิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ การบริหารงานก็ฝากให้คุณได้อย่างไม่มีปัญหา คุณยังจำได้ใช่ไหมว่าก่อนที่ฉันจะมาที่เมืองหยาง ฉันก็เป็นนักออกแบบ ตอนนี้ฉันต้องกลับไปตั้งแบรนด์ของฉันให้เกิดขึ้นมาก่อน เมื่อถึงตอนนั้น ฉันยังจะเปิดร้านเสื้อผ้าแบรนด์แรกของหลานไห่ที่เมืองหลวงด้วย”
“เมืองหลวง?” สวีจิ้งตานคิดสักพัก “เมืองหลวงเป็นเมืองใหญ่จริง แต่ถึงอย่างไร การขนส่งสินค้าไปที่เมืองหลวงจะต้องมีต้นทุนสูงขึ้นแน่นอน”
“ใช่ค่ะ แต่เราสามารถเพิ่มกำไรได้มากขึ้น อ้อ! เราต้องคิดชื่อแบรนด์ใหม่ด้วยนะ เราคงไม่สามารถใช้ชื่อหลานไห่ได้เหมือนเดิมแล้ว”