ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 398 โฆษณา
บทที่ 398 โฆษณา
เมื่อเห็นสวีจิ้งตานยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ลี่หรงจึงพูดต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังมีหุ้นในหลานไห่อีกด้วย นี่เป็นการช่วยเหลือธุรกิจของตัวเอง อีกอย่าง การที่ติงหลานสวมชุดราตรีของฝูหรงไปร่วมงานเลี้ยงสำคัญ ก็ถือเป็นการโฆษณาให้ฝูหรงฟรี ๆ ด้วยนะคะ”
ลี่หรงไม่รู้จักใครที่มีความสามารถในการถ่ายภาพ และการจ้างคนมาที่หลานไห่ดูเหมือนจะสิ้นเปลืองเกินไป แต่เธอได้เซ็นสัญญากับติงหลานเป็นเวลาสองปี หากทุกครั้งที่มีคอลเลกชันใหม่และต้องถ่ายโปสเตอร์ จะต้องหาคนใหม่มาร่วมงานทุกครั้งใช่ไหม?
การมีช่างภาพประจำที่ร่วมงานกันน่าจะดีกว่า
ลี่หรงเลยนึกถึงต้าฉินที่เคยมาสัมภาษณ์ลวี่สุ่ยก่อนหน้านี้
เธอน่าจะเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์บันเทิง แต่ไม่รู้ว่าเธอจะยอมรับงานส่วนตัวหรือไม่ ถ้าเธอยอมก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
ลี่หรงรู้สึกว่านิสัยของต้าฉินยังพอใช้ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนที่จะแต่งเรื่องขึ้นมาลอย ๆ และการหาตัวต้าฉินไม่ใช่เรื่องยาก ลี่หรงหาหนังสือพิมพ์และพบที่อยู่ของหนังสือพิมพ์บันเทิงอย่างรวดเร็ว
แม้จะเป็นหนังสือพิมพ์บันเทิง แต่ถือว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับหนังสือพิมพ์ข่าว เป็นหนังสือพิมพ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่อยู่ภายใต้หน่วยงานของรัฐ
ลี่หรงตามที่อยู่ไปจนพบสำนักพิมพ์ในเมืองหยาง
เมื่อคนที่นั่นได้ยินเธอถามหาต้าฉิน พวกเขาต่างมองเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจ “คุณเป็นอะไรกับเธอเหรอ?”
“เพื่อนน่ะค่ะ พอดีฉันมีเรื่องอยากขอให้เธอช่วยหน่อย”
“เป็นเพื่อนแต่ไม่รู้ว่าเธอไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วเหรอ?”
ลี่หรงชะงักไปครู่หนึ่ง ต้าฉินลาออกจากงานประจำที่มั่นคงแบบนี้เนี่ยนะ?
แล้วต้าฉินจะไปอยู่ที่ไหนได้ล่ะ?
อีกฝ่ายบอกที่อยู่แห่งหนึ่งกับลี่หรง “ได้ยินว่าออกไปเปิดร้านถ่ายรูปน่ะ คุณลองไปดูสิ”
ลี่หรงขอบคุณอีกฝ่าย แล้วรีบไปตามที่อยู่ที่ได้รับมา
ร้านถ่ายรูปของต้าฉินค่อนข้างไกล แต่หน้าร้านดูใหญ่โต มีป้ายเขียนว่าร้านถ่ายรูปต้าฉิน
ลี่หรงเดินเข้าไป เด็กสาวสองคนที่กำลังคุยกันก็เงียบลง แล้วถามว่า “สวัสดีค่ะ มาถ่ายรูปเหรอคะ?”
พอเข้ามาแล้ว ลี่หรงถึงเห็นว่าบนผนังติดโปสเตอร์หลากหลาย ภาพเหล่านั้นล้วนเป็นสาวสวยที่แต่งหน้า และมีรูปถ่ายคล้าย ๆ รูปแต่งงานอยู่ด้วย
ลี่หรงจึงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ร้านถ่ายรูปธรรมดาแน่นอน
ลี่หรงยิ้ม แล้วพูดว่า “ฉันมาหาต้าฉินค่ะ”
สาวคนนั้นพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ใคร ๆ ที่มาที่นี่ก็หาต้าฉินทั้งนั้นแหละ”
ในตอนนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
ซึ่งคนที่เดินนำหน้าคือต้าฉิน เธอพูดอย่างยิ้มแย้มกับคนข้าง ๆ ว่า “อีกห้าวันมารับรูปได้นะคะ”
หลังจากต้าฉินส่งลูกค้ากลับไป ลี่หรงจึงเรียก “ต้าฉิน”
ใบหน้าของลี่หรงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้าฉินคิดเพียงครู่เดียวก็จำได้แล้ว “คุณไม่ใช่เจ้าของลวี่สุ่ยหรอกหรือ?”
“ยังจำฉันได้ด้วยเหรอคะ?”
