ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 389 การโจมตี
บทที่ 389 การโจมตี
นี่เป็นเรื่องปกติ ลี่หรงเข้าใจได้ ถ้าจ้างดาราที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์แล้วทำให้แบรนด์มีรายได้พุ่งพรวดได้จริง ในอนาคตคงไม่มีแบรนด์มากมายทุ่มเงินมหาศาลจ้างดาราระดับแนวหน้าหรือดาราระดับโลกแล้ว
เสิ่นรั่วหนิงถอนหายใจ “โฆษณาที่สามารถประชาสัมพันธ์ได้ก็ทำไปหมดแล้ว ตอนนี้พวกเราควรทำอะไรดีล่ะ?”
ลี่หรง “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ค่อย ๆ ทำไป การทำธุรกิจอย่างเร่งรีบไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก รอให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนน่าจะดีขึ้น”
เสื้อผ้าของลวี่สุ่ยราคาไม่ถูก แม้แต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ เสื้อผ้าราคาหลักสิบถึงหลักร้อยยังถือว่าไม่ถูก คนที่มาเดินห้างในวันธรรมดาครึ่งหนึ่งยังต้องคิดหนักก่อนซื้อ ส่วนอีกครึ่งที่ซื้อได้ก็ไม่แน่ว่าจะซื้อเช่นกัน
ด้วยคำพูดของลี่หรง ทำให้เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก หลังจากนั้นพวกเธอเลยไปรับประทานอาหารด้วยกันที่ร้านอาหารแถวนั้น
ระหว่างนั้นลี่หรงได้ถามขึ้นว่า “ตอนนี้ใครเป็นคนดูแลเสี่ยวเจียรั่วเหรอ?”
“แม่ช่วยดูแลอยู่น่ะ อ้อ! ก็แม่ของคุณนั่นแหละ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้ม
ลี่หรงกินเป็ดปักกิ่งคำหนึ่ง เธอยิ้มและพูดว่า “จริงสิ ก่อนปีใหม่ฉันต้องไปเมืองหยางสักหน่อย ที่หลานไห่จะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ปลายปี เธอก็ไปด้วยกันนะ พอจะมีเวลาว่างไหม?”
“แน่นอน!” เสิ่นรั่วหนิงดีใจมาก เธอถามขึ้นว่า “เมื่อไหร่ล่ะ?”
เสี่ยวจ้าวซีอยู่ที่บ้านล้อมลาน โดยมีคุณแม่จ้าวช่วยดูแล ส่วนเรื่องการรับส่งอันอันไปโรงเรียนนั้นเป็นหน้าที่ของคุณพ่อจ้าว ผู้เฒ่าทั้งสองไม่ได้ว่างเลย แต่การดูแลหลานชายก็ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ
ฝูหรงอยู่ห่างจากบ้านล้อมลานพอสมควร คุณแม่จ้าวดูแลเสี่ยวจ้าวซีและยังต้องทำอาหารด้วย ลี่หรงจึงคิดจะจ้างคนทำอาหารมาช่วยที่บ้าน แต่คุณแม่จ้าวกลับปฏิเสธ “แม่ดูแลหลานสาวคนเดียว และทำอาหารให้แค่ไม่กี่คน จะเหนื่อยได้ยังไง อีกอย่าง ถ้าไม่ให้แม่ทำงานบ้านมากหน่อย กระดูกคงจะเปื่อยหมดแล้ว”
ลี่หรงเห็นว่าร่างกายของอีกฝ่ายยังแข็งแรงดี จึงปล่อยให้เป็นไปตามที่คุณแม่จ้าวต้องการ
หลังจากออกมาจากลวี่สุ่ย ลี่หรงไม่ได้ไปฝูหรงทันที แต่ไปรับอันอันที่โรงเรียนก่อน
เมื่ออันอันออกมาแล้วไม่เห็นคุณปู่ เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่พอลี่หรงลงจากรถและเรียกเขา ใบหน้าของอันอันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มกว้างและวิ่งเข้ามาหาลี่หรง “แม่ครับ! วันนี้แม่มารับผมเองเหรอครับ?”
