ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 393 พรีเซนเตอร์
บทที่ 393 พรีเซนเตอร์
จ้าวชิงซงเพียงแค่ลงทุนเงิน เขาไม่จำเป็นต้องจัดการอะไรมากมาย แม้แต่เรื่องการกู้ยืม ติงลี่เหรินแค่แจ้งให้จ้าวชิงซงทราบเท่านั้น
จ้าวชิงซงมีพนักงานกว่ายี่สิบคนที่จุดจำหน่ายผลไม้ส่งในเมืองหยาง และเขาก็ยุ่งมาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงเดือนเมษายน ลี่หรงและเสิ่นรั่วหนิงเดินทางมาเมืองหยาง ครั้งนี้พวกเธอมีสองเรื่องที่ต้องจัดการคือ งานแสดงสินค้าของหลานไห่ และการหาพรีเซนเตอร์
ธุรกิจขายส่งของหลานไห่ไม่จำเป็นต้องมีพรีเซนเตอร์ พ่อค้าขายส่งจะมาติดต่อเอง หรือไม่ทีมขายของหลานไห่จะพยายามติดต่อพ่อค้าขายส่งอย่างเต็มที่ จึงม่ต้องกังวลเรื่องยอดขาย
สิ่งสำคัญคือ ลวี่สุ่ย ถ้าอยากสร้างแบรนด์ จำเป็นต้องทำการโปรโมต เพราะคำกล่าวที่ว่า ‘สุราดีไม่กลัวตรอกลึก’*[1] นั้นไม่เหมาะสมกับลวี่สุ่ย
ติงหลานถ่ายละครเสร็จแล้ว เธอจึงกลับมาเมืองหยาง เธอเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในรายชื่อพรีเซนเตอร์ของลี่หรง
การเซ็นสัญญาพรีเซนเตอร์เป็นเรื่องงาน แม้ว่าติงหลานจะซื้อเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยมามากมาย และเธอเองก็ชอบลวี่สุ่ยเช่นกัน แต่ในเรื่องของการเป็นพรีเซนเตอร์นั้น ทางบริษัทจะเป็นผู้ตัดสินใจแทน
ลี่หรงนัดสวี่อวี้มาที่หลานไห่
การพูดคุยเรื่องการเป็นพรีเซนเตอร์แบบนี้ สวี่อวี้ ในฐานะผู้จัดการส่วนตัวไม่รู้ว่าเคยเจรจามาแล้วกี่ครั้ง เธอจึงชำนาญมาก
เมื่อรู้ว่าลี่หรงนัดเธอมาเพื่อคุยเรื่องการเป็นพรีเซนเตอร์ ตั้งแต่เริ่มต้นเธอก็วางท่าทีอย่างเต็มที่ ทำรายงานสรุปอย่างกระชับเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่นักแสดงยอดนิยมหลายคนในสังกัดของเธอเคยเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
เธอมีทั้งศิลปินชายและหญิงในสังกัดเจ็ดแปดคน ติงหลานจัดอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง รวมถึงอีกสองคน ส่วนคนอื่น ๆ ไม่ค่อยดังนัก
ติงหลานรับงานโฆษณาค่อนข้างน้อย เธอมุ่งเน้นการถ่ายหนังเพื่อหาเงินเป็นหลัก ถึงแม้งานโฆษณาของเธอจะมีน้อยแต่มีคุณภาพ สร้างรายได้ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ได้ดีทีเดียว
หลังจากที่สวี่อวี้อธิบายข้อดีของศิลปินแต่ละคนจบ เธอก็ถามลี่หรงว่า “พวกคุณอยากเซ็นสัญญากับศิลปินคนไหนคะ? ราคาของแต่ละคนไม่เท่ากันนะ”
ลี่หรงตอบตรง ๆ “พวกเราค่อนข้างสนใจติงหลานค่ะ”
ตั้งแต่แรกพวกเธอก็เอียงไปทางติงหลานแล้ว แค่ติงหลานยืมชุดของหลานไห่ไปร่วมงานเลี้ยง ยังสามารถสร้างกระแสให้กับลวี่สุ่ยได้มากมาย ลี่หรงจึงเห็นว่าติงหลานเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่า
สวี่อวี้ไม่แปลกใจที่พวกเธอเลือกติงหลาน เธอไม่อ้อมค้อม พร้อมกับบอกราคาออกไปตรง ๆ “สัญญาผูกขาดหนึ่งปีของติงหลานอยู่ที่แปดหมื่น ถ้าไม่ผูกขาดคือสามหมื่น แต่ตอนนี้เธอยังมีสัญญาโฆษณากับแบรนด์อีกสองที่ ถ้าอยากเซ็นสัญญาผูกขาด คงต้องรอถึงเดือนกันยายนค่ะ”
สัญญาผูกขาดคือการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์นี้เท่านั้น ไม่ร่วมงานกับแบรนด์อื่นในเวลาเดียวกัน
ราคาตัวของติงหลานนั้นแพงจริง ๆ ในยุคที่ค่าตัวยังอยู่ที่หลักสิบถึงพันหยวนต่อตอน แต่ติงหลานกลับเรียกค่าโฆษณาถึงแปดหมื่นต่อปี
เสิ่นรั่วหนิงจ้างดาราที่ไม่ค่อยมีชื่อในเมืองหลวง หากเป็นที่เมืองหยางจะหาดาราระดับเดียวกันได้ในราคาสองถึงสามพันหยวนเท่านั้น เธอรู้เรื่องนี้ดี แต่การใช้ชีวิตในเมืองหลวงก็แพงกว่าจริง ๆ
ตอนนี้เมื่อคุยถึงค่าโฆษณาของติงหลาน เสิ่นรั่วหนิงเลยรู้สึกว่าห้าพันหยวนนั้นถูกมาก
สวีจิ้งตานมองไปทางลี่หรง “ราคาค่อนข้างสูงนะ”
ลี่หรงคิดว่าการทำสัญญาผูกขาดนั้นไม่จำเป็น อีกอย่าง หากจะเซ็นสัญญาผูกขาดยังต้องรอถึงเดือนกันยายน เมื่อตัดสินใจจะจ้างพรีเซนเตอร์แล้ว ควรทำเร็ว ๆ ดีกว่า
ลี่หรงมองไปยังสวี่อวี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “ไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญาแบบผูกขาดหรอกค่ะ ถ้าบริษัทของคุณมีแผนอื่น ก็สามารถให้คุณติงหลานรับงานโฆษณาแบรนด์อื่นได้ นอกจากนี้ ค่าตัวสามหมื่นสำหรับสัญญาไม่ผูกขาดนั้นเกินงบประมาณของพวกเราไปบ้าง เราสามารถเจรจากันใหม่ได้ไหมคะ?”
การที่หลานไห่ไม่เซ็นสัญญาแบบผูกขาดก็ถือว่าดีสำหรับสวี่อวี้ เพราะถ้าติงหลานเป็นพรีเซนเตอร์ให้สิบแบรนด์ในหนึ่งปี นั่นจะเท่ากับเงินสามแสนหยวน ซึ่งสูงกว่าแปดหมื่นมาก
แต่ความจริงแล้ว ติงหลานมีตารางถ่ายหนังอีกเยอะมาก ทำให้หนึ่งปีรับงานโฆษณาได้แค่สองสามงานเท่านั้น
สวี่อวี้ขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนัก “สามหมื่นถือว่าต่ำมากแล้ว ในช่วงสัญญาจะมีโอกาสถ่ายโปสเตอร์หลายครั้ง และมีการให้สัมภาษณ์ด้วย”
การสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่พรีเซนเตอร์ต้องทำเฉพาะเมื่อลงหนังสือพิมพ์หรือออกทีวีเท่านั้น การลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือทีวีต้องใช้เงินมาก ถ้าอยากทำโปรโมชันต้องทุ่มเงินเช่นกัน ดังนั้น ตรงไหนที่ประหยัดได้ก็ควรประหยัด
ลี่หรงฟังคำพูดของสวี่อวี้แล้วคิดว่ายังมีโอกาสเจรจาได้ เธอยิ้มน้อย ๆ พลางกล่าวว่า “งั้นแบบนี้ดีไหมคะ สำหรับงานเทศกาลอวี้หลาน ฝูหรงสามารถออกแบบชุดราตรีให้ติงหลานฟรีหนึ่งชุด ฉันเชื่อว่าคุณคงรู้จักฝีมือการออกแบบของฝูหรงดีอยู่แล้ว”
ลี่หรงไม่คิดว่าสวี่อวี้จะไม่รู้เรื่องที่ติงหลานไปสั่งตัดชุดที่ฝูหรง และแล้วเมื่อได้ยินชื่อฝูหรง สวี่อวี้ก็เงียบไป
การออกแบบของฝูหรงนั้นดีจริง ๆ ช่วยขับเน้นบุคลิกและรูปร่างของติงหลานให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ มันสามารถสร้างบุคลิกแตกต่างกับชุดที่สวมไปงานเทศกาลอวี้หลานครั้งที่แล้ว
ชุดที่สวมในวันนั้นดูมีความเป็นทางการน้อยกว่าชุดที่ใส่ในงานเทศกาล แต่กลับมีความสดใสร่าเริงมากกว่า การตัดเย็บตามสั่งนั้นช่างแตกต่างจริง ๆ
แต่สวี่อวี้เป็นใครกันล่ะ?