“แน่นอนสิ ฉันซื้อเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยมาใส่ทั้งนั้นเลย”
เปิดร้านใหญ่โตขนาดนั้น แถมยังมีเงินเหลือซื้อเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยมาใส่ ดูเหมือนว่าต้าฉินจะทำเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“คุณมาเจอที่นี่ได้ยังไง?” ต้าฉินออกจากสำนักข่าวมาเกือบครึ่งปีแล้ว และไม่ได้ติดต่อกับลี่หรงอีกเลย ยิ่งไม่รู้ด้วยว่าจริง ๆ แล้วลี่หรงไม่ได้อยู่ในเมืองหยางตลอด
“ฉันไปที่สำนักข่าวของพวกคุณ พวกเขาเลยบอกฉันมา ไม่คิดว่าคุณจะแยกตัวออกมาทำธุรกิจเองแบบนี้ ที่นี่ค่อนข้างห่างไกล แต่ฉันรู้สึกว่าธุรกิจของคุณไปได้ดีที่เดียวนะคะ”
“ก็พอไปได้ ไม่ถึงกับอดตายหรอกค่ะ แต่การทำแบบนี้สบายใจกว่าอยู่ที่สำนักข่าวเยอะ”
ลี่หรงรู้สึกว่าอีกฝ่ายคงรักการถ่ายภาพจริง ๆ
เมื่อต้าฉินถามถึงการมาของลี่หรง ลี่หรงจึงบอกจุดประสงค์ไป ทำให้ต้าฉินตกตะลึงไปชั่วขณะ “ขอให้ฉันช่วยถ่ายรูปเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณเปิดร้านถ่ายรูปด้วย ฉันสามารถจ่ายให้คุณในราคาสองเท่าของค่าถ่ายรูปปกติ แค่มาถ่ายเป็นระยะ ๆ ไม่จำเป็นต้องถ่ายตลอด”
“ได้ค่ะ แต่คุณต้องให้คนมาที่นี่นะคะ เพราะที่ของพวกคุณคงไม่มีอุปกรณ์ประกอบฉากที่เหมาะสมสักเท่าไหร่”
ต้าฉินพาลี่หรงเข้าไปเดินดูด้านใน เมื่อผ่านประตูเล็กเข้าไป ลี่หรงถึงได้เห็นโลกอีกใบหนึ่ง
ด้านในมีการจัดฉากหลายชุด ทั้งผ้าสีเขียว อุปกรณ์ถ่ายภาพ และข้าง ๆ ยังมีคอมพิวเตอร์อีกหนึ่งเครื่อง
คอมพิวเตอร์แบบโบราณมาก ๆ! แต่ลี่หรงไม่คิดเลยว่าต้าฉินจะมีคอมพิวเตอร์ด้วย!
เพราะในยุค 80 คนที่มีคอมพิวเตอร์ล้วนเป็นเศรษฐีทั้งนั้น!
ลี่หรงมองไปทางต้าฉิน “ดูเหมือนว่าร้านถ่ายรูปนี้จะทำเงินได้จริง ๆ นะคะ!”
“คอมพิวเตอร์นี้ซื้อมือสองมาจากสำนักข่าวค่ะ เนื่องจากฉันเคยทำงานที่นั่นมาก่อน พวกเขาจึงขายให้ในราคาไม่แพงนัก”
“คุณคงไม่ได้ถ่ายรูปให้คนอื่นอย่างเดียวใช่ไหมคะ?” ลี่หรงถามอย่างมั่นใจ
ต้าฉินพยักหน้า “บางแบรนด์ต้องการถ่ายวิดีโอ พวกเราก็สามารถทำได้ค่ะ”
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจมาก: “งั้นพวกเราคงได้ร่วมงานกันอีกอย่างหนึ่งแล้ว เพราะฉันต้องทำโฆษณาด้วยน่ะค่ะ ถึงเวลาก็จะเอาไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์”
ลวี่สุ่ยคิดว่าในเมื่อจะทำโฆษณาทั้งที แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ถ่ายโปสเตอร์หรือลงหนังสือพิมพ์เท่านั้น ลี่หรงยังอยากออกรายการโทรทัศน์อีกด้วย เพื่อให้คนที่ดูโทรทัศน์ได้เห็นว่ามีแบรนด์เสื้อผ้าแบบนี้อยู่ และเมื่อถึงเวลานั้น ลี่หรงจะสามารถประกาศข้อมูลการรับสมัครแฟรนไชส์ได้อีกด้วย
หากต้องการทำให้แบรนด์เติบโตและแข็งแกร่ง การเปิดสาขาเพิ่มด้วยตัวเองหลาย ๆ ที่นั้นคงเป็นไปไม่ได้ การดึงดูดให้คนอื่นมาเปิดแฟรนไชส์ ร้านของลวี่สุ่ยก็จะสามารถเปิดได้มากขึ้น และยังสามารถทำเงินจากผู้ซื้อแฟรนไชส์ได้อีกด้วย
แต่ในประเทศ การนำเข้าแนวคิดแฟรนไชส์และเชนสโตร์*[1] เริ่มในยุค 90 ตอนนี้ลี่หรงเริ่มทำก่อนหลายปี ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า
ลี่หรงลองคิดดูแล้ว ถึงหาคนมาซื้อแฟรนไชส์ไม่ได้ ยังสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้อยู่ หากบ้านไหนมีโทรทัศน์ดู น่าจะเป็นคนมีเงินทั้งนั้น
คนมีเงินแล้วยังจะกลัวว่าไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยด้วยเหรอ?