“ใช่จ้ะ รีบขึ้นรถเร็ว”
ก่อนที่ลี่หรงจะมา เธอได้บอกคุณพ่อจ้าวไว้แล้ว อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องมาเสียเที่ยว
เมื่ออันอันลงจากรถและวิ่งไปที่ประตู เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีกุญแจ จึงยืนมองลี่หรงด้วยสายตาออดอ้อน รอให้แม่มาเปิดประตูให้
นับตั้งแต่ฝูหรงย้ายออกจากบ้านล้อมลาน ประตูรั้วของบ้านล้อมลานมักจะปิดอยู่เสมอ เลยต้องเปิดปิดประตูทุกครั้งที่เข้าออก
ลี่หรงยิ้มพลางเปิดประตูให้อันอัน “รีบร้อนอะไรนักหนา”
อันอันได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร แต่เขารู้สึกคิดถึงน้องสาวมากทีเดียว
พอประตูเปิด อันอันก็วิ่งเข้าไปในบ้าน โยนกระเป๋านักเรียนลงบนโซฟา แล้วรีบตรงไปหาเสี่ยวจ้าวซีทันที
คุณพ่อจ้าวนั่งดูโทรทัศน์อยู่ โดยมีเสี่ยวจ้าวซีนอนชันเข่าอยู่ในเตียงเด็กเล็กข้าง ๆ เป็นเตียงที่เสี่ยวเจียรั่วเคยใช้มาก่อนตอนเธอยังเล็ก
เตียงเล็กนั้นเป็นสิ่งที่ลี่รุ่ยจือทำขึ้นเอง คุณแม่ลี่คิดว่าเตียงเล็กนี้ดี และเสี่ยวเจียรั่วก็ไม่ได้ใช้แล้ว จึงนำมาให้ลี่หรงแทน
อันอันนอนคว่ำอยู่ข้างเตียงเล็ก จับมือของเสี่ยวจ้าวซีพลางลูบใบหน้าน้อย ๆ ของเธอ “น้องสาว พี่เป็นพี่ชายของหนูเองนะ”
เขาลืมไปแล้วว่าตอนที่เสี่ยวจ้าวซีเพิ่งเกิดนั้น เขารังเกียจเธอมากแค่ไหน แต่ตอนนี้เมื่อมองดูน้องสาวแล้ว อันอันรู้สึกว่าไม่มีน้องสาวของใครจะน่ารักเท่าน้องสาวของเขา
เสี่ยวจ้าวซีส่งเสียงอ้อแอ้ ราวกับกำลังพูดคุยกับอันอัน
ลี่หรงล้างมือแล้วเดินเข้ามา เมื่อเสี่ยวจ้าวซีเห็นลี่หรง เธอก็เริ่มขยับแขนขา หัวเราะคิกคัก พร้อมกับส่งเสียงอ้อแอ้
ลี่หรงรู้ว่าเจ้าตัวน้อยต้องการให้อุ้ม เธอจึงถอดเสื้อนอกออกแล้วอุ้มลูกสาวขึ้นมา “เดี๋ยวแม่อุ้มนะจ๊ะ ลูกรัก”
ลี่หรงจูบแก้มเธอเบา ๆ แล้วอุ้มเล่นกับอันอันสักพัก คุณพ่อจ้าวถูกคุณแม่จ้าวเรียกไปกินข้าว อันอันก็ไปล้างมือ ลี่หรงจึงอุ้มเจ้าตัวน้อยกลับไปให้นมในห้อง
ลี่หรงอยู่ข้างนอกมาทั้งวัน น้ำนมเลยไม่ค่อยมีและรู้สึกเจ็บ แต่เมื่อให้นมไปสักพักเธอถึงรู้สึกสบายตัวขึ้น
เจ้าตัวน้อยชอบกัด ลี่หรงเลยชอบบีบจมูกเธอ เสี่ยวจ้าวซีก็จะอ้าปากร้องอู้อี้
ลี่หรงบีบแก้มเสี่ยวจ้าวซีด้วยความเอ็นดู “เจ้าตัวน้อยขี้งก ไม่ยอมให้บีบแล้วยังชอบกัดคน อารมณ์ร้ายจริง ๆ พี่ชายเธอยังไม่เคยรังแกแม่แบบนี้เลยนะ”
เสี่ยวจ้าวซีดูเหมือนจะเข้าใจว่าลี่หรงกำลังพูดถึงข้อบกพร่องของเธอ เธอเลยร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางดึงเสื้อผ้าของลี่หรง
ที่สตูดิโอฝูหรง
เมื่อถึงเวลาส่งงาน ลี่หรงเรียกทุกคนเข้ามาดูผลงานในห้องทำงานของเธอทีละคน
คนแรกที่เข้าไปคือเฟิงหงเซี่ย งานออกแบบของเธอใช้ได้ แต่ยังไม่กล้าพอ กล่าวคือยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร
ลูกค้าของเฟิงหงเซี่ยเป็นสุภาพสตรีที่มีฐานะ อีกฝ่ายต้องการสร้างความประทับใจและดึงดูดสายตา งานของเฟิงหงเซี่ยยังขาดความโดดเด่นอยู่บ้าง แต่หากแก้ไขเล็กน้อยก็สามารถนำไปใช้ได้
