ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 410 หัวใจที่งดงาม
บทที่ 410 หัวใจที่งดงาม
ปัวอี๋ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบคนใหม่ ไม่เพียงแต่ต้องออกแบบเท่านั้น เธอยังต้องควบคุมดูแลงานออกแบบในแผนกด้วย
ปัวอี๋ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งกล่าวด้วยความมั่นใจว่า “ฉันจะทำงานให้ดีที่สุดค่ะ ขอบคุณคุณสวีและคุณลี่นะคะที่ให้โอกาสฉัน”
สวีจิ้งตานตบไหล่ของเธอเบา ๆ “ทำงานให้ดีนะ ฉันจะรอข่าวดีจากฝ่ายของพวกเธอ”
ปัวอี๋ยิ้มอย่างมีความสุข ระหว่างทางกลับจากบริษัทหลานไห่พร้อมกับหลี่ว์เส่าหวา เธออดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องการเลื่อนตำแหน่งของตัวเอง
หลี่ว์เส่าหวากับปัวอี๋ได้คบกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนั้นพวกเขากับลี่หรงไปซื้อขนแกะที่มองโกเลียกลับมา
หลี่ว์เส่าหวาเอาใจใส่ปัวอี๋อย่างมาก ไม่ช้าก็สารภาพรัก แต่ปัวอี๋ไม่ได้ตอบรับทันที หลี่ว์เส่าหวาต้องตามจีบอยู่นาน ทั้งสองถึงได้เริ่มต้นคบหากัน
จนถึงตอนนี้ ทั้งสองก็ยังคงเก็บเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นความลับ ไม่มีใครในหลานไห่รู้ว่าพวกเขาเป็นคู่รักกัน
หลี่ว์เส่าหวาทำท่าเหมือนเสียใจ “สายการผลิตที่ฉันดูแลอยู่ถูกแบ่งให้พี่ตงสองสาย ตอนนี้มีแค่พวกเธอที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ส่วนฉันกลับต้องดูแลคนน้อยลง เฮ้ เธอคิดว่าฉันโดนลดตำแหน่งทางอ้อมรึเปล่า?”
“อย่ามาทำเป็นเศร้านะ!” ปัวอี๋มองเขาอย่างขบขัน “ฉันได้ยินจากคุณสวีว่าบริษัทกำลังจะขยายตัว กำลังรับคนใหม่อีกไม่นานนี้เอง ตอนนี้สายการผลิตสองสายที่ลวี่สุ่ยดูแลอยู่ก็น่าจะพอแล้ว พอคนใหม่เข้ามา นายก็จะได้ดูแลเพิ่มอีกไม่ใช่เหรอ?”
…
นับตั้งแต่การฝึกทหารสิ้นสุดลง หลี่เสี่ยวอ้ายก็ไม่ได้พบปี้ซิ่งสืออีกเลยจนกระทั่งจบภาคเรียน บางครั้งเธอก็อดไม่ได้ที่จะใจลอยคิดถึงเขา
เธอยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง ตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็นเพียงพี่ชายที่เคยช่วยเหลือเธอ แต่เมื่อเธอได้รับความช่วยเหลือจากปี้ซิ่งสือมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเช่นเรื่องค่าเล่าเรียน และการดูแลโดยไม่ให้เธอรู้ตัวระหว่างการฝึกทหาร…
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกเหมือนได้รับความอบอุ่นและการดูแลเอาใส่ใจอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่คุณยายของเธอยังมีชีวิตอยู่
เมื่อไม่ได้เจอเขา หลี่เสี่ยวอ้ายก็มักจะคิดถึงเขาอยู่เสมอ รู้สึกว่าหัวใจของเธอช่างว่างเปล่า
หลี่เสี่ยวอ้ายเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เธอเห็นคนรอบตัวมากมายที่มีคนรัก อีกทั้งยังมีเชอเสี่ยวตงที่มักจะพูดเรื่องนี้กรอกหูเธอทุกวัน
แม้เธอจะไม่เคยมีประสบการณ์ตรง แต่ก็เห็นสิ่งเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอเริ่มตระหนักได้ถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปของตัวเองที่มีต่อปี้ซิ่งสือ
