ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 401 การถ่ายทำ
บทที่ 401 การถ่ายทำ
ในยุคนี้ยังไม่มีคำว่าช่วงเวลาโฆษณาทอง แต่ลี่หรงรู้ดีว่าช่วงเวลาทองคือช่วงไหน เธอจึงได้เปรียบคนอื่นอยู่บ้าง จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร!
ลี่หรงเลือกช่วงเวลาระหว่างหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ซึ่งเป็นช่วงที่แทรกอยู่ระหว่างละคร และยังต้องแบ่งตามราคาของแต่ละช่องด้วย สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางมีราคาแพงที่สุด ส่วนสถานีท้องถิ่นมีราคาที่ถูกกว่า
เติ้งซิ่วหรูถามเธอว่า “คุณอยากเซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์ไหนคะ?”
ลี่หรงอยากเลือกสักสองสถานีท้องถิ่น เธอจึงใช้เวลาคิดครู่หนึ่ง หากจะซื้อทั้งสองสถานีนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง สุดท้ายจึงเลือกเพียงหนึ่งสถานีท้องถิ่น ลี่หรงพยายามต่อรองราคากับเติ้งซิ่วหรู แต่ไม่สำเร็จ และตกลงกันได้ที่ราคาหนึ่งแสนหยวนต่อหนึ่งสถานีท้องถิ่น โดยโฆษณาของลวี่สุ่ยจะมีเวลาห้าวินาทีในแต่ละรอบ
สัญญายังไม่ได้เซ็น เพราะลี่หรงยังต้องไปที่แผนกการเงินเพื่อจ่ายเงินก่อน
เวลายังเหลืออีกมาก หลังจากออกจากสถานีโทรทัศน์แล้ว ลี่หรงจึงนำบทโฆษณาไปหาต้าฉิน เพื่อปรึกษารายละเอียดการถ่ายทำโฆษณา
ต้าฉินมองดูคำโฆษณาแวบหนึ่ง โดยไม่ได้พูดอะไร เพราะมันคล้ายกับโฆษณาที่เธอเคยถ่ายมาก่อน “พรุ่งนี้ตอนบ่ายเราจะมาถ่ายทำกัน คุณเตรียมพร้อมแล้วหรือยังคะ?”
ลี่หรงรู้ว่าเธอกำลังถามถึงติงหลาน ดาราในยุคนี้จริง ๆ แล้วก็มีจรรยาบรรณในอาชีพอยู่พอสมควร ลี่หรงพยักหน้า “คุยกันเรียบร้อยแล้วค่ะ สองวันนี้ตารางงานเป็นของหลานไห่ พรุ่งนี้ฉันกับติงหลานจะมาตามนัดแน่นอนค่ะ”
พอถึงวันนัด ลี่หรงขึ้นไปตามการออกแบบที่หลานไห่ และดูการผลิตกับสวีจิ้งตาน พวกเธอเลือกออกมาได้อีกหลายชิ้น รวมทั้งหมดสิบห้าแบบ เมื่อลี่หรงตรวจสอบเสื้อผ้าตัวอย่างเรียบร้อย แล้วนำไปที่ร้านของต้าฉิน
“ฉันจะหาคนไปกับเธอด้วย” สวีจิ้งตานเรียกลี่หรงไว้
“ฉันกับเสิ่นรั่วหนิงไปก็พอแล้วค่ะ”
เสิ่นรั่วหนิงยังอยู่ที่เมืองหยาง ลี่หรงจึงไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น
“งั้นก็ได้ พวกเธอไปเถอะ”
เสิ่นรั่วหนิงหอบเสื้อผ้าแล้วขยิบตาให้สวีจิ้งตาน “พวกเราไปก่อนนะคะ”
พอขึ้นรถ เสิ่นรั่วหนิงเอ่ยถามลี่หรงว่า “พวกเราต้องไปรับติงหลานไหม?”
“ไม่จำเป็นหรอก” ลี่หรงตอบรับ “พวกเขาไปเองได้ พวกเราไปดูที่ร้านต้าฉินก่อนดีกว่าว่าเตรียมพร้อมหรือยัง”
ในยุคนี้นักแสดงหญิงหลายคนไม่มีทีมช่างแต่งหน้า รวมถึงติงหลานด้วย ลี่หรงจึงตั้งใจนำเครื่องสำอางของตัวเองมา แต่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้หรือไม่?
ติงหลานมาถึงเร็วกว่าเวลานัดครึ่งชั่วโมง ลี่หรงทักทายเธออย่างสุภาพ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมาด้วย เธอจึงถามอีกฝ่ายว่า “สวี่อวี้ไม่มากับคุณเหรอคะ?”
