ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 372 เรื่องเซอร์ไพรส์
บทที่ 372 เรื่องเซอร์ไพรส์
ปรากฏว่าเย่เหลยเป็นคนรับโทรศัพท์ เขาทักทายลี่หรงและบอกว่า “พี่เขยไม่อยู่ครับ เขาไปดูการก่อสร้างที่บ้าน”
ลี่หรงโทรมาเสียเที่ยวซะแล้ว…
คุณแม่จ้าวยกข้าวต้มรังนกออกมาหนึ่งถ้วย “ดูเธอสิ ยุ่งจนไม่มีเวลาพักเลย คงเหนื่อยแย่แล้ว นั่งพักสักหน่อยเถอะ นี่แม่ทำข้าวต้มรังนกมาให้…”
รังนกนี่เป็นของที่หวงเซิ่งหนานให้มา คุณแม่จ้าวเคยเห็นในโทรทัศน์ว่าของแบบนี้มันแพงมาก เธอจึงตุ๋นให้แค่ลี่หรงคนเดียว ใครในบ้านก็ห้ามกิน
ไม่รู้ว่าลี่สวนจือไปจัดการเรื่องให้อย่างไร เรื่องมันถึงคลี่คลายเร็วขนาดนี้ วันต่อมามีคนบอกว่าเป็นพนักงานห้างสรรพสินค้าฝูเจี้ยนโทรมาหาลี่หรง พวกเขาขอโทษและบอกว่าหลัวต้าถูกไล่ออกไปแล้ว ตอนนี้ลี่หรงสามารถตกแต่งร้านได้ตามแผนที่วางไว้
วันตรวจรับงานร้านลวี่สุ่ย ลี่หรงชวนเสิ่นรั่วหนิงออกมาด้วย
“ถ้าเธอไม่ชวน ฉันก็กำลังจะชวนเธออยู่พอดีเลย ได้ยินแม่บอกว่าเธอกลับมาได้สักพักแล้ว แถมยังท้องอีก ฉันเลยกะว่าจะรอให้พ้นช่วงนี้ไปก่อนค่อยไปหา” เสิ่นรั่วหนิงพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย เหมือนแอบน้อยใจที่ลี่หรงกลับมาแล้วไม่ยอมมาหาเธอเป็นคนแรก
ลี่หรงรีบขอโทษ เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จก่อนคลอด เธอเลยยุ่ง ๆ จนลืมไป
“ไปกันเถอะ ฉันจะพาไปห้าง ฉันเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้เธอด้วย!”
เสิ่นรั่วหนิงดูสนใจขึ้นมาทันที “เซอร์ไพรส์อะไรเหรอ?”
“ไปห้างจะมีเรื่องน่าประหลาดใจอะไรกัน?” พออีกฝ่ายพูดแบบนั้น เสิ่นรั่วหนิงเลยคิดว่าลี่หรงจะซื้อของให้เธออีกแล้ว
“พอไปถึงแล้วเธอก็รู้เอง ไปกันเถอะ เสี่ยวเจียรั่วมาหาอามา” ลี่หรงยิ้มแล้วพูดกับเสี่ยวเจียรั่ว
คาดว่าเป็นเพราะลี่หรงกับลี่รุ่ยจือหน้าตาคล้ายกัน หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะความสนิทชิดเชื้อ เสี่ยวเจียรั่วเลยไม่กลัวลี่หรงแม้แต่น้อย เธอยิ้มร่า วิ่งดุ๊กดิ๊กมาจับชายกระโปรงแล้วเอื้อมจับมือลี่หรง
เสิ่นรั่วหนิงเห็นแล้วสะดุ้ง “เจ้าตัวน้อย อย่าซนนะ อาคนนี้มีน้องอยู่ในท้องด้วย”
เสี่ยวเจียรั่วโดนดุก็ไม่ค่อยพอใจ เด็กน้อยทำหน้ามุ่ย กอดอกเงียบไม่พูดไม่จา
“จะอาละวาดอีกแล้วเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เสี่ยวเจียรั่วยังเด็กอยู่เลย อย่าไปขู่เธอสิ” ลี่หรงพยายามพูดให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนดีขึ้น
เสิ่นรั่วหนิงถอนหายใจ “เธอไม่รู้อะไร เด็กคนนี้พ่อเธอตามใจจนเสียคนไปหมดแล้ว แถมยังมีญาติ ๆ อีก มีใครบ้างไม่ตามใจเธอ? แค่ฉันพูดสองสามคำ เธอก็อาละวาดแล้ว…”
