ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 360 ตกแต่ง
บทที่ 360 ตกแต่ง
“ฉันยังไม่ได้ให้ยืมหรอกค่ะ”
ลี่หรงเห็นสีหน้าของติงหลานก็รู้ทันทีว่าเธอเข้าใจผิด คิดว่ามีคนมายืมชุดชิงฮวาฉือไปแล้ว
แต่ความจริง เจิงเสี่ยวซานแค่มาหาและเขาก็อยากยืมชุดอื่นไปเท่านั้น
ลี่หรงไม่กล้าและไม่คิดจะอธิบายกับติงหลาน
“พี่อวี้” ติงหลานดึงแขนของสวี่อวี้ ออดอ้อนให้อีกฝ่ายยอมใจอ่อน
“พวกแบรนด์ดัง ๆ ที่เคยเอามาให้ดูเนี่ย มันเทียบกับชุดนี้ได้ที่ไหน พอฉันเห็นชุดนี้ปุ๊บก็ชอบเลย ยิ่งได้มาเห็นของจริงแบบนี้ ยิ่งดูสวยสง่า ไม่เหมือนพวกชุดที่ต้องคอยโชว์โน่นโชว์นี่ตลอดเวลา”
“แต่ยังมีชุดแบรนด์นอกอีกนะ…” สวี่อวี้กะพริบตา
“ไม่เอาทั้งนั้นแหละ ฉันจะเอาชุดนี้! คุณก็แค่กังวลเรื่องค่าโฆษณาไม่ใช่เหรอ? หรือฉันหาเงินให้บริษัทได้ไม่มากพอ ถึงขนาดจะซื้อชุดเองอยู่แล้วเชียว ตอนนี้เขายังไม่ได้ขายให้คนอื่น งั้นถือเสียว่าเอาเงินที่ตั้งใจจะซื้อเนี่ย ไปเป็นค่าโฆษณาแทนแล้วกัน”
“ก็ได้” สวี่อวี้ใจอ่อนยอมตกลง
ติงหลานจึงหันมาหาหลี่หรงด้วยดวงตาเป็นประกาย “สัญญาอยู่ไหนเหรอคะ?”
“สัญญาคงต้องรอสักครู่ คุณนั่งรอก่อนนะคะ”
สักพัก สวีจิ้งตานก็นำสัญญาที่เตรียมไว้มาให้ เนื่องจากเป็นการเตรียมแบบเร่งด่วน เธอจึงยื่นให้ลี่หรงดูก่อน “ลองดูสิ ว่ามีอะไรต้องเพิ่มเติมอีกไหม?”
ลี่หรงอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง ไม่พบปัญหาใด ๆ เธอจึงลงชื่อและยื่นให้สวี่อวี้
“จริงสิ” ลี่หรงพูดขึ้น “ชุดนี้คุณต้องใส่ต่อหน้าคนอื่น ๆ ด้วยนะคะ เพราะถ้าใส่แบบส่วนตัวคงไม่ต่างอะไรกับการให้คนทั่วไปยืมชุด”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ” ติงหลานตอบอย่างตื่นเต้น “ฉันจะใส่ในงานฉลองเลย ถ้าได้ออกข่าวก็ถือเป็นการโฆษณาให้คุณด้วย!”
มือของสวี่อวี้ที่กำลังถือปากกาอยู่พลันสั่นเทา เธอมองติงหลานอย่างเอือมระอา
นี่มันอะไรกัน?
ไม่มีค่าโฆษณาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยังอุตส่าห์ไปโฆษณาให้เขาอีก?
ช่างเถอะ ดาราที่ตัวเองเลี้ยงดูมา สวี่อวี้ก็ได้แต่ยอมรับ
หลังเซ็นสัญญาเสร็จติงหลานก็ถามขึ้นว่า “ตอนนี้ฉันเอาชุดออกไปได้หรือยังคะ?”
“สามารถลองได้ค่ะ แต่ยังเอาไปไม่ได้นะคะ รออีกสามวันก่อนวันงานค่อยมารับ หรือจะให้เราเอาไปส่งให้ก็ได้ แต่หลังงานเลิกสามวันคุณต้องเอามาคืนนะคะ”
ระหว่างที่ติงหลานกำลังลองชุดอยู่ สวี่อวี้มองลี่หรงแล้วถามว่า “คุณลี่สนใจงานแสดงไหมคะ?”
ลี่หรงชะงักไป นี่อีกฝ่ายจะชวนเธอไปเป็นดารางั้นเหรอ?
ตอนนี้เธอยังท้องอยู่เลย แถมบนใบหน้ายังมีรอยบวมจากการตั้งครรภ์ จะให้ไปแสดงเป็นคนท้องเหรอ?
เธอได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ แล้วพูดว่า “ฉันจะไปแสดงได้ยังไงล่ะคะ?”