เธอมีประสบการณ์การเจรจามากมาย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะถูกลี่หรงหลอก
ถ้าติงหลานสวมชุดราตรีของฝูหรงไปงานประกาศรางวัลอวี้หลาน มันก็เท่ากับเป็นการโฆษณาให้ฝูหรงฟรี ๆ ไม่ใช่หรือ?
อีกอย่าง สวี่อวี้จำได้ว่าชุดวันเกิดที่ติงหลานสั่งตัดมีราคาไม่ถึงหนึ่งพันหยวน ลี่หรงคิดจะใช้ความหวังดีเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ให้เธอยอมลดค่าโฆษณาลง ช่างเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาจริง ๆ
สวี่อวี้ส่ายหัว “ข้อเสนอไม่เพียงพอ ตามที่ฉันรู้มา ราคาสูงสุดที่ฝูหรงขายได้ก็ยังไม่ถึงสองพันหยวนใช่ไหมคะ? พวกคุณบอกว่าจะออกแบบชุดราตรีให้ แต่มันไม่เท่ากับให้ติงหลานโฆษณาฟรี ๆ หรือ ถ้าจะลดค่าโฆษณาจริง ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ถ้าลดให้เหลือสักสองหมื่นแปดพันหยวนก็ได้”
เมื่อก่อนในงานเทศกาลใหญ่ ติงหลานเข้าร่วมงานและแข่งขันความงามกับดาราหญิงคนอื่น ๆ โดยสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดังที่ยืมมาจากต่างประเทศ แต่ติงหลานเป็นนักแสดง การจัดการรูปร่างของเธอแตกต่างจากนางแบบมาก เธอเป็นคนทางใต้ โครงกระดูกไม่ใหญ่ ในขณะที่นางแบบต่างประเทศมีโครงกระดูกใหญ่ เสื้อผ้าบางชุดดูดีในนิตยสาร แต่เมื่อยืมมาใส่ ผลลัพธ์ที่แย่ก็ปรากฏให้เห็น
นอกจากนี้ การออกแบบเสื้อผ้าจากต่างประเทศจำนวนมากมีความงามที่ไม่ค่อยเข้ากับรสนิยมในประเทศเท่าไหร่นัก
ชิงฮวาฉือนำการเปิดตัวมาให้ลวี่สุ่ย แล้วจะไม่ทำให้ติงหลานโดดเด่นในงานเทศกาลได้อย่างไร? สวี่อวี้เข้าใจอย่างชัดเจนราวกับส่องกระจก ละครโทรทัศน์ที่ติงหลานเพิ่งถ่ายทำเสร็จ ภาพยนตร์ที่กำลังถ่ายทำ และบทภาพยนตร์ที่กำลังเจรจาอยู่ ล้วนมาจากงานเทศกาลอวี้หลานในครั้งนั้น
สวี่อวี้มีเหตุผลพอที่จะไม่ปฏิเสธผลลัพธ์ของชุดราตรีนั้นทั้งหมด ดังนั้นเธอจึงยินดีรับข้อเสนอของลี่หรง และยอมประนีประนอม แต่ก็ลดให้ได้แค่สองพัน
เมื่อติงหลานบอกราคากับเธอ สวี่อวี้รู้สึกว่าชุดราตรีที่ตัดเฉพาะราคาเกือบพันนั้นแพงมาก อย่างน้อยเธอก็จะไม่จ่ายเงินจำนวนนั้น และเธอจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการใช้จ่ายของติงหลานเช่นกัน
ไม่ว่าฝูหรงจะแพงแค่ไหน ในใจของสวี่อวี้ก็มีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ที่สองพัน
ลี่หรงพยายามต่อรองเพื่อลดต้นทุนให้ลวี่สุ่ย ส่วนสวี่อวี้ก็พยายามหาผลประโยชน์ที่มากขึ้นให้กับบริษัท
ลี่หรงมองทะลุความคิดของเธอ เธอยังคงใจเย็นมาก เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ลี่หรงจึงไม่กลัวว่าจะกดค่าตัวพรีเซนเตอร์ไม่ได้ “คุณคงไม่คิดว่าชุดชิงฮวาฉือนั้นมีค่าแค่สองพันหยวนหรอกนะคะ? ฉันคิดว่าโอกาสที่ติงหลานได้รับในงานประกาศรางวัลอวี้หลานนั้น คงมีค่ามากกว่าสองพันหยวนมากทีเดียว ใช่ไหมคะ?”
*[1] สุราดีไม่กลัวตรอกลึก หมายถึง สุราที่กลั่นอย่างดีย่อมมีกลิ่นหอม ถึงแม้จะอยู่ในตรอกลึกเพียงใด แต่กลิ่นหอมของสุรานั้นก็หอมจนทุกคนได้กลิ่น และแสวงหาที่มาเพื่อให้ได้ลิ้มรส