ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 359 นักธุรกิจ
บทที่ 359 นักธุรกิจ
ติงหลานไม่ได้พูดอะไรอีก เธอปิดปากเงียบ สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บางทีอาจเพราะเธอเป็นคนดังมานานแล้ว จึงรับการปฏิเสธจากลี่หรงไม่ค่อยได้
สวี่อวี้ก็เช่นกัน ตั้งแต่ติงหลานโด่งดัง ตำแหน่งของเธอในฐานะผู้จัดการส่วนตัวก็ดีขึ้นตามไปด้วย โดยปกติแบรนด์ต่าง ๆ จะมาหาเธอเพื่อขอความร่วมมือด้วยตัวเอง และเสื้อผ้าที่นำมาให้นั้นไม่เพียงแต่ฟรี ซ้ำยังจ่ายค่าตัวให้พวกเธออีกด้วย
แต่ครั้งนี้พวกเธอชอบเสื้อผ้าของหลานไห่มากจริง ๆ จึงมาที่นี่ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเธอเสนอตัวที่จะซื้อด้วยเงิน แต่กลับถูกปฏิเสธ ทำให้รู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่นัก
แต่สวี่อวี้มีประสบการณ์ เธอยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้าไว้ แล้วถามขึ้นว่า “ทำไมถึงไม่ขายล่ะคะ คุณมีเหตุผลหรือเปล่า?”
ลี่หรง “คุณสวี ฉันจะบอกความจริงกับคุณนะคะ พอดีตอนนี้หลานไห่กำลังเตรียมเปิดร้านแบรนด์ ซึ่งเราได้เลือกที่ตั้งที่ชายฝั่งจูเจียงแล้ว ชุดเหล่านี้ฉันตั้งใจที่จะเก็บไว้เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ เป็นสมบัติประจำร้าน ถ้าคุณติงอยากสวมชุด ‘เครื่องลายคราม’ จริง ๆ พวกเราคงขายให้ไม่ได้หรอกค่ะ แต่ฉันสามารถให้พวกคุณยืมได้”
“ยืม?” สวี่อวี้พึมพำ
ในฐานะที่ติงหลานเป็นดาราภาพยนตร์ มักจะมีการร่วมงานกับหลายแบรนด์ แต่เป็นแบรนด์ต่างหากที่มาเสนอให้เธอยืม และนอกจากนี้ทางแบรนด์ต่าง ๆ ยังจ่ายค่าลงโฆษณาให้เธออีกด้วย
สวี่อวี้ตรึกตรองว่าลี่หรงกำลังหมายถึงอะไร เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจถามตรง ๆ ว่า “ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ ปกติติงหลานยืมเสื้อผ้าแบรนด์อื่น ๆ มาสวมแล้วจะคืนในสภาพดี แต่แบรนด์จะจ่ายค่าลงโฆษณา ถ้าคุณให้ยืม ไม่ทราบว่า…”
ลี่หรงยิ้ม “คุณสามารถเลือกไม่ยืมก็ได้นะคะ”
แปลว่าลี่หรงจะไม่จ่ายค่าลงโฆษณานั่นเอง
ลี่หรงไม่ได้หวงค่าโฆษณาหรอก แต่ประเด็นคือตอนนี้ไม่ใช่ว่าเราต้องไปจ้างดารามาเป็นพรีเซนเตอร์สักหน่อย แต่เป็นอีกฝ่ายต่างหากที่อยากจะยืมสมบัติล้ำค่าประจำร้านไปเอง แค่ลี่หรงไม่เก็บเงินพวกเธอก็ดีแค่ไหนแล้ว
ลี่หรงคิดว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาต้องพึ่งกระแสดารา จะขอยืมหรือไม่ยืมก็ช่าง เธอไม่ได้สนใจ
อย่ามาพูดว่าลี่หรงขี้เหนียว เธอเป็นแค่นักธุรกิจธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนเธอก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว
การทำธุรกิจมันต้องห้ามทำตัวเป็นแม่พระ สงสารคนอื่น ไม่กลัวตัวเองจะขาดทุนหรือไง?
แต่ไม่ต้องคิดมากหรอก หากใครที่ยังทำธุรกิจอยู่ได้ แน่นอนว่าไม่มีทางขาดทุน พวกที่โวยวายว่าขายขาดทุนน่ะ มันเป็นแค่กลยุทธ์หลอกล่อทั้งนั้นแหละ!
