ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 371 การซื้อตัว
บทที่ 371 การซื้อตัว
คนงานตกแต่งร้านบอกลี่หรงว่า การตกแต่งร้านถูกบังคับให้หยุดชั่วคราว
ลี่หรงเลยเพิ่งเข้าใจว่า เสียงจากการตกแต่งร้านถูกร้านค้าอื่นร้องเรียน พวกเขาไม่ให้ตกแต่งร้านในเวลากลางวัน โดยอ้างว่ามันรบกวนลูกค้าของร้านอื่น
ห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยนเพื่อปกป้องความปลอดภัยของร้านค้า ห้างจะปิดประตูเมื่อถึงเวลาหนึ่งในตอนกลางคืน ลี่หรงต้องรอให้ตกแต่งร้านในตอนนั้น เวลาที่เบียดเบียนออกมาได้แต่ละวันก็มีไม่มาก งานที่ควรจะใช้เวลาสิบกว่าวัน คาดว่าคงต้องลากยาวไปเป็นเดือน
แม้ว่าลี่หรงจะรอได้ แต่คนงานตกแต่งที่ต้องมาทำงานเพียงเล็กน้อยทุกวันนั้นช่างวุ่นวายเหลือเกิน
ลี่หรงไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน อีกอย่าง นี่หมายความว่าร้านค้าทั้งหมดในห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยนต้องตกแต่งในตอนกลางคืนหรือ?
เธอไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก เวลานี้จะมีเรื่องอะไรนักหนา การตกแต่งมีเสียงดังบ้างก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาแค่ปูกระเบื้องปูพื้น ทาสี ผสมปูน ทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เสียงไม่น่าจะดังรบกวนคนอื่นขนาดนั้น…
ลี่หรงจึงไปหาฝ่ายบริหาร แล้วสอบถามอีกฝ่ายว่า “ตอนเช่าไม่ได้ตกลงกันไว้เหรอคะ ว่าฉันมีเวลาประมาณสิบวันสำหรับการตกแต่ง? ตอนนั้นฉันถามพวกคุณแล้ว พวกคุณก็บอกว่าไม่มีปัญหา ทำไมตอนนี้ถึงให้ฉันรอห้างปิดก่อนถึงจะตกแต่งได้คะ? แล้วพวกคุณจะเปิดประตูทิ้งไว้แบบนี้เหรอ ถ้าเกิดของของร้านอื่นหาย จะมาโทษพวกฉันไม่ได้นะคะ”
ผู้จัดการฝ่ายบริหารชื่อหลัวต้า เป็นชายพุงพลุ้ยวัยสี่สิบกว่า ๆ เขาพูดกับลี่หรงด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ตอนสองทุ่มถึงสี่ทุ่มก็ตกแต่งได้นี่ คุณจ้างคนมาเพิ่มสิ ไม่อย่างนั้นก็เลื่อนเวลาทำงานออกไป”
“จ้างคนเพิ่ม? แล้วพวกคุณจ่ายค่าแรงให้เหรอ?” ลี่หรงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ตั้งแต่ตกลงกันเสร็จก็เริ่มเก็บค่าเช่าแล้ว ถ้าให้ฉันเลื่อนเวลาตกแต่ง ร้านก็ต้องเลื่อนเปิดไปอีก ช่วงนั้นฉันจะเสียหายไปเท่าไร?”
หลัวต้ายังคงทำสีหน้าเหมือนเดิม “เรื่องนั้นมันเรื่องของพวกเราที่ไหน? คนอื่นเขาก็ตกแต่งกัน ไม่เห็นจะต้องทำเรื่องใหญ่โตแบบคุณ ช่วงนี้เพราะการตกแต่งร้านของคุณ รู้ไหมว่าพวกเราโดนร้องเรียนมามากแค่ไหน เช่าได้ก็เช่า เช่าไม่ได้ก็ไปหาที่อื่น”
ความจริงแล้ว ร้านค้าแบรนด์ดังทั้งในและต่างประเทศในห้างสรรพสินค้าตกแต่งได้หรูหราทีเดียว กระเบื้องปูพื้นก็ขัดมันเงาวับ แต่ไม่เห็นใครมาร้องเรียน
หลัวต้าไม่กังวลเลยที่จะทำให้ลี่หรงไม่พอใจ หวังอ้ายเจินบอกว่าถ้าขับไล่ลี่หรงออกไปได้ เขาจะได้เลื่อนตำแหน่ง หวังอ้ายเจินเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชิงหัว ครอบครัวก็ดูเหมือนจะมีฐานะดี หลัวต้าใช้นิ้วเท้าคิดก็รู้ดีว่าเขาควรเลือกหวังอ้ายเจิน
ลี่หรงสูดหายใจ พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเอง “ยกเลิกสัญญาเช่า? ฉันจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปหนึ่งปีและเงินประกันอีกหลายร้อยหยวน ถ้าจะยกเลิกสัญญาเช่า พวกคุณต้องคืนเงินให้ฉัน รวมถึงค่าตกแต่งร้านในช่วงที่ผ่านมาด้วย…”
หลัวต้ากลอกตา “ฝันไปเถอะ! ยกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนดเองแล้วยังจะเอาเงินคืน!”