เฟิงหงเซี่ยมองดูสีหน้าที่เรียบเฉยของลี่หรงแล้วรู้สึกโล่งใจ ในที่สุดก็รอจนลี่หรงพูดขึ้น “แก้ตรงนี้อีกนิดหน่อย แล้วเอามาให้ฉันดูตอนบ่ายนะ”
เฟิงหงเซี่ยดีใจ รีบหยิบแบบร่างออกไปทันที แต่ก่อนจะออกไป เธอยังหันกลับมาพูดกับลี่หรงว่า “คุณลี่ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเฉาเหลียงอวี้ก่อนหน้านี้ ฉันรู้ว่ามันไม่ดี ต่อไปฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีกค่ะ”
ลี่หรงเพียงพยักหน้าไม่พูดอะไร
คนที่สองคือโจวลี่ลี่
ลี่หรงตั้งความหวังกับเธอไว้สูง ไม่เช่นนั้นคงไม่มอบคำสั่งซื้อของคุณนายหยานให้เธอทำ
ทันทีที่ลี่หรงเห็นแบบร่าง คิ้วของเธอกลับขมวดเข้าหากัน สิ่งที่เด่นชัดที่สุดของเสื้อผ้าเมื่อมองจากระยะไกลคือโครงร่างโดยรวม แต่เมื่อมองใกล้ ๆ จะอยู่บริเวณครึ่งบนของตัวเสื้อ
แบบร่างที่โจวลี่ลี่ส่งมา สิ่งแรกที่ลี่หรงเห็นคือ ช่องว่างตรงใต้คอ
แม้จะไม่มีเครื่องประดับหรูหราใด ๆ แต่ลวดลายตรงช่องว่างนั้นดูไม่ค่อยสง่างาม ภรรยาผู้บริหารระดับสูงคงไม่ชอบชุดราตรีแบบนี้แน่นอน
โจวลี่ลี่ไม่ใช่คนโง่ เธอสังเกตเห็นลี่หรงขมวดคิ้ว จึงรู้ว่าตัวเองอาจจะทำพลาดในบางจุด
ลี่หรงยังคงมองดูแบบร่างที่เธอส่งมา โจวลี่ลี่ไม่รู้ว่าลี่หรงไม่พอใจตรงไหน เธอพึมพำกับตัวเองถึงสิ่งที่เฉาเหลียงอวี้เคยบอกเธอไว้ก่อนหน้านี้
ตอนนั้นเฉาเหลียงอวี้แนะนำให้เธอแก้ไขส่วนที่เป็นช่องว่างตรงใต้คอ โจวลี่ลี่กลับไปคิดทบทวนแล้วว่า ตำแหน่งตรงนั้นไม่ได้เปิดเผยอะไรมากมาย อีกอย่าง ลวดลายนั้นก็เป็นความคิดของเธอเอง เธอคิดว่ามันเป็นเอกลักษณ์ดี จึงไม่ได้ลบออก
คงเป็นเพราะหวังมากก็ยิ่งผิดหวังมาก ลี่หรงมองดูแล้วรู้สึกว่าการออกแบบของโจวลี่ลี่ใช้ไม่ได้
เธอมองไปที่โจวลี่ลี่แล้วพูดออกไปตรง ๆ ว่า “การออกแบบไม่เลวนะ แต่ฉันไม่สามารถเอาไปใช้ได้ ถ้าจะเอาไปให้ลูกค้าดูจริง ๆ ชื่อเสียงของฝูหรงคงต้องตกต่ำแน่”
โครม!
โจวลี่ลี่แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าเธอได้ยินอะไร ลี่หรงถึงกับปฏิเสธการออกแบบของเธอตรง ๆ เลย
ความจริงแล้ว อีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธทั้งหมด ลี่หรงเริ่มต้นด้วยการบอกว่าแบบร่างของไม่เลวเลย แต่การออกแบบของเธอยังผ่านไม่ได้แม้แต่ด่านของลี่หรง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะให้ลูกค้าดู การออกแบบชิ้นนี้จึงไม่มีความหมายอีกต่อไป!
โจวลี่ลี่ยืนห่อไหล่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรับงานลูกค้า แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ระดับความกระทบกระเทือนจิตใจคงจะเดาได้ไม่ยากนัก
เธอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เธอมีผลการเรียนที่ดีมาก และยังได้รับรางวัลมากมาย
จะเป็นไปได้อย่างไรที่เธอออกแบบไม่ดีแม้แต่ชิ้นเดียว!
เธอจ้องมองลี่หรง แล้วเอ่ยด้วยความดื้อรั้นว่า “ทำไม?”