ในช่วงเริ่มต้นภาคการศึกษาที่สอง หลี่เสี่ยวอ้ายเจอปี้ซิ่งสือที่มหาวิทยาลัย เขาเดินมาพร้อมกับกลุ่มคน
ถ้าหลี่เสี่ยวอ้ายเป็นสมาชิกสภานักศึกษา เธอก็คงจะรู้ว่านั่นคืออาจารย์ที่ดูแลฝ่ายกีฬา
เธอไม่รู้จักพวกเขา แต่ก็เดาว่าน่าจะเป็นอาจารย์ เธอไม่อยากเจอกับอาจารย์ที่ไม่รู้จัก เพราะไม่ว่าจะทักหรือไม่ทักก็ดูจะน่าอึดอัดไปเสียหมด
ดังนั้น ถึงแม้ว่าเธออยากจะเจอปี้ซิ่งสือมากแค่ไหน เธอก็ยังคงต้องกัดฟันและหมุนตัวเตรียมจะเดินไปในทิศทางอื่น
“เสี่ยวอ้าย?” ปี้ซิ่งสือนั้นสายตายอดเยี่ยมมาก เขาเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายจากระยะไกล คิดว่าพออีกฝ่ายเข้ามาใกล้แล้วค่อยเรียก แต่ไม่นึกว่าพอเธอเห็นเขาแล้วกลับทำท่าจะหลบไปทางอื่น
หลี่เสี่ยวอ้ายถูกเรียกไว้ เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ เธอทักทายอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างสุภาพ จากนั้นเอ่ยทักปี้ซิ่งสือเบา ๆ ว่า “พี่ปี้”
อาจารย์ข้าง ๆ ถามด้วยความสงสัย “นี่คือนักศึกษาของที่นี่ใช่ไหม? รู้จักกันด้วยเหรอ?”
ปี้ซิ่งสือพยักหน้า “น้องสาวของเพื่อนครับ”
ไม่รู้ว่าปี้ซิ่งสือพูดอะไรกับอาจารย์เหล่านั้น พวกเขาจึงพยักหน้าและบอกลา
“เดี๋ยวถ้าตกลงกันได้แล้วจะมาคุยกับอาจารย์ของพวกคุณอีกที ขอบคุณที่เสียเวลามาในครั้งนี้”
ปี้ซิ่งสือเหลือบมองหลี่เสี่ยวอ้ายที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขายิ้มแล้วตอบอาจารย์ที่พูดว่า “ไม่ลำบากเลยครับ ครั้งหน้าถ้ามีอะไรให้ผมมาช่วยอีกก็บอกได้เลยครับ”
เมื่ออาจารย์กลุ่มนั้นเดินจากไป หลี่เสี่ยวอ้ายก็ดูผ่อนคลายลงจากท่าทีที่เคยเกร็ง แม้ใจจะเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่เธอก็ไม่กล้าสบตากับปี้ซิ่งสือ ได้แต่ก้มหน้าถามเบา ๆ ว่า “พี่ปี้ มาที่มหาวิทยาลัยเราทำไมเหรอคะ?”
“มีธุระนิดหน่อยน่ะ มหาวิทยาลัยของพวกเธอกำลังจะร่วมมือกับเราอีกครั้ง” ปี้ซิ่งสือมาด้วยเรื่องธุระจริง ๆ แต่เพราะเขาเคยอยู่ในกองทัพมาก่อน เขาจึงชินกับการรักษาความลับไว้ได้
ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เขาก็ไม่ได้บอกรายละเอียดกับหลี่เสี่ยวอ้าย เพียงพูดแค่ไม่กี่คำเท่านั้น
หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้ถามต่อ แต่เธอจับประเด็นสำคัญบางอย่างได้ “พี่ปี้จะมาที่มหาวิทยาลัยเราอีกเหรอคะ? มาอีกเมื่อไหร่? แล้วจะอยู่นานแค่ไหน?”
ปี้ซิ่งสือถูกรัวถามจนไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเรื่องนี้ยังไม่แน่ชัด แต่เขามองเห็นสายตาที่ดูคาดหวังของหลี่เสี่ยวอ้าย จึงตอบไปว่า “ถ้ารู้แน่ชัดแล้วจะบอกเธอเป็นคนแรกเลยนะ”
เขายกข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วลูบผมหลี่เสี่ยวอ้ายเบา ๆ “ไปเถอะ เดี๋ยวพี่พาไปกินข้าว”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หลี่เสี่ยวอ้ายคงไม่ยอมออกไปกินข้าวกับเขาง่าย ๆ เธอคงหาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อปฏิเสธเขา
แต่วันนี้เธอกลับไปกับปี้ซิ่งสือโดยไม่รู้ตัว กระทั่งถูกพาขึ้นรถถึงได้สติและถามว่า “เราจะไปไหนกันคะ?”