“คลอดแล้วค่อยถ่ายก็ได้น่า คุณทั้งสวยทั้งฉลาด เข้าวงการบันเทิงยังไงก็ดังอยู่แล้ว บอกตรง ๆ เลยนะ คนสวยแบบคุณในวงการยังหาได้น้อย…” ยิ่งพูดสวี่อวี้ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ “กว่าคุณจะคลอดเสร็จ งานก็ไม่ต้องมีสะดุด ไม่ต้องเสียเวลาแต่งงานคลอดลูก ไม่กระทบหน้าที่การงานด้วย…”
พอได้เห็นลี่หรงครั้งแรก สวี่อวี้ยังถึงกับตะลึง นึกไม่ถึงว่าเจ้าของโรงงานเสื้อผ้าจะหน้าตาอ่อนวัยและสวยขนาดนี้
ความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นมาในใจพลันมลายหายไปทันทีที่เห็นท้องของลี่หรง
แต่พอได้ลองพูดคุยด้วยก็พบว่า ลี่หรงไม่ได้สวยแต่รูป แต่ความคิดยังดีเลิศ จึวรู้สึกเหมือนความหวังจะกลับมาอีกครั้ง
ท้องโตแล้วมันจะเป็นอะไรไป?
“รอให้คลอดก่อน ค่อยไปเล่นหนัง เป็นดาราก็ยังได้”
“เอาไว้ก่อนดีกว่าค่ะ” ลี่หรงปฏิเสธ “ฉันไม่ได้เรียนการแสดงมา เล่นละครไม่เก่งเหมือนกับตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น มันทำให้ฉันรู้สึกว่ามันไม่มีความหมาย…”
ชุดชิงฮวาฉือนั้นมีช่วงเอวที่เล็กมาก ลี่หรงเป็นคนช่างสังเกต เพียงแค่กวาดตามอง เธอจึงรู้ได้ทันทีว่าเอวของติงหลานนั้นเหมาะกับชุดนี้ พอลองสวมก็เป็นอย่างที่เธอคิดไว้พอดี
ชุดเข้ารูปไม่ต้องแก้ตรงไหนเลยสักนิด
หลังจากส่งติงหลานและสวี่อวี้กลับไปแล้ว ลี่หรงมานั่งที่ห้องของสวีจิ้งตาน ด้วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “ประหยัดค่าโฆษณาไปได้เยอะเลย” พูดจบเธอก็ทำท่ากล้า ๆ กลัว ๆ แล้วพูดต่อ “ตอนแรกฉันยังกลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับข้อเสนอด้วยซ้ำ”
“เธอเลยกลับไปเอาชุดออกมาสินะ” สวีจิ้งตานยิ้มแล้วจึงใช้นิ้วแตะไปที่หน้าผากของลี่หรง “ถึงแม้ว่าพวกเธอจะปล่อยมือแล้วเดินจากไป เธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอก อันที่จริงแล้วชุดนี้เป็นชุดที่เธอออกแบบและตัดเย็บด้วยมือของเธอเอง การจะอยู่หรือไปมันควรจะเป็นการตัดสินใจของเธอ ที่ลวี่สุ่ยมีชุดที่เป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าประจำร้านแบบนี้ได้ ก็ล้วนแต่เป็นเพราะความทุ่มเทของเธอทั้งนั้น”
ลี่หรงตอบกลับไปว่า “ฉันเป็นคนของหลานไห่เหมือนกันนะคะ สิ่งที่ฉันทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อร้านหลานไห่ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวหรอก แล้วอีกอย่าง ฉันเป็นคนดูแลหลักของแบรนด์ลวี่สุ่ยอยู่แล้ว ฉันต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา”
“เธอรีบเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวเสี่ยวจ้าวคงต้องมารอเธอที่หน้าประตูแล้ว”
ช่วงก่อนปีใหม่ ลี่หรงกับจ้าวชิงซงเคยปรึกษากันเรื่องซื้อรถ แต่ยังหาคันที่ถูกใจไม่ได้สักที แล้วช่วงนี้การซื้อรถก็เป็นเรื่องที่ลำบาก คนธรรมดาอย่างพวกเขาถ้าอยากจะซื้อรถ ยังต้องทำเรื่องเยอะแยะไปหมด
ทั้งสองคนจึงตัดสินใจว่าจะรอไปก่อนอีกสองปี หรือไม่ก็รอจนกว่าจะจำเป็นจริง ๆ
ตอนนี้เขายังขับรถคันเล็กของสวีจิ้งตานอยู่ พวกลี่หรงไม่ได้รู้สึกผิดอะไร เพราะคิดรวมอยู่ในค่าเช่าบ้านไปแล้ว