ลี่หรงรู้สึกแปลกใจ สวี่อวี้ไม่กลัวว่าฉันเธอจะเรียกร้องอะไรเพิ่มเติมจากติงหลานหรือ?
ติงหลานเป็นหนึ่งในศิลปินที่สวี่อวี้ให้ความสำคัญมากที่สุด สังเกตได้จากตอนที่เจรจาค่าโฆษณาตั้งแต่แรก
“พี่อวี้บอกว่าจะตามมาทีหลัง เพราะตอนนี้เธอมีติดธุระอื่นอยู่”
นั่นก็สมเหตุสมผล สวี่อวี้ไม่ได้มีแค่ติงหลานคนเดียว การที่ไม่สามารถอยู่ด้วยตลอดเวลาถือเป็นเรื่องปกติ
ลี่หรงสังเกตเห็นว่าติงหลานไม่ได้แต่งหน้า ลี่หรงเลยถามด้วยความตกใจ “คุณไม่แต่งหน้าเหรอคะ?”
ติงหลานหยิบลิปสติกออกมาจากกระเป๋า “ทาลิปก็พอแล้ว ยังต้องแต่งหน้าด้วยเหรอคะ?”
ลี่หรงเบิกตากว้างเล็กน้อย “คุณไม่แต่งหน้าตอนถ่ายโฆษณาเหรอคะ?”
“โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องแต่ง ถ้าจำเป็นพี่อวี้ หรือไม่ก็ฝ่ายที่ร่วมงานจะเตรียมไว้ให้ฉัน” ติงหลานมองลี่หรงอย่างลังเล “ต้องแต่งหน้าด้วยเหรอคะ? คือว่าฉันไม่ได้เตรียมมา…”
ติงหลานมีคิ้วหนาตาโต แถมยังผิวดี แค่ทาลิปก็สวยกว่าดาราหลายคนแล้ว แต่ลี่หรงคิดว่าถ้าจะให้ขึ้นกล้องก็ควรแต่งหน้าสักหน่อย
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเอาเครื่องสำอางมาด้วยพอดี” ลี่หรงเอาเครื่องสำอางมา เผื่อการแต่งหน้าของอีกฝ่ายไม่เหมาะสมจะได้แก้ไขได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้แต่งหน้ามาเลย
“คุณแต่งหน้าเป็นด้วยเหรอคะ?” ติงหลานไม่ค่อยเห็นลี่หรงแต่งหน้า เลยไม่รู้ว่าทักษะการแต่งหน้าของอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร
เสิ่นรั่วหนิงที่กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่ข้าง ๆ ได้ยินดังนั้น จึงพูดว่า “ลี่หรงดีแต่งหน้าเก่งมากเลยค่ะ คุณวางใจได้ ตอนที่พวกเราจัดงานเลี้ยงที่มหาวิทยาลัย เธอยังจัดการแต่งหน้าให้ทีมของพวกเราได้ทั้งทีมเลยนะคะ!”
“จริงเหรอคะ?” ติงหลานถามต่อ “พวกคุณเรียนมหาวิทยาลัยไหนเหรอ?”
คราวนี้เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง แต่ยังตอบคำถามของอีกฝ่ายว่า “มหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ”
ติงหลานตกตะลึง “พวกคุณเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวเหรอคะ?”
“ใช่แล้วค่ะ” เสิ่นรั่วหนิงได้ยินคนอื่นพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจแบบนี้บ่อย ๆ จนเคยชินไปแล้ว
ลี่หรงช่วยติงหลานลงรองพื้น ลงแป้งฝุ่น ติงหลานจามออกมาก่อนจะหลับตาแล้วไม่พูดอะไรอีก
ผ่านไปสักครู่ ลี่หรงจึงยืดตัวขึ้น “เสร็จแล้วค่ะ”
ที่นี่มีกระจกอยู่หลายขนาด ลี่หรงหยิบกระจกกลมอันหนึ่งส่งให้ติงหลาน “ลองดูสิคะ”
ติงหลานมองตัวเองในกระจกด้วยความตกตะลึง ปกติแล้วการแต่งหน้าของเธอไม่ได้พิถีพิถันขนาดนี้ แต่การแต่งหน้าครั้งนี้ช่วยขับเน้นโครงหน้าของเธอให้สวยยิ่งขึ้น
ติงหลานพูดด้วยความเหลือเชื่อ “คุณแต่งหน้าเก่งมาก! ถ้าไม่ไปเป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพคงน่าเสียดายแย่เลย” เธอหยุดไปชั่วครู่ แล้วพูดต่อ “หรือว่าคุณมาเป็นช่างแต่งหน้าให้ฉันไหมคะ?”