เวลาที่จะกลับเมืองหลวงคงต้องเลื่อนออกไปอีก เพราะลี่หรงต้องไปหาสถานีโทรทัศน์เพื่อซื้อเวลาโฆษณา
อย่างไรก็ตาม เธอต้องประชุมกับสวีจิ้งตานและคนอื่น ๆ ก่อน การประชุมครั้งนี้เชิญเพียงเสิ่นรั่วหนิง เซี่ยซินอี๋ และนักออกแบบเท่านั้น พนักงานคนอื่น ๆ ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับลวี่สุ่ยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมประชุม
ลี่หรงประกาศอย่างเป็นทางการว่าติงหลานจะเป็นพรีเซนเตอร์ของลวี่สุ่ย พร้อมทั้งแจ้งเรื่องการทำโฆษณาทางโทรทัศน์
สวีจิ้งตานถาม “ซื้อเวลาโฆษณากับสถานีโทรทัศน์เหรอ? งั้นต้องลงทุนค่าโฆษณาเพิ่มอีกสินะ?”
“แน่นอนค่ะ ลวี่สุ่ยยังต้องพึ่งพาหลานไห่ไปอีกสักระยะ แต่การออกทีวีมีข้อดีอีกอย่างคือสามารถหาผู้สนับสนุนได้ด้วย” หลังจากนั้น ลี่หรงก็อธิบายความหมายของการหาผู้สนับสนุนให้พวกเธอฟัง
เสิ่นรั่วหนิง “หมายความว่า คนอื่นจะให้เงิน เพื่อให้เราจัดหาสินค้าให้ โดยที่พวกเขาอาจจะใช้ชื่อร้านของลวี่สุ่ยเปิดร้านแบบเดียวกันได้ใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว” ลี่หรงกล่าว “เรื่องพวกนี้ฉันจะอธิบายให้พวกคุณฟังอย่างละเอียดทีหลัง ตอนนี้มาคุยกันเรื่องการทำโฆษณากันก่อน เชื่อว่าพวกคุณคงเคยดูโฆษณาของคนอื่นในทีวีมาบ้างแล้ว น่าจะรู้ว่าโฆษณาทางทีวีเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะเป็นภาพและคำโฆษณา ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องคิดก่อนว่า ลวี่สุ่ยของเราจะถ่ายอะไร แล้วเขียนบทให้เรียบร้อย”
เซี่ยซินอี๋งง “บทอะไรเหรอคะ?”
“บทก็คล้าย ๆ กับคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ของเรานั่นแหละค่ะ” ลี่หรง อธิบายง่าย ๆ
เซี่ยซินอี๋จึงพูดว่า “ในทีวีดูเหมือนจะมีโฆษณาเสื้อผ้าน้อยมากนะคะ”
“แต่หลักการพื้นฐานไม่ต่างกัน กลับไปแล้วลองดูว่าคนอื่นโฆษณาแบรนด์ของตัวเองอย่างไร เรื่องการเขียนคำโฆษณาขอมอบหมายให้รั่วหนิงกับซินอี๋นะ พวกเธอสองคนติดตามลวี่สุ่ยมากที่สุด น่าจะเข้าใจลวี่สุ่ยได้ดี”
เสิ่นรั่วหนิงไม่เคยทำมาก่อน แต่รู้สึกว่าเรื่องนี้ฟังดูน่าสนใจ เธอจึงพยักหน้า “ได้ค่ะ ฉันจะลองดู”
เซี่ยซินอี๋ไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นรั่วหนิงกับลี่หรง เธอคิดเพียงว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ผู้จัดการร้านลวี่สุ่ยในเมืองหลวงเท่านั้น พลันรู้สึกอยากแข่งขันกับเสิ่นรั่วหนิงขึ้นมา
โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ารายได้ของลวี่สุ่ยในเมืองหลวงนั้นไม่ดีเท่าเมืองหยาง เซี่ยซินอี๋เลยรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
จิตใจที่ชอบแข่งขันทำให้เธอไม่ยอมแพ้ในตอนนี้เด็ดขาด พอเห็นเสิ่นรั่วหนิงพยักหน้า เธอจึงพูดว่า “ฉันก็จะลองดูเหมือนกันค่ะ”
*[1] เชนสโตร์ เป็นวิธีการบริหารจัดการธุรกิจที่มีสำนักงานใหญ่เป็นศูนย์กลางและต่อยอดพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการแบบหลายสาขา