ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 400 สถานีโทรทัศน์
บทที่ 400 สถานีโทรทัศน์
การไล่ออกนั้นจะต้องไล่ออกอย่างแน่นอน แต่ไม่สามารถขอร้องให้ลาออกได้โดยตรง ลี่หรงและสวีจิ้งตานเห็นพ้องกันว่าจำเป็นต้องหาเหตุผลที่เหมาะสม
ไม่เช่นนั้นหากไล่คนออกไปโดยตรง แม้คนที่รู้เรื่องภายในจะเข้าใจว่าเป็นเพราะพวกเธอทั้งสอง แต่คนที่ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าลี่หรงและสวีจิ้งตานเป็นเจ้านายที่โหดเหี้ยม
เรื่องนี้จึงถูกพักไว้ก่อนชั่วคราว
เสิ่นรั่วหนิงส่งคำโฆษณามาว่า ‘ความลับของความสวย คือการใส่เสื้อผ้าลวี่สุ่ย ชู่! ฉันจะบอกความลับนี้กับคุณเท่านั้นนะ! ถ้าอยากสวยใส่ลวี่สุ่ยสิ!’
เซี่ยซินอี๋ ‘โอ้! ทำไมคุณถึงดูดีขนาดนี้! เพราะฉันใส่เสื้อผ้าลวี่สุ่ยไงละ! ถ้าอยากสวยต้องใส่ลวี่สุ่ยสิ!’
ลี่หรงมองดูด้วยความรู้สึกสับสน นี่มันกลิ่นอายโฆษณายุค 80 ถึงยุค 90 ชัด ๆ แต่ก่อนหน้านี้ลี่หรงเคยแนะนำให้พวกเธอไปดูโฆษณาอื่น ๆ เพื่อหาแรงบันดาลใจ เห็นอย่างนี้แล้ว พวกเธอคงทำตามที่ลี่หรงบอกจริง ๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” สวีจิ้งตานเห็นท่าทางเงียบขรึมของลี่หรง จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฉันคิดว่าคำโฆษณานี้ไม่เลวนะ เมื่อคืนฉันดูทีวีกับลูกชายก็เห็นโฆษณาอื่นที่คล้ายกันแบบนี้”
มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ลี่หรงกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่พูดไม่ออก
ลี่หรงทำสื่อออนไลน์ในยุคหลังได้ดีพอสมควร เธอคิดว่าตัวเองค่อนข้างคุ้นเคยกับบทโฆษณาในยุคหลัง ถ้าให้เธอเขียน เธอก็เขียนได้
เธอเลยรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคำโฆษณาที่พวกเขาส่งมาสักเท่าไหร่
แต่ปฏิกิริยาของสวีจิ้งตานทำให้ลี่หรงคิดอะไรมากขึ้น ถ้าลี่หรงเขียนคำโฆษณาตามสไตล์การโฆษณาในยุคหลัง แนวคิดที่ล้ำสมัยจะทำให้คนในยุคนี้ยอมรับได้หรือไม่?
จากการดูระดับความพอใจของสวีจิ้งตานต่อคำโฆษณา บางทีการออกแบบที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาแบบนี้ของพวกเธออาจจะเหมาะสมกับรสนิยมของยุคสมัยนี้มากกว่า
ลี่หรงเริ่มลังเล หากเธอใช้แนวคิดทันสมัยจากโลกอนาคตมาทำคำโฆษณาประชาสัมพันธ์ จะกลายเป็นคนฉลาดเกินไปหรือไม่?
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอข้ามมิติมาในนิยาย แต่เมื่อดูนางเอกคนอื่น ๆ ที่ข้ามมิติมาแล้วใช้สิ่งของจากโลกอนาคต ทำให้ธุรกิจเฟื่องฟูรุ่งเรือง แม้กระทั่งสามารถดึงเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในบางอุตสาหกรรมมาเป็นของตัวเองก่อนที่พวกเขาจะมีชื่อเสียง ลี่หรงคิดแล้วคิดอีก หากเป็นเธอคงไม่ราบรื่นขนาดนั้น
ไม่ใช่ว่าแนวคิดก้าวหน้าทุกอย่างจากโลกอนาคตจะเหมาะสมกับยุคสมัยนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วความแตกต่างทางความคิดและความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เซี่ยซินอี๋ส่งคำโฆษณาแล้วกลับไปลวี่สุ่ยเพื่อดูแลร้าน ส่วนเสิ่นรั่วหนิงยังอยู่ที่นี่เพื่อหารือว่าจะใช้คำไหนดี
เธอเห็นลี่หรงมีท่าทางครุ่นคิด จึงคิดว่าตัวเองทำไม่ดี “หรือว่าฉันควรคิดใหม่อีกครั้งดีไหม?”
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เสิ่นรั่วหนิงเคยทำแผนการตลาดมาก่อน ครั้งนี้เธอยังดูโฆษณามากมายก่อนจะเขียนออกมา แล้วยังอ่านให้ลี่รุ่ยจือฟังอีกด้วย ตอนนั้นลี่รุ่ยจือหัวเราะและพูดกับเธอว่า “ไม่ใช่นะที่รัก ทำไมของเธอถึงเหมือนโฆษณาทีวีแบบนี้ล่ะ?”
ด้วยคำพูดของเขา เสิ่นรั่วหนิงจึงรู้สึกสบายใจขึ้นทันที แต่ตอนนี้เมื่อเห็นท่าทางของลี่หรง เธอเลยคิดว่ามันคงไม่ดี
ลี่หรงพลันได้สติ เธอเข้าใจแล้ว เธอควรเชื่อสวีจิ้งตาน “น้าตานบอกว่าไม่เลว ก็คงจะไม่เลวจริง ๆ แต่คำโฆษณาสองอันนี้ดูเรียบง่ายเกินไป พวกเราอาจจะผสมผสานกันได้”
ผลการอภิปรายของทั้งสามคนคือสองประโยคโฆษณา
‘ความลับของความสวยคือการใส่เสื้อผ้าลวี่สุ่ย ชู่! ฉันจะบอกความลับนี้กับคุณเท่านั้นนะ! ถ้าอยากสวยใส่ลวี่สุ่ยสิ!’
‘โอ้! ทำไมคุณถึงดูดีขนาดนี้! เพราะฉันใส่เสื้อผ้าลวี่สุ่ยไงละ! ถ้าอยากสวยต้องใส่ลวี่สุ่ยสิ!’
ความหมายร่วมของสองประโยคโฆษณานี้คือ ‘อยากสวยให้ใส่ลวี่สุ่ย’
เวลาโฆษณาไม่ยาวนัก สิ่งที่จะจับใจผู้ชมได้ควรเป็นคำไม่กี่คำที่ติดหูและจดจำง่าย เหมือนกับ ‘ถ้ายังมองอยู่ ฉันจะดื่มให้หมดเลยนะ!’ ‘บิด ชิมครีม จุ่มนม’ ‘กวาดล้างความหิวโหย’
โฆษณาที่น่าประทับใจนั้นมีมากมายเหลือเกิน จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นระดับล้างสมอง เมื่อถึงเวลานั้น ด้านล่างของโฆษณาจะต้องระบุร้านค้าของลวี่สุ่ย รวมถึงข้อมูลการเป็นแฟรนไชส์ด้วย
โฆษณาทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการเป็นแฟรนไชส์ที่ลี่หรงประทับใจมากที่สุดคือร้านชานม เมื่อก่อนเธอเคยเห็นโฆษณาเกี่ยวกับแฟรนไชส์ร้านชานมบ่อยที่สุดทางโทรทัศน์ ดูเหมือนจะชื่อต้าโข่วจิ่ว และยังมีอีกหลายร้าน ตอนนั้นเธอนั่งดูกับหยางเจียในสถานสงเคราะห์ และยังพูดว่าในอนาคตอยากเปิดร้านชานมด้วย
อย่างไรก็ตาม โฆษณาแฟรนไชส์เหล่านั้นเป็นการโฆษณาเชิญชวนที่ยาวกว่าสิบนาที ไม่ใช่แค่โฆษณาสั้น ๆ สิบกว่าวินาทีหรือครึ่งนาที
แม้แต่โฆษณาแฟรนไชส์ที่สั้นที่สุดยังใช้เวลาหลายนาที บทพูดก็ต้องคิดใหม่ และต้องหาคนมาบันทึกเสียง เวลาหลายนาทีนั้นต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อเวลาจากสถานีโทรทัศน์…
ลี่หรงกลืนน้ำลายลงคอ เรื่องราวต่าง ๆ ดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าการที่เธอไม่ได้ทำธุรกิจในชาติที่แล้วนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก
ลี่หรงไปที่สถานีโทรทัศน์เพื่อสอบถามเรื่องการซื้อเวลาโฆษณา ซึ่งคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้เป็นผู้หญิงอายุราว ๆ สี่สิบปี ชื่อเติ้งซิ่วหรู
เธอดูเหมือนเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยาก เมื่อเผชิญหน้ากับลี่หรง เธอทักทายอย่างเป็นทางการ “ฉันแซ่เติ้งค่ะ คุณคิดจะทำอะไรในช่วงโฆษณาคะ?”
พูดตามตรง เติ้งซิ่วหรูไม่คิดว่าหญิงสาวตรงหน้าจะมีความสามารถอะไรมากมาย การถามเรื่องเวลาโฆษณานี้ บางทีอาจจะเป็นดาราน้อย ๆ คนไหนที่อยากจ่ายเงินตัวเองเพื่อขึ้นโทรทัศน์ก็ได้!
เธอเคยเห็นเรื่องแบบนี้มามากแล้ว
“สวัสดีค่ะผู้อำนวยการเติ้ง ฉันเป็นผู้รับผิดชอบแบรนด์ลวี่สุ่ยของบริษัทหลานไห่ เรียกฉันว่าเสี่ยวลี่ก็ได้ค่ะ” ลี่หรงแนะนำตัวเองสั้น ๆ ก่อนจะบอกจุดประสงค์ “ลวี่สุ่ยเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำเร็จรูปของพวกเรา ตอนนี้พวกเราเตรียมจะลงโฆษณา นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว พวกเรายังอยากร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ด้วยค่ะ”
เติ้งซิ่วหรูไม่ค่อยรู้จักลวี่สุ่ยเท่าไหร่ แต่เธอรู้จักหลานไห่ดี ถือเป็นบริษัทชั้นนำในวงการเสื้อผ้าของเมืองหยาง อีกทั้งในครอบครัวของเจ้าของบริษัทยังมีคนอยู่ในสำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ด้วย
ไม่ใช่ปลาตัวเล็ก ๆ หรือกุ้งตัวน้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเรื่องราวที่มีชื่อเสียงและอิทธิพล ไปที่ไหนก็มักจะได้รับความเคารพนับถือ
หลังจากที่ลี่หรงแนะนำเสร็จ สีหน้าของเติ้งซิ่วหรูดูเป็นมิตรมากขึ้น “ในเมื่อคุณต้องการร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ คุณต้องเตรียมเงินให้พร้อม เวลาของสถานีโทรทัศน์ไม่ได้ถูก ๆ นะคะ”
ลี่หรงยิ้ม เธอรู้ดีว่าการโฆษณาทางโทรทัศน์ไม่ได้ถูก แต่ก่อนหน้านี้เธอได้สอบถามข้อมูลจากต้าฉิน และคิดว่าอยู่ในขอบเขตที่เธอรับได้
ในยุคนี้ แบรนด์ที่มีเงินทำโฆษณาคงไม่มีมากนัก ลี่หรงจึงคิดว่าเธอไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีช่วงเวลาให้เธอลงโฆษณาเลย
เติ้งซิ่วหรูมองเธอแล้วยิ้มบาง ๆ รู้ว่าอีกฝ่ายคงเตรียมตัวมาแล้ว เธอนั่งตัวตรงและแสดงรอยยิ้มแบบเป็นทางการ “ถ้าเช่นนั้น ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมกับคุณ นี่คือค่าโฆษณาของเราในแต่ละช่วงเวลา คุณลองดูก่อนนะคะ…”
ลี่หรงยิ้มให้เธอ แล้วมองดูค่าโฆษณาในแต่ละช่วงเวลาอย่างจริงจัง บนนั้นเขียนไว้อย่างละเอียด นอกจากคิดตามเวลาแล้วยังคิดตามช่วงเวลาด้วย เช่น ก่อนหรือหลังรายการ ก่อน ระหว่าง หรือหลังละคร…
แต่ละช่วงไม่เหมือนกัน ที่แพงที่สุดกลับเป็นช่วงก่อนรายการข่าว ที่ราคาสูงถึงหลายแสนหยวน
แม้ลี่หรงจะอยากได้ช่วงเวลานั้น แต่เธอไม่มีเงินมากพอที่จะลงทุน นอกจากช่วงเวลานี้ที่ค่อนข้างแพงแล้ว ช่วงอื่น ๆ ไม่ต่างกันมากนัก ค่าโฆษณาในช่วงกลางวันและกลางคืนก็ไม่ต่างกันมาก
ดูเหมือนว่าในช่วงเวลานี้ไม่มีคำว่าช่วงเวลาโฆษณาทองคำสินะ?
ลี่หรงรู้สึกดีใจ เธอจะต้องซื้อช่วงเวลากลางคืนแน่นอน!