ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 392 วุ่นวาย
บทที่ 392 วุ่นวาย
หลังผ่านปีใหม่แล้ว จ้าวชิงซงไปพบผู้เชี่ยวชาญในวงการเคมีกับติงลี่เหริน ว่ากันว่าเขาเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไอวี่ลีกที่กลับมาจากต่างประเทศ จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าไอวี่ลีกคืออะไร แต่เขาก็ไม่สนใจ
จ้าวชิงซงสนใจการทำธุรกิจมาก เงินและอำนาจ เขาต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาต้องปลดประจำการเพราะบาดเจ็บ ชาตินี้คงหมดหวังที่จะมีอำนาจใหญ่โต แต่เงิน ถ้าขยันหาก็มีได้
เขาไม่เคยสัมผัสกับอุตสาหกรรมเคมีมาก่อน แต่รู้ดีว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนต้องใช้ ประชากรของประเทศจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำธุรกิจนี้ต้องรวยแน่นอน!
แต่การเข้าวงการสู่อุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญในวงการแล้ว จ้าวชิงซงคิดว่าอย่างน้อยก็ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวงการนี้ก่อน
ผู้เชี่ยวชาญที่ติงลี่เหรินแนะนำชื่อเฟยหนิง ถ้าไม่ใช่เพราะติงลี่เหรินบอกไว้ก่อน จ้าวชิงซงคงมองไม่ออกว่าเขาล้มละลาย
หลังจากคุยกันเป็นเวลานาน เฟยหนิงจึงถอนหายใจพลางกล่าวว่า “แต่เดิมธุรกิจก็พัฒนาไปได้ดี แต่ใครจะคิดว่าถูกคนหลอกจนเหลือแต่ตัว สุดท้ายต้องยื่นขอล้มละลาย ฉันเลยคิดจะทำน้ำยาล้างจาน เพราะในประเทศของเราตอนนี้โรงงานน้ำยาล้างจานยังมีไม่มาก ฉันคิดว่าน่าจะทำได้ และถือว่ามันเป็นอาชีพเก่าของผมด้วย…”
ติงลี่เหริน “ก่อนหน้านี้ฉันได้คำนวณดูแล้ว ถ้าจะทำโรงงานนี้ เงินหลายแสนก็ยังไม่รู้ว่าจะพอหรือเปล่า ถ้าจะทำจริง ๆ อาจจะต้องไปกู้เงินเพิ่ม”
จ้าวชิงซงไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะร่วมทำด้วยหรือไม่จนถึงตอนสุดท้าย ส่วนติงลี่เหรินก็ไม่ได้ให้เขาตัดสินใจในทันที
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป
จ้าวชิงซงซื้อที่ดินและสร้างบ้านในเมืองหยาง เงินที่หาได้เมื่อปีที่แล้วเหลือไม่มาก คาดว่าน่าจะมีอยู่สักสามถึงห้าหมื่น
หากเอาเงินไปทำโรงงานน้ำยาล้างจานสักหนึ่งแสนเขาต้องเอาแน่นอน ถ้าเงินไม่พอก็ต้องเอาออกมาจากเงินเก็บที่มีอยู่ หรือไม่ก็ใช้เงินที่ลี่หรงหาได้
ถึงเขาจะรู้ว่าฝูหรงทำเงินได้จริง แต่ว่าหาได้เท่าไหร่ จ้าวชิงซงไม่เคยถามลี่หรง และลี่หรงก็ไม่เคยบอกเขาเช่นกัน
ตลอดเทศกาลปีใหม่ จ้าวชิงซงไม่ได้พูดเรื่องนี้กับลี่หรง เขาคิดว่ารอให้เข้าใจเรื่องราวพอสมควรแล้วค่อยกลับไปพูดดีกว่า
หลังจากนั้น จ้าวชิงซงเลยกลับมาเล่าเรื่องน้ำยาล้างจานให้ลี่หรงฟัง ลี่หรงจึงถามเขาว่า “คุณอยากทำไหมคะ?”
“ผมคิดว่าทำได้นะครับ ของพวกนี้เป็นของจำเป็น ครอบครัวหนึ่งมักจะใช้หมดขวดทุกสองสามเดือน และของแบบนี้คนในชนบทก็ซื้อใช้เหมือนกัน”
ลี่หรง “อีกฝ่ายเชื่อถือได้หรือเปล่าคะ? คุณลองตัดสินใจเองเถอะค่ะ ฉันไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่สินค้าอุปโภคบริโภคก็มีตลาดรองรับจริง ๆ”
“ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ แต่ว่า…” จ้าวชิงซงบีบมือของลี่หรงเบา ๆ แล้วยิ้ม “ถ้าจะทำ คงต้องใช้เงินสักหนึ่งหรือสองแสน”
“คุณลองทำสิคะ” ลี่หรงเงยหน้ามองเขา “เงินคุณหมดแล้วใช่ไหมคะ?”