เสี่ยวเจียรั่วไม่ใช่หลานสาวคนแรกของตระกูลลี่ แต่หลานคนอื่น ๆ ตอนนั้น คุณพ่อกับคุณแม่ลี่ยังไม่ได้เกษียณ เวลาที่อยู่กับเด็ก ๆ ก็ไม่มากนัก แต่หลานสาวคนนี้ พวกเขารักและตามใจมากจริง ๆ
แถมยังมีลี่รุ่ยจืออีก เวลาเขากลับมาทีไรก็ขนของมาให้เสี่ยวเจียรั่วเป็นภูเขา
ส่วนทางฝั่งบ้านตระกูลเสิ่นนั้นไม่ต้องพูดถึง นี่เป็นหลานคนแรก เกิดจากบุตรสาวที่ทุกคนรักใคร่เอ็นดูอยู่แล้ว เสี่ยวเจียรั่วจึงกลายเป็นที่รักยิ่งกว่าใคร
เสิ่นรั่วหนิงเห็นทุกคนตามใจ เลยต้องทำตัวเป็นแม่ที่เข้มงวด เพราะกลัวว่าเสี่ยวเจียรั่วโตขึ้นแล้วจะมีนิสัยเอาแต่ใจ
แต่เธอดันลืมไปว่า แต่ก่อนเธอก็เป็นคุณหนูเอาแต่ใจเหมือนกัน…
ลี่หรงเคยเป็นแม่มาก่อน พอเห็นท่าทางของเสิ่นรั่วหนิง เพียงคิดดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกังวลอะไร
เธอจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เด็กผู้หญิงน่ะต้องตามใจบ้าง และต้องอบรมสั่งสอนอย่างเหมาะสมด้วย แต่ตอนนี้เสี่ยวเจียรั่วไม่ได้ทำอะไรผิด เธออย่าไปขู่เลย เวลาไหนควรสอนก็สอน เวลาไหนไม่ต้องสอนก็ปล่อยไป อย่าไปจู้จี้จุกจิกมากนัก คนในบ้านตั้งเยอะแยะ พวกเขาคงไม่ปล่อยให้เสี่ยวเจียรั่วโตมาแบบผิด ๆ หรอก”
สีหน้าของเสิ่นรั่วหนิงดูผ่อนคลายลง ลี่หรงเลยรู้สึกอยู่ว่าอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่มีอะไรทำ นอกจากออกไปทานข้าวกับคนอื่นเป็นครั้งคราว เวลาที่เหลือก็มัวแต่จับตาดูลูกสาว ทำให้เธอกังวลเรื่องพฤติกรรมของลูกสาวให้เกินจริงไปหน่อย
เสิ่นรั่วหนิงเพิ่งเป็นแม่ครั้งแรก แม้จะมีคุณแม่ลี่และคุณแม่เสิ่นคอยสอน แต่บางครั้งก็ยังเกิดอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้บ้าง
เธอเคยลองออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ไม่มีเพื่อน ไม่มีอะไรน่าสนุก ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเธอก็สนิทแค่กับลี่หรง หลังจากนั้นเรียนจบแล้วแต่งงาน พออยากจะหาเพื่อนสักคนมาฆ่าเวลาด้วยกันก็ไม่มี ก่อนหน้านี้เธอเคยบอกว่าอยากไปเมืองหยาง แต่ไม่ได้ไปเพราะติดเรื่องลูกสาวและอีกหลายเหตุผล
ลี่หรงดูเหมือนจะรู้สึกถึงความกดดันของเธอ จึงตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ แล้วพูดว่า “ไปห้างสรรพสินค้ากันเถอะ ฉันมีอะไรจะทำให้เธอประหลาดใจ”
พอถึงห้าง เสิ่นรั่วหนิงเห็นร้านโล่ง ๆ แต่ตกแต่งหรูหรา โคมไฟสว่างไสวไปทั่วร้าน เธอจึงถามว่า “นี่คือร้านอะไรเหรอ?”
“ร้านใหม่ของลวี่สุ่ยไง แล้วเป็นร้านแรกในเมืองหลวงด้วย”
“นี่ร้านแบรนด์ใหม่ที่เธอเคยพูดถึงเหรอ ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปไฮเอนด์น่ะนะ?”
“อืม ประมาณนั้นแหละ เธอคิดว่ายังไงบ้าง?”
เสิ่นรั่วหนิงยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ “การตกแต่งร้านหรูหราไม่แพ้ร้านแบรนด์ดังชั้นบน ฉันจะคิดยังไงได้อีกล่ะ?”
เธอจ้องมองลี่หรงในกระจกแล้วถามว่า “เธอจะอยู่ที่เมืองหลวงเพื่อดูแลร้านนี้ตลอดไปเลยเหรอ?”
ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความหวัง
“ยังไม่รู้เลย” ลี่หรงตอบ “แต่ฉันเตรียมจะฝึกเธอให้เป็นผู้จัดการร้านนี้ เธอเองก็บ่นว่าไม่มีอะไรทำไม่ใช่หรือไง ไหน ๆ ก็เอาร้านนี้ไปดูแลซะเลย”
“นี่เหรอคือเซอร์ไพรส์ที่เธอบอก?” เสิ่นรั่วหนิงมองลี่หรงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาของเธอฉายแววตื่นเต้น เหมือนกับว่าพึงพอใจกับเซอร์ไพรส์นี้มาก
“ใช่”
การให้เสิ่นรั่วหนิงเป็นผู้จัดการร้านลวี่สุ่ย ไม่ใช่ความคิดที่ลี่หรงเพิ่งนึกขึ้นได้ แต่เป็นสิ่งที่เธอคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
แม้ว่าลี่หรงจะอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงเป็นประจำ แต่เธอยังต้องดูแลกิจการของฝูหรง สุดท้ายแล้วทางร้านลวี่สุ่ยต้องหาผู้จัดการอยู่ดี แล้วทำไมไม่ให้เสิ่นรั่วหนิงมาทำเองเสียเลย?
เสิ่นรั่วหนิงเรียนสาขาการตลาดในมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง แต่ลี่หรงไม่รู้ว่าเธอจะยินดีมาเป็นผู้จัดการหรือไม่ เพราะเสิ่นรั่วหนิงรวยมาก แค่นอนอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีวันอดตายหรอก
“เธออยากทำไหม?”
เสิ่นรั่วหนิง “แน่นอนว่าอยากสิ ก่อนหน้านี้พ่อฉันก็บอกให้ฉันเข้าไปทำงานในหน่วยงาน แต่ฉันไม่เอา เรื่องแบบนั้นฉันไม่ถนัด ฉันว่าตอนนี้ให้ฉันออกมาดูแลร้านก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ฆ่าเวลาได้บ้าง”
เสิ่นรั่วหนิงเป็นอีกคนที่ไม่อยากทำงานในระบบ ลี่หรงจึงบอกเธอว่า “ฉันไม่ได้ให้เธอมาดูแลร้านเฉย ๆ นะ ฉันเตรียมให้เธอมาเป็นผู้จัดการร้านเลยด้วยซ้ำ ยอดขายของลวี่สุ่ยในเมืองหลวงจะรุ่งหรือจะร่วง ก็อยู่ที่เธอแล้ว”
ถ้าให้เสิ่นรั่วหนิงมาเป็นแค่คนดูแลร้านขายเสื้อผ้าธรรมดา ลี่หรงกลัวว่าพ่อของเสิ่นรั่วหนิงจะไม่พอใจ
“ว่าแต่ พ่อแม่เธอ…”
“ไม่เป็นไรหรอก ก่อนหน้านี้ที่ฉันช่วยเธอโฆษณาร้านฝูหรง พวกท่านยังบอกเลยว่าจะช่วยฉันดึงแบรนด์ดังจากต่างประเทศเข้ามาเปิดร้านด้วยซ้ำ” เสิ่นรั่วหนิงขยิบตา “แต่จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ ร้านใหญ่ขนาดนี้ ฉันจะดูแลไหวเหรอ?”
“ได้อยู่แล้ว ตอนนั้นฉันจะรับพนักงานขายคนอื่น ๆ เพิ่มด้วย อีกอย่าง ช่วงแรกฉันจะคอยดูแลเธอเอง ไม่ต้องห่วงหรอก รอให้ถึงวันที่ฉันปล่อยให้เธอจัดการเองได้ นั่นแปลว่าเธอมีความสามารถที่จะบริหารงานได้แล้ว”