ไหน ๆ สวีจิ้งตานไม่ได้ใช้รถคันนี้อยู่แล้ว เพราะเธอขับรถของซ่งอี้เฉิง บางครั้งซ่งอี้เฉิงก็มารับ
ร้านแรกของลวี่สุ่ยในเมืองหยางหาที่ตั้งได้แล้ว ร้านอยู่ที่ถนนคนเดินริมแม่น้ำจูเจียง ตรงนั้นยังมีโรงหนัง ร้านน้ำชา และอื่น ๆ
เมื่อได้ทำเลแล้วก็ต้องคุมงานตกแต่ง
ลี่หรงหาทีมช่างมาทาผนังเป็นสีขาว แล้วยังแขวนกรอบรูปไว้บนผนังด้วย ติดตั้งโคมไฟระย้าที่สว่างไสว ปูพื้นด้วยกระเบื้องและมีกระจกบานใหญ่
สำหรับค่าตกแต่ง ลี่หรงตั้งงบไว้สูงมาก เพราะเธอเลือกแต่งแบบหรูหราและการที่เธอจ่ายเงินอย่างไม่ลังเล ทำให้ช่างทำงานรวดเร็ว ไม่ยืดเยื้อ ไม่ถึงครึ่งเดือนร้านก็เสร็จเรียบร้อย
ร้านขายเสื้อผ้าแถวนี้ส่วนใหญ่จะใช้ราวเหล็กแขวนเสื้อผ้าแน่นขนัด ถ้าอยากได้แบบที่ถูกใจต้องค้นหาทีละตัว
แต่ร้านของลวี่สุ่ยไม่ใช่แบบนั้น เสื้อผ้าจะถูกแขวนไว้บนราวเพียงไม่กี่ตัว ตรงกลางมีราวแขวนเสื้อผ้า ด้านข้างมีเก้าอี้บุนวมวางอยู่ อีกทั้งมีโต๊ะน้ำชาพร้อมวางขนมและผลไม้ไว้ด้วย เหมือนกับร้านเสื้อผ้าแบรนด์ไฮเอนด์ในยุคปัจจุบัน
เมื่อผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ ลี่หรงพอใจมาก หลังจากจัดร้านเสร็จเธอจึงเริ่มวางแผนเรื่องการเปิดร้าน
วันเปิดร้าน เธอเลือกเปิดวันฉายภาพยนตร์เรื่องใหม่
หน้าร้านขายเสื้อผ้าของลี่หรงถูกตกแต่งด้วยกระเช้าดอกไม้สวยงาม เพื่อแสดงความยินดี ในวันเปิดร้านที่แสนคึกคัก ท่ามกลางผู้คนที่ผ่านไปมา เสียงจุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหว
ป้ายร้านของลี่หรงทำออกมาได้อย่างโดดเด่นสะดุดตา ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าที่นี่เพิ่งเปิดร้านขายเสื้อผ้าใหม่
แต่พอมองจากด้านนอก คนส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าเสื้อผ้าในร้านนี้ราคาคงแพงน่าดู เพราะไม่ค่อยมีใครเดินเข้าร้าน มีแต่คนยืนมองอยู่หน้าร้านอยู่ห่าง ๆ
ลี่หรงคาดการณ์ไว้แล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มที่ตัดสินใจเปิดร้าน เธอรู้ดีว่าช่วงแรกลูกค้าอาจจะยังไม่มากนัก ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะร้านของเธอไม่ได้ขายไข่ไก่ราคาถูกหรือสินค้าลดราคาแบบล้างสต๊อก จะหวังให้ลูกค้าเดินเข้าร้านกันอย่างเนืองแน่นตั้งแต่วันแรกคงเป็นไปไม่ได้
ร้านลวี่สุ่ยตังจุดประสงค์ไว้แล้วว่า คุณภาพสูงราคาก็ต้องสูง สินค้าเป็นของระดับไฮเอนด์ ต้องค่อย ๆ ปั้นกันไป
แต่ลี่หรงมีแผนการอยู่อย่างหนึ่ง เธอเอารูปชุดชิงฮวาฉือที่ถ่ายไว้ไปขยายใหญ่เท่าคนจริง และตอนนี้เธอได้เอาไปตั้งไว้หน้าร้านลวี่สุ่ยเป็นที่เรียบร้อย และอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ติงหลานใส่ชุดนี้ออกงานแล้ว นั่นเท่ากับว่าเป็นการโฆษณาร้านลวี่สุ่ยทางอ้อม
พอถึงตอนนั้น คนที่เคยเห็นชุดนี้อยู่หน้าร้านลวี่สุ่ย คงจะนึกถึงร้านเราได้ไม่ยาก
แล้วยังกลัวไม่มีลูกค้าอีกเหรอ?
น่าเสียดาย ที่เจิงเสี่ยวซานยังไม่มาขอยืมชุดจากลี่หรงเลย ไม่งั้นลี่หรงคงได้อาศัยกระแสความดังจากสองคนนั้นพร้อมกันแล้ว
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..