“เอ่อ…” จ้าวชิงซงเงินหมดแล้วจริง ๆ “สักสามถึงห้าหมื่นก็พอมั้งครับ แต่ปีที่แล้วทั้งซื้อที่ดิน สร้างบ้าน ตกแต่งภายในร้านฝูหรง ไม่รู้ว่าจะเหลือเงินอีกเท่าไหร่”
ลี่หรงกลอกตา “ตอนคิดบัญชีก่อนปีใหม่ ฉันให้คุณดูสมุดบัญชีแล้ว คุณยังไม่ยอมดูเลย ถ้าคุณอยากทำน้ำยาล้างจานจริง ๆ ตอนนี้ที่บ้านมีเงินอยู่สองแสนกว่า คุณเอาไปใช้ก่อนได้นะคะ”
จ้าวชิงซงตกตะลึงไปชั่วขณะ “มีมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“ใช่แล้วค่ะ มีเงินปันผลของหลานไห่ปีที่แล้วด้วย แม้ลวี่สุ่ยจะขาดทุน แต่หลานไห่ก็ทำกำไร รวมถึงฝูหรงด้วยก็เลยมีเงินเหลืออยู่ค่ะ” ลี่หรงคิดว่าการทำโรงงานน้ำยาล้างจาน ขอแค่มีวิธีทำให้สำเร็จ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้กำไร
เธอให้กำลังใจจ้าวชิงซง “อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คุณ ถ้าคุณอยากทำ ก็เอาเงินในบ้านไปใช้เลยค่ะ ตอนนี้ที่บ้านยังไม่ต้องใช้เงินมาก เก็บเงินไว้ก็ไม่มีประโยชน์ สู้เอาออกมาใช้ให้เงินงอกเงยดีกว่า”
ลี่หรงนึกถึงในนิยายต้นฉบับที่ตัวเอกชายกลายเป็นเศรษฐีในภายหลัง แม้เธอจะไม่รู้ว่าเขาทำอะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งตอนนี้เธอจะจำไม่ได้แล้วว่าตัวเอกหญิงในนิยายต้นฉบับทำตัวแย่แค่ไหน แต่เธอคิดว่าจ้าวชิงซงคงไม่ได้รวยจากการขายผลไม้เพียงอย่างเดียวแน่นอน
ตอนนี้จ้าวชิงซงมีโอกาสทำอย่างอื่น ลี่หรงจึงต้องสนับสนุนเขาอย่างแน่นอน
จ้าวชิงซง “ผมขอคิดดูก่อนแล้วกันครับ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เดี๋ยวผมต้องกลับไปดูอีกครั้ง”
ลี่หรงพยักหน้า ทั้งสองคนคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนลืมไปว่ามีเจ้าตัวน้อยนอนอยู่บนเตียงเล็ก ๆ เธอรู้สึกถูกละเลยและไม่ค่อยพอใจนัก จึงส่งเสียงอ้อแอ้ เมื่อจ้าวชิงซงพูดเรื่องงานเสร็จ เขาเลยวิ่งไปเล่นกับลูกสาวต่อ
จ้าวชิงซงเดินทางไปมาระหว่างเมืองหยางกับเมืองหลวงบ่อยครั้ง เขากลับมาตอนที่ลี่หรงคลอด และกลับมาอีกครั้งตอนลูกครบเดือน ล่าสุดก็กลับมาช่วงปีใหม่ ทำให้มีเวลาอยู่กับเสี่ยวจ้าวซีน้อยมาก
แต่สายเลือดนั้นช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ วันแรกที่จ้าวชิงซงกลับมาแล้วอุ้มเสี่ยวจ้าวซี เด็กน้อยดูเหมือนจะรู้สึกได้ว่าเขาเป็นพ่อ เมื่อถูกผู้ชายคนนี้อุ้ม เธอก็ไม่ร้องงอแงเลย
ลี่หรงหรี่ตามองพ่อลูกเล่นด้วยกัน อีกไม่กี่วันจ้าวชิงซงก็ต้องไปเมืองหยางแล้ว เขาต้องเดินทางไปมาระหว่างสองเมือง เธอเองก็เช่นกัน อีกหนึ่งหรือสองสัปดาห์ก็จะถึงงานสินค้ากว่างโจวแล้ว ซึ่งบริษัทหลานไห่ได้รับคำเชิญเช่นกัน เธอจึงต้องไปเมืองหยางอีกครั้ง
เธอเคยพิจารณาว่าจะสมัครขอพื้นที่จัดแสดงในนามของฝูหรง แต่คิดไปคิดมาแล้ว การที่ฝูหรงไปที่นั่นคงไม่เกิดประโยชน์มากนัก ฝูหรงทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าตามสั่ง เป็นการผลิตเฉพาะบุคคลไม่ใช่การผลิตจำนวนมาก งานสินค้ากว่างโจวเป็นงานสำหรับการค้าขายขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจของฝูหรง
แต่ฝูหรงสามารถเข้าร่วมงานแฟชั่นโชว์ภายในประเทศได้ ซึ่งในตอนนี้ก็มีงานแบบนั้นอยู่บ้าง หากลี่หรงจำไม่ผิด ในปีที่สองที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย ที่หอวัฒนธรรมในเมืองหลวงก็มีงานแฟชั่นโชว์ขนาดใหญ่ครั้งหนึ่ง มันเป็นการแสดงแฟชั่นโชว์ภายในที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือของกระทรวงการค้าต่างประเทศ กระทรวงสิ่งทอ และกระทรวงอุตสาหกรรม แต่เป็นงานแสดงสินค้าของแบรนด์ต่างประเทศ
ปัจจุบันยังคงมีการจัดงานอย่างสม่ำเสมอ แต่นั่นเป็นการแสดงแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ต่างประเทศ เสื้อผ้าสำเร็จรูปของฝูหรงไม่มีทางได้ขึ้นโชว์แน่นอน เพราะแบรนด์ในประเทศแบบฝูหรง ถ้าอยากจัดแฟชั่นโชว์ คงต้องทุ่มเงินจัดเอง และถ้าจัดเฉพาะของฝูหรง คงทำได้แค่เชิญลูกค้าเก่าและใหม่ แต่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ที่จะได้รับให้ดี
การเช่าสถานที่ต้องใช้เงิน ส่วนการออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูปล่วงหน้าต้องใช้แรงงานของฝูหรง… การจัดโชว์นอกจากการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังต้องนำมาซึ่งผลกำไรด้วย เมื่อถึงเวลานั้น แขกที่เชิญมาควรเป็นผู้ที่สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าใหม่ได้
นักออกแบบทั้งห้าคนยังคงอยู่ รวมกับลี่หรงและพนักงานประจำแล้ว ฝูหรงมีนักออกแบบทั้งหมดเจ็ดคน
ปีที่แล้วลี่หรงต้องการขยายการจ้างช่างปักและช่างตัดเสื้อ แต่อาจเป็นเพราะใกล้สิ้นปี ประกาศรับสมัครงานที่ส่งออกไปจึงไม่มีการตอบรับเลย
หลังผ่านปีใหม่ ลี่หรงได้หาคนให้ลงประกาศอีกครั้ง ถึงมีคนมาสมัครเสียที ลี่หรงต้องยุ่งกับการสัมภาษณ์ และยังต้องยุ่งกับเรื่องของฝูหรง ส่วนลวี่สุ่ยก็ติดตามการประชาสัมพันธ์
ด้านของจ้าวชิงซงตัดสินใจที่จะทำโรงงานน้ำยาล้างจานกับติงลี่เหรินและเพื่อนของเขา โดยติงลี่เหรินลงทุนสองแสน จ้าวชิงซงลงทุนหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน และเฟยหนิงลงทุนหนึ่งแสน แต่เนื่องจากเฟยหนิงมีความรู้ด้วย จึงนับว่าเขามีเงินลงทุนเท่ากับจ้าวชิงซงคือ หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน
ส่วนการบริหารจัดการ ตอนเริ่มต้นแน่นอนว่าไม่ได้จ้างผู้บริหารจากภายนอก ติงลี่เหรินและจ้าวชิงซงเคยบริหารแค่ธุรกิจผลไม้ สุดท้ายจึงตัดสินใจให้เฟยหนิงและติงลี่เหรินเป็นผู้บริหารโรงงานที่นี่ พวกเขาจึงถือหุ้นมากกว่าเล็กน้อย
จ้าวชิงซงกลับไปเมืองหยางเพื่อทำธุรกิจค้าส่งผลไม้ต่อ ธุรกิจนี้ไม่จำเป็นต้องให้จ้าวชิงซงวิ่งไปทั่ว แต่ยังมีหลายเรื่องที่ต้องการให้เขาจัดการ ดังนั้นเขาเลยลงทุนในโรงงานน้ำยาล้างจานเท่านั้น