เมื่อเห็นท่าทางของหลัวต้า ลี่หรงรู้สึกว่าตัวเองคงถูกคนอื่นหลอก ทำไมตกแต่งร้านมาสามสี่วันแล้วถึงเพิ่งมาบอกว่าเสียงดังล่ะ?
พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ ลี่หรงก็เดาได้อย่างรวดเร็วว่าน่าจะเป็นหวังอ้ายเจิน ในห้างสรรพสินค้านี้มีแค่เธอคนนั้นที่มีปัญหากับลี่หรง คนที่ไม่อยากให้ลี่หรงเปิดร้านได้อย่างราบรื่น นอกจากเธอแล้ว ลี่หรงคิดไม่ออกว่าจะเป็นใครได้อีก
หลัวต้าทำหน้ารำคาญ
บางทีเขาอาจถูกคนอื่นซื้อตัวไปแล้ว ตอนนี้คงเป็นสุนัขรับใช้ของหวังอ้ายเจินแน่นอน!
ลี่หรงไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากับหลัวต้าต่อ เมื่ออีกฝ่ายถูกซื้อตัวไปแล้ว เธอจะพูดอะไรกับเขาก็ไม่มีประโยชน์ ลี่หรงจึงให้คนงานหยุดงานวันนี้ไปก่อน
เมื่อกลับถึงบ้าน ลี่หรงจึงโทรหาพี่รองของเธอ
ลี่สวนจือทำโรงงานอยู่ที่เมืองหลวง ถือว่าเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง บางทีเขาอาจรู้จักกับผู้บริหารห้างสรรพสินค้า
ลี่สวนจือรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้รับโทรศัพท์จากลี่หรง “มีอะไรเหรอลี่หรง?”
ลี่หรงไม่พูดถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ เธอเพียงถามว่า “พี่รองรู้จักคนของห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยนบ้างไหมคะ?”
“ห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยน… เธอหมายถึงเจ้าของห้างหรือ?”
“พี่รู้จักเจ้าของห้างเหรอ?”
“รู้จักสิ เคยไปกินข้าวด้วยกันครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ลี่สวนจือถาม “หรือเธออยากเปิดร้านที่ห้างสรรพสินค้าเมืองฝูเจี้ยน?”
ลี่หรงทำงานในร้านเสื้อผ้าของตัวเอง ทุกคนในตระกูลลี่รู้เรื่องนี้ ทั้งยังมีข่าวลือว่าเธอไปเมืองหยางเพื่อทำโรงงานเสื้อผ้าด้วย ตอนนี้เธอกลับมาและถามเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าในเมืองฝูเจี้ยน ลี่สวนจือเลยคิดว่าเธอกำลังจะเปิดร้าน
“ใช่ค่ะ ฉันได้เช่าร้านค้าไว้แล้ว” ลี่หรงคิดครู่หนึ่ง แล้วเล่าเรื่องร้านค้าให้ลี่สวนจือฟัง
“อะไรนะ? นี่มันเป็นการบังคับให้เธอยกเลิกสัญญาเช่านี่! ใครกันที่กล้ารังแกเธอ!” ลี่สวนจือวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง “เธอบอกว่าผู้จัดการคนนั้นชื่อหลิวต้าใช่ไหม? ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง”
“ขอบคุณค่ะพี่รอง” ลี่หรงยิ้ม ในเมื่อเป็นเรื่องของเส้นสายก็ต้องดูว่าใครมีเส้นสายที่ใหญ่กว่ากัน!
