ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 408 กรรมตามสนอง
บทที่ 408 กรรมตามสนอง
หม่าเหวินหงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์นั้น เธอและหวงสุ่ยหลานรู้มานานแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงขนาดนี้
พวกผู้บริโภคที่เคยถูกพวกเธอหลอกจนหัวปั่นราวกับคนโง่ ตอนนี้กลับกล้ามาเรียกร้องคืนสินค้าและขอเงินคืน!
ก่อนหน้านี้ตอนที่หลานไห่ถูกลอกเลียนแบบ แต่ก็ไม่เคยมีผู้บริโภคมาเรียกร้องขอคืนสินค้าหรือขอเงินคืนเลยนะ!
หวงสุ่ยหลานอดใจไม่ไหว จึงเริ่มโต้ตอบด้วยการพยายามผลักกลุ่มคนออกไป
“อ๊า!”
จู่ ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงกรีดร้องดังขึ้น ปรากฏว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งล้มลงกับพื้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้คนที่ก่อนหน้านี้กำลังก่อความวุ่นวายต่างชะงักไปโดยพร้อมเพรียงกัน กลุ่มคนที่มาตามทวงเงินก็รีบวิ่งไปดูอาการของผู้หญิงที่ล้มลง
ไม่ว่าจะเป็นใครที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นล้มลง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในร้านฝูหรง และหวงสุ่ยหลานซึ่งเป็นเจ้าของร้านก็เข้าร่วมในการ ‘ทะเลาะ’ นี้ด้วย การล้มครั้งนี้ย่อมต้องถือเป็นความผิดของหวงสุ่ยหลานอย่างแน่นอน
ผู้หญิงที่ล้มลงจนนอนกองอยู่กับพื้นกุมศีรษะ ร้องครวญครางว่า “โอ๊ย ๆ ไม่ไหวแล้ว เจ้าของร้านฝูหรงทำร้ายคน! พี่สะใภ้ห้า ช่วยเรียกตำรวจที ที่นี่ช่างไม่มีความยุติธรรมกันแล้ว โอ๊ย!”
เมื่อได้ยินว่าจะมีการแจ้งตำรวจ หวงสุ่ยหลานก็ใจเย็นลงมาก หม่าเหวินหงรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงผู้หญิงคนนั้นขึ้นมา “พี่คะ ร้านของเราเป็นร้านเล็ก ๆ มีอะไรก็คุยกันดี ๆ นะคะ อย่าให้ถึงขั้นต้องเรียกตำรวจเลยนะ เอาอย่างนี้ เราจะชดเชยให้คุณเป็นสองเท่าของราคาชุดนั้นเลย ตกลงไหมคะ เรื่องนี้จะได้จบ ๆ ไป”
“ไม่!” ผู้หญิงคนนั้นกลอกตาไปมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ห้าร้อย! ชดใช้มาห้าร้อย! ไม่รู้ว่าฉันล้มไปโดนอะไรบ้าง ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลให้ละเอียด”
หวงสุ่ยหลานยังคงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หม่าเหวินหงดึงตัวเธอไว้
หม่าเหวินหงพยายามยิ้มฝืน ๆ “พี่คะ ห้าร้อยมันเยอะไป เราหาเงินทั้งเดือนก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นเลยนะ เอาแบบนี้ดีไหม เราให้คุณหนึ่งร้อย เอาไปตรวจให้ละเอียดเลย ดีไหมคะ?”
“โอ๊ย ๆๆ ปวดหัวจังเลย ฉันปวดหัวขนาดนี้เจ้าของร้านยังไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยอีก เรียกตำรวจมาช่วยตัดสินเถอะ~” ผู้หญิงคนนั้นครวญครางต่อ
หม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานที่ยังอายุน้อยและขาดประสบการณ์ในการรับมือกับเรื่องยุ่งยากแบบนี้ พอได้ยินอีกฝ่ายยืนกรานจะแจ้งตำรวจ พวกเธอก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
สุดท้ายเพื่อระงับความโกรธของผู้หญิงคนนั้น พวกเธอไม่เพียงจ่ายเงินไปห้าร้อยเท่านั้น แต่ยังคืนเงินให้ลูกค้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นสองเท่าอีกด้วย
นี่เป็นการขาดทุนครั้งใหญ่!
หวงสุ่ยหลานโกรธจัดจนแทบอกแตกตาย “คนพวกนี้ช่างทำตัวสองหน้า! เธอดูสิ เมื่อก่อนยังมายกย่องประจบประแจงเราอยู่เลย แต่หลังจากนั้นแค่ไม่นานก็หันกลับมาเหยียบเราแล้ว!”