ลี่หรงพูดติดตลก “ได้สิคะ แต่ฉันค่าตัวแพงนะ!”
เสิ่นรั่วหนิง “ตอนนี้หลานไห่แบ่งผลกำไรปีละสิบยี่สิบล้าน ยังไม่รวมสตูดิโอฝูหรง คุณคงต้องให้เธออย่างน้อยสามสิบล้านต่อปีแล้วค่ะ”
ติงหลานแหงนหน้ามองฟ้า “หลายสิบล้าน! ฉันยังไม่เคยหาได้มากขนาดนั้นในหนึ่งปีเลยนะคะ!”
ลี่หรง “ต่อไปคุณจะหาเงินได้มากขึ้น สู้ ๆ นะคะ!”
ตอนนี้ค่าตัวนักแสดงยังไม่ได้สูงเกินเหตุเหมือนในอนาคต ถึงขนาดหลบเลี่ยงภาษียังทำเงินได้เป็นร้อยล้าน!
ต้าฉินที่โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังกล้องถ่ายทำตัวใหญ่นั้น พลันยืนตัวตรงแล้วโบกมือเรียก “ประธานลี่ทางนี้เตรียมพร้อมแล้วค่ะ พวกคุณพร้อมหรือยังคะ?”
“พร้อมแล้วค่ะ” ลี่หรงหันกลับมายิ้มให้ติงหลาน “เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะ”
ชุดแรกที่ติงหลานสวมใส่คือชุดยีนส์แบบเสื้อติดกางเกง ด้านบนเป็นแขนสั้น ด้านล่างเป็นขายาว ที่เอวมีเข็มขัดสีแดง
“ทำไมไม่ใช้เข็มขัดสีดำล่ะคะ?” ติงหลานอดถามไม่ได้
“เรื่องการจับคู่สี แน่นอนว่าสีดำดูเป็นชุดใส่ประจำวันมากกว่า แต่ตอนนี้พวกเรากำลังถ่ายโฆษณานะ และสีแดงยังดึงดูดสาว ๆ ที่ทันสมัยได้มากกว่าด้วยค่ะ”
ติงหลานรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่มืออาชีพเรื่องแฟชั่น พอเห็นการออกแบบใหม่ ๆ เลยไม่ได้ตั้งคำถามอะไรอีก
นอกจากถ่ายภาพเพื่อเก็บไว้ทำโปสเตอร์ออกแบบแล้ว ยังต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วย
นอกจากนี้ พวกเขายังต้องถ่ายวิดีโอโฆษณา มีบทพูดไม่กี่ประโยค ซึ่งติงหลานสามารถจำได้อย่างรวดเร็ว แต่พวกเขายังต้องวุ่นวายกับการคิดท่าทางระหว่างถ่ายอยู่พักใหญ่
ระหว่างถ่ายบทโฆษณาไม่สามารถบันทึกเสียงได้ จึงต้องบันทึกเสียงอีกครั้งในภายหลัง แน่นอนว่าลี่หรงไม่ได้หานักพากย์ แต่ให้ติงหลานบันทึกเสียงของตนเองลงไป
ตอนหกโมงกว่า ๆ ยังเหลืองานอีกนิดเดียวที่ยังไม่เสร็จ ต้าฉินจึงถามลี่หรงว่า “จะถ่ายต่อหรือเก็บไว้พรุ่งนี้ดีคะ?”
เวลาที่วางแผนไว้ยังเหลืออีกหนึ่งวัน เพราะไม่คิดว่าจะถ่ายได้เร็วขนาดนี้ ตอนนี้เลยเหลือแค่งานเก็บรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น ลี่หรงจึงพูดว่า “เหลือนิดเดียวแล้ว ถ่ายเลยดีกว่าค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวุ่นวายพรุ่งนี้อีก”
คนอื่น ๆ คิดเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่างานเล็กน้อยนั้นจะใช้เวลาวุ่นวายเกือบหนึ่งชั่วโมง พอพวกเธอออกมาจากห้องถ่ายภาพ ข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว
ลี่หรงเอ่ยขึ้นว่า “ขอบคุณทุกคนที่เหนื่อยกันนะคะ พวกเราออกไปสังสรรค์กันเถอะ ฉันก็ไม่ได้ไปโรงแรมตงฟางนานแล้ว หรือว่าพวกคุณมีธุระอะไรต่อไหมคะ?”
ต้าฉินไม่มีธุระอะไรจึงตอบรับคำชวนของลี่หรง “ฉันไปด้วยค่ะ”