“ไม่เป็นไรหรอก ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” ตอนนี้ลี่สวนจือยุ่งกับงานในโรงงาน จึงติดต่อกับลี่หรงน้อยลง แต่ความรักของคนในครอบครัวไม่มีวันจางหาย เมื่อลี่หรงมีปัญหา ลี่สวนจือต้องช่วยเหลืออย่างแน่นอน อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรง เขาก็คงไม่สามารถเปิดโรงงานได้เช่นกัน
“อ้อจริงสิ! แม่บอกว่าเธอกำลังท้องอยู่นี่ อย่าทำงานหนักเกินไปนะ เรื่องนี้เธอไม่ต้องคิดมาก ปล่อยให้ฉันจัดการเอง อีกสักสองวันก็เรียบร้อยแล้ว”
ลูกค้าของร้านฝูหรงบางคนไม่เพียงแต่รู้เรื่องที่ลี่หรงกลับมา พวกเธอยังรู้ด้วยซ้ำว่าที่ลี่หรงกลับมาเพราะมาตั้งครรภ์เเละกำลังจะคลอดลูก พวกเธอจึงให้คนขับรถที่บ้านนำของขวัญมากมายมาให้
ลี่หรงรับไว้ด้วยความยินดี เธอไม่ใช่ข้าราชการ การรับของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพียงแต่เธอแอบจำแขกที่มาส่งของขวัญไว้ให้อย่างเงียบ ๆ รอเวลาที่พวกเขามาสั่งตัดเสื้อผ้า ค่อยให้ส่วนลดพวกเขาเพื่อเป็นการตอบแทน
ตอนนี้เธอยังต้องฝึกฝนโจวลี่ลี่ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ และหาเวลาโทรหาสวีจิ้งตานที่อยู่เมืองหยาง
“อีกประมาณสิบกว่าวันลวี่สุ่ยจะเปิดร้านได้แล้ว สินค้าที่สั่งผลิตไปก่อนหน้านี้เป็นยังไงบ้างคะ?”
คิดดูแล้วร้านลวี่สุ่ยน่าจะเปิดร้านได้ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ร้านเสื้อผ้าแห่งอื่นในเมืองหลวงน่าจะเริ่มขายเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงกันแล้ว ลี่หรงจึงวางแผนให้ร้านลวี่สุ่ยขายเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงตั้งแต่เปิดร้านเหมือนกัน
“เสื้อขนสัตว์ผลิตเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่เสื้อโค้ตขนสัตว์กับกระโปรงยาวบางส่วนที่ยังผลิตอยู่”
“อย่างช้าที่สุด ถ้าส่งของมาให้ภายในห้าวันได้ไหมคะ?” ลี่หรงถาม หากส่งของมาภายในห้าวัน บวกเวลาขนส่งไปด้วย กว่าจะถึงเมืองหลวงก็น่าจะเป็นช่วงที่ร้านตกแต่งเสร็จพอดี
ลี่หรงเหลือเวลาฝึกอบรมพนักงานขายที่ร้านอีกประมาณครึ่งเดือน ถ้าช้ากว่านี้ ลี่หรงก็ต้องไปคลอดลูกแล้ว พอคลอดเสร็จก็ต้องอยู่ไฟอีก หลังจากอยู่ไฟเสร็จคงปาเข้าไปเดือนกันยายนแล้ว ถ้าร้านลวี่สุ่ยไม่สามารถเปิดร้านได้ตามแผนที่วางไว้ คงต้องเสียค่าเช่าฟรี ๆ ไปอีกสองเดือน…
สวีจิ้งตานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากยังคงดำเนินการผลิตตามแผนเดิม กำลังการผลิตที่แบ่งมาทำเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงของลวี่สุ่ย คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เสร็จภายในสองสามวันนี้
ครู่หนึ่ง เธอก็พูดว่า “ได้ รอสินค้าจัดส่งไปแล้วจะแจ้งเธออีกทีแล้วกันนะ”
สวีจิ้งตานตัดสินใจกะทันหัน โดยแบ่งคนงานให้มาผลิตเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงของลวี่สุ่ยเพิ่ม
หลังจากวางสาย ลี่หรงพลันนึกขึ้นได้ว่า สองสามวันมานี้เธอไม่ได้โทรหาจ้าวชิงซงเลย แม้ว่าอีกฝ่ายจะโทรกลับมา แต่มีหลายครั้งลี่หรงไม่อยู่บ้านพอดีจึงไม่ได้รับสาย และเธอมักจะลืมโทรกลับไปหาเขาเช่นกัน
ถ้าจะว่ากันตามจริง จำนวนครั้งที่เธอคุยโทรศัพท์กับสวีจิ้งตานนั้น ยังมากกว่าจ้าวชิงซงเสียอีก
เธอหัวเราะออกมา ก่อนจะกดโทรศัพท์หาจ้าวชิงซง