หม่าเหวินหงตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ช่างเถอะ คิดซะว่าจ่ายเงินเพื่อให้ปัญหามันจบ ๆ ไปก็แล้วกัน”
หวงสุ่ยหลานถอนหายใจ “ก็หวังว่าเรื่องนี้มันจะผ่านไปเร็ว ๆ ก็แล้วกัน!”
ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นไปตามที่หวัง พวกเธอคิดว่าเรื่องนี้จะเงียบลง แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้รับเอกสารเรียกร้องค่าเสียหายจากสวี่อวี้
ในเอกสารระบุชัดเจนว่า ร้านฝูหรงในเมืองหยางได้ใช้ภาพของนักแสดงติงหลานซึ่งเป็นนักแสดงจากบริษัทพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำการโฆษณาอันเป็นเท็จ โดยเรียกร้องค่าเสียหายเกือบหนึ่งแสนหยวน
หม่าเหวินหงรู้สึกหน้ามืดทันทีเมื่อเห็นเอกสาร หลังจากตั้งสติได้สักพัก เธอก็ถามหวงสุ่ยหลานว่า “สุ่ยหลาน นี่เรานับจุดทศนิยมผิดหรือเปล่านะ ช่วยฉันดูอีกที”
หวงซุ่ยหลานหวังจริง ๆ ว่าพวกเธอจะนับผิด เธอเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว “เราทำงานมาตั้งนานก็ยังไม่เคยได้กำไรถึงแสนเลย! ถ้าต้องจ่ายไปเป็นแสนละก็ เราคงต้องขายกิจการทิ้ง แถมยังต้องเอาเงินที่พวกเราหามาได้ทั้งหมดในช่วงนี้มาจ่ายด้วย แต่มันก็ยังไม่พอครึ่งเลยด้วยซ้ำ!”
พวกเธอสองคนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปแล้ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จู่ ๆ หวงสุ่ยหลานก็เสนอความคิดขึ้นมา “เราลองไปหาคุณลี่ดูดีไหม?”
“ไปหาคุณลี่ทำไม?”
“ชุดที่ใช้ในงานเป็นชุดที่เธอทำให้ติงหลาน เพราะฉะนั้นก็น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันแน่นอน บางทีเรื่องนี้อาจจะเป็นการร่วมมือกันเพื่อเล่นงานเราก็ได้ ถ้าเธอยอมให้อภัยเราและช่วยพูดกับทางติงหลาน เราก็อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินชดใช้ก็ได้นะ”
หม่าเหวินหงคิดอยู่สักพักก็เห็นด้วยว่าฟังดูมีเหตุผล แต่เธอก็ยังมีข้อกังวล “แต่ถ้าคนพวกนั้นร่วมมือกันจริง ๆ การที่เราไปหาคุณลี่ เธอยิ่งอยากเห็นเราเดือดร้อนอยู่แล้ว แล้วจะช่วยเราได้ยังไง?”
“น่าจะช่วยนะ! เพราะเธอเคยทำงานที่หลานไห่มาก่อนแล้วก็ใจกว้างมาก เราลองดูก่อนเถอะ บางทีมันอาจจะได้ผล”
หม่าเหวินหงตัดสินใจโทรหาลี่หรง ก่อนจะเอ่ยขอโทษอย่างระมัดระวัง “คุณลี่คะ เรารู้ตัวว่าเราผิดไปแล้ว ครั้งนี้คุณช่วยให้อภัยพวกเราด้วยเถอะนะคะ”
“อืม ฉันยกโทษให้พวกเธอ” ลี่หรงตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี
หม่าเหวินหงรีบถามย้ำด้วยความคาดหวัง “จริงเหรอคะ? ขอบคุณคุณลี่มากเลยค่ะ แล้วเรื่องของบริษัทติงหลานที่พวกเขาฟ้องร้องเรานี่จะถอนเรื่องไปได้ไหมคะ?”