ถ้าขาดทุนหรือไม่ได้กำไร ใครจะไปทำกัน?
พอพูดถึงเรื่องนี้ ลี่หรงก็คิดขึ้นได้ สมัยหลังปี 2000 อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเฟื่องฟู บรรดาเน็ตไอดอลกับดาราบางคนก็ชอบมาขายของ เล่นละครทำเป็นขาดทุน ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันคือกลยุทธ์ทั้งนั้น!
คนที่นั่งดูอยู่หน้าจอ ได้เงินเดือนแค่สามพัน แต่พอเห็นคนที่มีรายได้วันละสามหมื่นทำเป็นแสดงละครนิดหน่อย ก็พร้อมจะจ่ายเงินทันที เพราะคิดว่ากำลังช่วยเหลือโรงงานหรือช่วยเหลือแบรนด์ แต่จริง ๆ แล้วแค่ซึ้งใจไปกับการแสดงของอีกฝ่ายเท่านั้นเอง
พูดไปไกลแล้ว… สรุปคือ ลี่หรงไม่รับค่าโฆษณาหรอก!
สวี่อวี้กับติงหลานไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าของสวี่อวี้ไม่ค่อยดีนัก เหมือนไม่คิดว่าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ลี่หรงจะยังไม่ยอมใจอ่อนสักที
ลี่หรงลุกขึ้นกลับไปที่สำนักงานของเธอ แล้วนำชุดลายครามที่แขวนอยู่บนหุ่นออกมา “นี่คือชุดลายครามที่พวกคุณอาจจะเห็นในหนังสือพิมพ์ไม่ชัด”
สายตาของลี่หรงไปหยุดอยู่ที่เอวของติงหลานชั่วครู่ “รูปร่างผอมเพรียวและบุคลิกของคุณติงที่และมีเสน่ห์ จริง ๆ แล้วเข้ากับความงามสะอาดของชุดลายคราม แต่พวกเรายังยืนยันคำเดิมว่า สามารถยืมได้ฟรี แต่ไม่ขายค่ะ และถ้าจะยืม คุณต้องเซ็นข้อตกลง รับประกันว่าจะคืนในสภาพเดิม”
การเซ็นข้อตกลงเป็นสิ่งที่ลี่หรงเพิ่งคิดขึ้นมา หากพวกเขายืมไปแล้ว และไม่มีค่าโฆษณาเกิดขึ้น จะทำอย่างไรถ้าเผลอไม่ระมัดระวัง?
“โอ้!” ลี่หรงยังคิดถึงอีกประเด็น “ก่อนหน้านี้เราก็บอกพวกคุณแล้วว่า ลวี่สุ่ยคือแบรนด์ใหม่ของเรา หากคุณยืมไปใส่แล้วมีคนมาถาม เราจะบอกว่านี่คือชุดที่คุณใส่ แต่เราไม่มีเจตนาที่จะเกาะกระแสคุณค่ะ”
ลี่หรงบอกผลลัพธ์ทั้งหมดกับติงหลานว่า เพียงแค่เธอใส่ชุดนี้ มันก็เท่ากับเป็นการโฆษณาเสื้อผ้าให้แบรนด์ลวี่สุ่ยทันที โดยเฉพาะถ้าสื่อบางรายนำไปรายงานข่าว ติงหลานก็ถือว่าได้ทำการโฆษณาให้แบรนด์ลวี่สุ่ยแล้ว
ลี่หรงเลยบอกกับติงหลานให้คิดดี ๆ แม้ว่าหลานไห่จะไม่จ่ายค่าโฆษณา แต่ถ้าติงหลานใส่ชุดนั้นแล้ว ก็ถือว่าเป็นการโฆษณาให้ลวี่สุ่ยไปในตัวด้วย
ตอนนี้ติงหลานไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว เพราะเธอได้เห็นชุดลายครามหรือชุดชิงฮวาฉือของจริง
สวยกว่าในรูปเป็นร้อยเป็นพันเท่า!
เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ที่เธอไม่ยื่นมือไปสัมผัส อาจเป็นเพราะการเป็นนักแสดงทำให้เธอพบเจอข้อห้ามมากมาย เธอจึงได้แต่จ้องมอง
งานของติงหลานส่วนใหญ่ ล้วนถูกจัดการโดยสวี่อวี้ คำพูดของหลี่หรง ติงหลานอาจจะไม่เข้าใจนัก แต่สวี่อวี้กลับคิดออกถึงความนัยแอบแฝงในทันที
เธอเหลือบมองลี่หรง พลางคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ดูอ่อนหวาน แต่ไม่คิดว่าจะคิดการณ์ไกลขนาดนี้ แถมยังกล้าบอกเธอตรง ๆ อีกว่าอยากจะเกาะกระแสของติงหลานด้วย
ติงหลานไม่ได้สนใจสิ่งที่สวี่อวี้คิด ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความคาดหวัง แล้วหันไปมองลี่หรง “ฉันขอจับดูหน่อยได้ไหมคะ?”
“ได้ค่ะ”
ติงหลานเอื้อมมือไปสัมผัส พบว่าวัสดุที่ใช้ปักนั้นล้วนแต่เป็นของชั้นดี ไม่ใช่ไหมธรรมดา ส่วนเนื้อผ้าของชุด เธอไม่รู้ว่าทำมาจากอะไร มองผ่าน ๆ นึกว่าเป็นผ้าลินิน แต่พอดูดี ๆ จะเห็นว่ามีประกายเงางามของผ้าไหมอยู่ด้วย
“ชุดนี้สวยมากเลยค่ะ ไม่เหมือนบางยี่ห้อของต่างประเทศที่ชอบเปิดเผยเนื้อหนังเยอะเกินไปด้วย”
สวี่อวี้เห็นวิญญาณของติงหลานล่องลอยไปกับชุดเรียบร้อยแล้ว เธอเองก็มองออกว่าชุดนี้สวยมาก แต่ในฐานะผู้จัดการ เธอกังวลเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดกับศิลปินและบริษัทมากกว่า สวี่อวี้ดึงแขนติงหลานเบา ๆ ตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นติงหลานกลับพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“งั้นเซ็นสัญญากันเลยค่ะ ขอยืมหน่อยนะคะ รับรองว่าฉันจะส่งคืนอย่างดีเลย!”
ลี่หรงกับสวีจิ้งตานสบตากัน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก พวกเธอก็หันไปมองสวี่อวี้เป็นเชิงถาม
สวี่อวี้เป็นผู้จัดการ ลี่หรงไม่คิดว่าถ้าเธอไม่ยอม ติงหลานจะสามารถใส่ชุดนั้นได้
สำหรับศิลปินอย่างติงหลาน พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของพวกเธอถูกควบคุมโดยบริษัท และส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับผู้จัดการ ถ้าสวี่อวี้ไม่เห็นด้วย ติงหลานก็ได้แค่ยืมไปใส่เป็นชุดส่วนตัวเท่านั้น
แล้วจะให้เธอยืมไปทำไมเล่า?
ตอนนี้โลกอินเทอร์เน็ตอะไรพวกนี้ยังไม่พัฒนา ไม่มีทั้งนักข่าวตามถ่ายรูป หรือแฟนคลับคอยโปรโมต ถึงติงหลานจะใส่ชุดนี้เป็นการส่วนตัว มันจะต่างอะไรกับให้คนธรรมดายืมไปใส่?
สู้ให้ลี่หรงใส่เองไม่ดีกว่าเหรอ?
ลี่หรงนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามว่า “เดือนมิถุนายนพวกคุณมีงานฉลองใหญ่ไม่ใช่เหรอคะ จะขอยืมชุดไปงานนั้นหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว รู้ได้ยังไงคะ?” ติงหลานถาม
“ก่อนหน้านี้ก็มีดารามายืมชุดเหมือนกันค่ะ” ลี่หรงตอบ
นี่มันแผนอะไรกัน?
เธอพูดเหมือนกับกลยุทธ์เรือฟางยืมธนู*[1] อย่างนั้นแหละ
ในการทำธุรกิจ การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องทำให้คู่เจรจารู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั้นเป็นที่ต้องการของตลาด และเรายังมีทางเลือกอื่น ๆ อีก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจา
เมื่อได้ยินดังนั้น ติงหลานก็รู้สึกกังวล เพราะคิดว่ามีคนเคยมาขอยืมชุดชิงฮาฉือไปแล้ว จึงถามด้วยความร้อนใจว่า “แล้วคุณให้เขายืมไปหรือยังคะ?”
*[1] เรือฟางยืมธนู คือ การใช้แผนการต่าง ๆ เพื่อยืมมือคนอื่นให้ทำงานแทนตน