ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 407 ลงหนังสือพิมพ์
บทที่ 407 ลงหนังสือพิมพ์
ว่านซูและคนอื่น ๆ เริ่มถ่ายภาพครั้งแรกอย่างเคอะเขิน ลี่หรงต้องคอยสอนอยู่ข้าง ๆ หลังจากถ่ายไปสักพัก พวกเธอจึงค่อย ๆ เข้าที่เข้าทาง สิบหกชั่วโมงผ่านไป ลี่หรงจ่ายค่าจ้างให้แต่ละคนคนละหนึ่งร้อยหกสิบหยวน
หลี่เสี่ยวอ้ายได้รับค่าจ้างนางแบบแล้วดีใจจนยิ้มไม่หุบ เฉาเหลียงอวี้อยู่ข้าง ๆ แล้วพูดว่า “ค่าจ้างนี่มากกว่าเงินเดือนฉันเสียอีก!”
หลี่เสี่ยวอ้ายยิ้ม “ฉันจะเลี้ยงเป็ดปักกิ่งเธอแล้วกัน!”
เฉาเหลียงอวี้ “พรุ่งนี้เลยนะ!”
“ได้เลย”
โจวลี่ลี่รับผิดชอบในการจัดการขั้นตอนสุดท้าย เธอรู้ค่าจ้างของนางแบบที่หน้างาน แต่ไม่คิดว่าเพียงแค่ถ่ายสองวัน พวกเธอจะได้รับค่าจ้างถึงหนึ่งร้อยหกสิบหยวน!
เงินเดือนนักออกแบบยังไม่สูงเท่านางแบบเลย!
ลี่หรงให้ค่าจ้างนางแบบอย่างสมเหตุสมผล ในอนาคตนางแบบบางคนสามารถทำเงินได้ในหนึ่งชั่วโมงเท่ากับเงินเดือนของคนอื่น ๆ หลายคนรวมกัน ลี่หรงให้พวกเธอเพียงสิบหยวนต่อชั่วโมง ถือเป็นค่าตอบแทนที่พวกเธอสมควรได้รับจากความเหนื่อยยาก
เชอเสี่ยวตงเพิ่งได้สัมผัสกับงานที่กำไรงามขนาดนี้เป็นครั้งแรก เธอมองไปที่ลี่หรงด้วยความคาดหวัง “พรุ่งนี้ต้องมาอีกไหมคะ?”
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นค่ะ” ลี่หรงยิ้มและพูดว่า “อืม… ถ้าพวกคุณยังอยากมาต่อ ครั้งหน้าฉันจะเรียกพวกคุณมาอีกนะคะ”
ว่านซูอยู่ข้าง ๆ จึงพูดตามว่า “ครั้งหน้าฉันขอมาด้วยได้ไหมคะ?”
หลังจากต้นแบบโปสเตอร์ที่ต้าฉินถ่ายออกมาแล้ว เธอก็นำมาให้ลี่หรงดูอีกครั้ง
ลี่หรงเก็บต้นแบบไว้สำหรับตัวเอง แล้วเลือกภาพบางส่วนเก็บไว้ และให้ต้าฉินนำส่วนที่เหลือกลับไปให้สวีจิ้งตานที่เมืองหยาง
ต้าฉินสงสัยว่าทำไมต้องให้สวีจิ้งตาน แต่เธอไม่ได้ถาม วันที่สองหลังจากกลับถึงเมืองหยาง เธอก็ไปที่หลานไห่ และมอบภาพถ่ายและโปสเตอร์ที่พิมพ์แล้วให้สวีจิ้งตาน
สวีจิ้งตานทำตามที่ลี่หรงบอก โดยนำภาพเหล่านั้นไปที่สำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์
วันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ในเมืองหยางก็ปรากฏข่าวและบทแนะนำมากมายเกี่ยวกับสตูดิโอฝูหรงในเมืองหลวง โดยชุดราตรีที่ติงหลานสวมใส่ในงานเทศกาลอวี้หลานก็ถูกจัดอยู่ในรายการด้วย
หนังสือพิมพ์เจ็ดถึงแปดฉบับได้ตีพิมพ์โฆษณาเสื้อผ้าของฝูหรงในเมืองหลวงพร้อมกัน รวมถึงคำชมเชยจากฝูหรงต่อสตูดิโอฝูหรง
ลี่หรงแจกซองแดงจำนวนไม่น้อยให้กับนักข่าวที่เขียนบทความเหล่านั้น ผู้เขียนเหล่านั้นจึงเขียนตามความต้องการของลี่หรงอย่างครบถ้วน หรือแม้กระทั่งมากกว่าที่เธอต้องการเสียอีก
เธอไม่เพียงแต่ซื้อพื้นที่โฆษณาให้กับสตูดิโอฝูหรงเท่านั้น แต่ยังให้คนเขียนระบุชัดเจนว่าสตูดิโอฝูหรงมีเพียงแห่งเดียวและตั้งอยู่ในเมืองหลวง
นอกจากนี้ยังมีหน้าสัมภาษณ์ที่เธอจงใจให้นักข่าวเขียนอีก
ผู้สื่อข่าว : ฉันได้ยินมาว่าชุดราตรีของติงหลานเป็นผลงานของสตูดิโอของพวกคุณ ขอถามหน่อยได้ไหมว่าตอนออกแบบพวกคุณได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้าง? สะดวกเล่าให้ฟังไหมคะ?