“เรื่องอะไร?” ลี่หรงถามกลับด้วยความสงสัย “ฉันไม่ค่อยทราบเรื่องนี้เท่าไหร่”
หม่าเหวินหงฟังแล้วก็รู้สึกว่าลี่หรงกำลังแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง เธอกัดฟันและไม่กล้าพูดเสียงดัง อธิบายให้ลี่หรงเข้าใจว่า “คือทางบริษัทของติงหลานบอกว่าเราเอาโปสเตอร์ของเธอไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ และพวกเขาได้เรียกร้องค่าเสียจากพวกเราหนึ่งแสนหยวนค่ะ”
“แสนหยวน? นั่นก็มากอยู่” ลี่หรงตอบกลับอย่างไม่ค่อยแยแสนัก “แต่พอดีว่าฉันไม่ค่อยสนิทกับบริษัทนั้นจริง ๆ ก็เลยไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ขอโทษทีนะ ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้”
หวงสุ่ยหลานที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มร้อนใจขึ้นมา “คุณลี่! คุณจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะคะ ชุดนั้นก็เป็นชุดที่คุณทำให้เธอใช่ไหมล่ะ? พวกคุณต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่นอน แถมก่อนหน้านี้ที่หลานไห่ ก็ยังเคยให้ติงหลานมาโปรโมตชุดของคุณด้วยใช่ไหมคะ?”
ลี่หรงตอบกลับเสียงเรียบ “พวกเราร่วมมือกันอยู่ก็จริง แต่เรื่องที่พวกเธอทำน่ะ ฉันไม่รู้จริง ๆ ฉันขอถามหน่อยเถอะ พวกเธอได้ใช้รูปโปสเตอร์ของคนอื่นจริงไหม?”
หม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานเงียบไป ลี่หรงจึงพูดต่อไปว่า “ถ้าใช้จริง ๆ การที่พวกเขาจะฟ้องร้องพวกเธอ ฉันเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ และถึงแม้ว่าฉันจะสนิทกับพวกเขา แต่ฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้เส้นสายส่วนตัวเพื่อช่วยพวกเธอหรอกนะ ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะ?”
“พวกเธอดูแลตัวเองให้ดีเถอะ” ลี่หรงกล่าวทิ้งท้ายก่อนวางสาย “ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการทำงาน หวังว่าพวกเธอจะยึดมั่นในศีลธรรม อย่าไปทำอะไรที่ผิดกฎหมายเลย”
พวกหม่าเหวินหงพยายามเลี่ยงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย จนถูกบริษัทติงหลานฟ้องร้อง คดีดำเนินไปเกือบสองเดือน ทำให้พวกหม่าเหวินหงลำบากไม่น้อย สุดท้ายศาลตัดสินให้พวกเธอจ่ายค่าเสียหายเพิ่มอีกกว่าหมื่นหยวน
เงินที่เพิ่งหามาได้ต้องนำมาใช้จ่ายทั้งหมด แถมยังต้องขายร้านไปอีกด้วย แต่สุดท้ายก็ยังขาดอีกสามหมื่นหยวน
ส่วนว่าจะชดใช้ส่วนที่เหลืออย่างไรนั้น ลี่หรงไม่สนใจแล้ว
เรื่องการฟ้องร้องนี้ ลี่หรงไม่เพียงแต่รู้เรื่องเท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนชี้แนะแผนให้สวี่อวี้เอง เพราะลี่หรงรู้จักกับสวี่อวี้ เธอรู้ว่าสวี่อวี้เป็นคนที่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่าย ๆ เมื่อคนในสังกัดของเธอถูก ‘ใช้ประโยชน์’ เช่นนี้ แน่นอนว่าไม่มีทางที่สวี่อวี้จะยอม
แม้ในช่วงนี้คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยสนใจเรื่องสิทธิ์ในภาพลักษณ์มากนัก แต่หากมีคนเตือน สวี่อวี้ก็คงไม่พลาดที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
สิ่งที่ทำให้ลี่หรงแปลกใจก็คือ สวี่อวี้เรียกร้องค่าเสียหายถึงหนึ่งแสนหยวน!
แม้จะเห็นว่าพวกหม่าเหวินหงหาเงินมาได้มากในช่วงก่อนหน้านี้ แต่เงินหนึ่งแสนหยวนนี้คงทำให้พวกเธอต้องชดใช้จนหมดตัวแน่ ๆ
ลี่หรงไม่รู้สึกสงสารพวกเธอเลย แม้พวกเธอจะโทรมา ‘ขอโทษ’ แต่ลี่หรงก็รู้สึกเพียงแค่สมน้ำหน้า!
ถ้าตอนแรกพวกเธอยอมเจรจากับลี่หรงและหยุดพฤติกรรมแบบนั้น เรื่องราวก็คงไม่บานปลายถึงขนาดนี้ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นผลกรรมที่พวกเธอต้องชดใช้