ลี่หรง (ผู้ก่อตั้งสตูดิโอฝูหรง) : แน่นอนค่ะ ติงหลานมีรูปร่างหน้าตาที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เธอสวมใส่อะไรก็ดูดี ครั้งนี้เราออกแบบชุดราตรีสำหรับเธอโดยเฉพาะเพื่อเข้าร่วมงานเทศกาลอวี้หลาน ซึ่งแรงบันดาลใจมาจากชื่อของเทศกาลอวี้หลานค่ะ เราจึงออกแบบให้เป็นชุดเปิดไหล่ แต่ทำให้เอวยาวขึ้น ตอนออกแบบเราได้ยกระดับช่วงเอวขึ้นเพื่อลดความเด่นชัดของสัดส่วนสะโพกของเธอ นอกจากนี้ยังปักลายดอกอวี้หลานที่ชายกระโปรง และประดับดอกอวี้หลานแบบสามมิติที่หน้าอกด้วย
ผู้สื่อข่าว : คุณใส่ใจมากเลยนะคะ!
ลี่หรง : การใส่ใจเป็นหลักสำคัญอันดับแรกของนักออกแบบในสตูดิโอของเรา ที่จริงแล้วฝูหรงเน้นทำเสื้อผ้าสั่งตัดส่วนตัวให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ซ้ำใคร และออกแบบมาให้พอดีตัวสำหรับพวกเธอโดยเฉพาะค่ะ
ผู้สื่อข่าว : งั้นพวกคุณทำเสื้อผ้าลำลองด้วยใช่ไหมคะ?
ลี่หรง : ค่ะ พวกเราเริ่มต้นจากการทำเสื้อผ้าลำลองก่อน แต่ก็สามารถทำชุดราตรีได้เช่นกัน
ผู้สื่อข่าว : พวกคุณก่อตั้งมานานแค่ไหนแล้วคะ?
ลี่หรง : ประมาณปลายปี 80 ต้นปี 81 ตอนนั้นฉันเพิ่งจบมหาวิทยาลัย เพราะชอบการออกแบบเสื้อผ้า ฉันเลยเปิดสตูดิโอนี้ขึ้นมาค่ะ
ผู้สื่อข่าว : นานขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ทำไมดูเหมือนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย?
ลี่หรง : ไม่แปลกเลยที่คุณไม่เคยได้ยิน เพราะตั้งแต่ก่อตั้งฝูหรงจนถึงตอนนี้ พวกเราไม่เคยทำการโฆษณาในรูปแบบใดเลย มีแต่การบอกต่อปากต่อปากจากลูกค้าเท่านั้นค่ะ
นักข่าว : ฝูหรงเก่งจริง ๆ ค่ะ นี่ผ่านมาหลายปีแล้ว แค่อาศัยการบอกต่อปากต่อปากยังทำได้ดีขนาดนี้ ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกคุณได้ร่วมมือกับนิตยสารหลายฉบับในการลงโฆษณาแล้ว ขอถามอย่างไม่เกรงใจเลยได้ไหมคะว่า ทำไมหลายปีที่ผ่านมาถึงไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ แต่ตอนนี้กลับเริ่มประชาสัมพันธ์อย่างกะทันหันล่ะคะ?
ลี่หรง : เพราะฝูหรงต้องการให้บริการผู้หญิงมากขึ้นค่ะ ให้ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นได้สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมและช่วยขับเน้นความงามของพวกเธอ
พื้นที่สัมภาษณ์ไม่ได้พูดถึงฝูหรงแห่งเมืองหยางเลยแม้แต่คำเดียว
หลังจากนิตยสารวางจำหน่าย ลี่หรงก็ติดสินบนนักข่าวเพื่อทำการตลาดต่อ คราวนี้เป็นการเจาะจงพูดถึงฝูหรงแห่งเมืองหยาง เหมือนกับบัญชีการตลาดในยุคหลัง เริ่มสร้างกระแสความคิดเห็น!
‘ช็อก! ฝูหรงของเมืองหยางเป็นของปลอม!’
‘สตูดิโอชื่อเดียวกัน แต่เวลาก่อตั้งไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องบังเอิญหรือวางแผนมานานแล้ว?’
‘การลอกเลียนแบบระบาด การออกแบบต้นฉบับจะไปทางไหน?’
‘ทำให้ผู้บริโภคเป็นคนโง่ ทำไมผู้ลอกเลียนแบบถึงได้หน้าด้านขนาดนี้?’
ในเวลาเพียงสองวันสั้น ๆ โฆษณาได้แพร่กระจายไปไกลเกินกว่าที่ลี่หรงคาดการณ์ไว้มาก
นอกจากตอนแรกที่ลี่หรงจ้างนักข่าวมาด้วยเงิน หลังจากนั้นก็มีนักข่าวไม่น้อยที่ติดตามกระแสมาเขียนข่าว ฝูหรงแห่งเมืองหยางถูกรายงานข่าวอย่างกว้างขวางว่าลอกเลียนแบบและไม่สำนึกผิด อีกทั้งเพราะหม่าเหวินหงและพวกเธอแขวนโปสเตอร์ไว้มากมาย นักข่าวจึงวิจารณ์พวกเธอถึงเรื่องที่รู้ว่าลอกเลียนแบบแต่ยังจงใจทำ แถมยังแขวนโปสเตอร์ของติงหลาน มีการวางแผนชี้นำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า!
ฝูหรงแห่งเมืองหยางถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หน้าประตูถูกขว้างไข่เน่าและผักเน่าเป็นจำนวนมาก แถมยังมีสีแดงเขียนคำว่า ‘ขโมย’ บนประตูอีกด้วย!
หม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานเพิ่งไปเปิดประตูก็มีคนทยอยมาคืนสินค้า
“ขายของลอกเลียนแบบให้พวกเรา คิดว่าพวกเราโง่หรือไง?”
“ยังตั้งชื่อตัวเองว่าฝูหรง จงใจอาศัยกระแสของคนอื่น? น่ารังเกียจที่สุด แถมคุณภาพก็แย่อีกด้วย!” คนที่ตะโกนโยนเสื้อผ้าในมือออกไป “คืนเงินมา!”
“ถูกต้อง! คืนเงิน! พวกเราไม่ต้องการเสื้อผ้าของคุณ!”
หม่าเหวินหงและหวงสุ่ยหลานเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก เห็นว่าในร้านไม่มีคนมากนัก จึงตัดสินใจคืนเงินให้พวกเธอไป ไม่นานนักก็มีคนทยอยมาอีกหลายคน เพื่อขอคืนเงิน!
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปจะไหวเหรอ?
หม่าเหวินหงพูดกับคนที่มาว่า “พวกคุณใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ไปแล้ว มันส่งผลกระทบต่อการขายต่อของเรา ไม่สามารถคืนเงินได้ค่ะ”
“ฉันใส่แค่ครั้งเดียว คุณภาพแย่มาก ดอกไม้บนเสื้อก็เป็นแค่ลายพิมพ์! ไม่เหมือนกับดอกไม้บนชุดของติงหลานเลย น่าเกลียดมาก! ขนาดลอกยังลอกผิด! คืนเงินฉันมาเลย!”
หญิงคนนั้นโกรธมาก เธอผลักหม่าเหวินหงและตะโกนว่า “ถ้าไม่คืนเงิน ฉันจะทุบร้านของแกให้พัง!”
หวงสุ่ยหลานเริ่มทนไม่ไหว หลังจากถูกผลักไปมาหลายครั้ง เธอก็ผลักกลับอย่างแรงพร้อมตะโกนว่า “ยายแก่บ้า! แค่เสื้อผ้าไม่กี่หยวน แกจะเอายังไงอีก?”
“นี่!” หญิงคนนั้นเซไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วตะโกนด้วยความโกรธ “ไม่กี่หยวนก็เป็นเงิน! แกเป็นขโมยแล้วยังมีข้ออ้างอีกเหรอ?”
หวงสุ่ยหลานตะโกนกลับไปว่า “ฉันไม่ใช่ขโมย! ฉันไม่เคยบอกว่านี่เป็นชุดที่พวกเราออกแบบเองสักหน่อย!”
ลูกค้าคนข้าง ๆ หัวเราะเยาะ “แกไม่เคยพูดงั้นเหรอ? แกตั้งใจติดโปสเตอร์ติงหลานเต็มไปหมด แล้วทำชุดเหมือนกันเป๊ะ ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ พวกเราคงโดนแกหลอกไปแล้ว!”