เธอคิดว่ากินข้าวในโรงอาหารที่นี่ก็พอแล้ว
“พี่จะพาเธอไปร้านอาหาร มีร้านหนึ่งอร่อยมาก พี่เคยไปกับเพื่อนที่เป็นทหาร” ปี้ซิ่งสือตอบ
หลี่เสี่ยวอ้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เห็นว่าเขากำลังขับรถ เธอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไร
เมื่อถึงที่หมายและลงจากรถ พวกเขาเดินไปตามถนนที่มีร้านอาหารมากมาย ระหว่างทางมีเด็กเล็ก ๆ มาเดินขายดอกกุหลาบอยู่หลายคน
เด็กคนหนึ่งเข้ามาหาพวกเขาและพูดว่า “คุณลุง ช่วยซื้อดอกไม้นี้ให้พี่สาวคนสวยเถอะนะ”
ปี้ซิ่งสือหรี่ตาพูดว่า “เรียกฉันว่าลุง แล้วเรียกเธอว่าพี่สาว? ไม่ซื้อหรอก”
เด็กคนนั้นไม่ได้สนใจลูกค้าอย่างพวกเขานัก เพราะยังมีลูกค้าอีกหลายคนให้เลือก จึงได้แต่ทำหน้าล้อเลียนใส่ทิ้งท้ายแล้ววิ่งไปหาคู่รักคู่อื่น
ปี้ซิ่งสือซึ่งเป็นชายวัยสามสิบรู้สึกหงุดหงิด คิดว่าเขาดูแก่ขนาดนั้นเลยหรือถึงได้ถูกมองว่าเป็นลุงของหลี่เสี่ยวอ้าย?
หลี่เสี่ยวอ้ายหัวเราะเบา ๆ ทำให้ปี้ซิ่งสือหงุดหงิดยิ่งขึ้น “เด็กพวกนี้ตาถั่วแน่ ๆ เราไปกินข้าวกันเถอะ”
ขณะที่พวกเขากำลังเดินไป ปี้ซิ่งสือสังเกตเห็นคนขายดอกไม้และคนที่กำลังซื้อดอกไม้มากมาย เขาจึงเกิดความสงสัย “วันนี้วันอะไร? ทำไมถึงมีคู่รักหลายคู่ขนาดนี้ แถมยังมีคนขายดอกไม้อีก?”
หลี่เสี่ยวอ้ายจำได้ว่าเสี่ยวตงเคยบอกเธอว่าวันนี้คือเทศกาลชีซี!*[1]
หรือก็คือ ‘วันวาเลนไทน์’ ที่คู่รักออกไปทานข้าวและดูหนังกัน…
ไม่คิดว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง หลี่เสี่ยวอ้ายจะได้ออกมาข้างนอกกับปี้ซิ่งสือ ทำให้เธอยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
ถ้าหลี่เสี่ยวอ้ายไม่มีความรู้สึกพิเศษอะไร เธอคงจะบอกเขาไปแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อรู้ตัวว่ามีใจให้พี่ปี้ เธอจึงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เธอคิดว่าจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่ไม่ต้องสนใจมากนัก เพราะด้วยความแตกต่างทางอายุ สถานะ และฐานะทางครอบครัว เธอรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากว้างยิ่งกว่าทางช้างเผือก และนี่อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวที่เธอมี
หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้พูดอะไรต่อ
ปี้ซิ่งสือเองก็ไม่ได้สนใจมากนักแม้จะไม่ได้รับคำตอบจากเธอ
ขณะที่พวกเขาใกล้จะถึงร้านอาหาร ก็มีเด็กหญิงคนหนึ่งมาขวางพวกเขาไว้
เด็กหญิงคนนั้นพูดจาอ่อนหวานว่า “พี่ชายคะ ตอนนี้เป็นเทศกาลชีซี ซื้อดอกกุหลาบให้พี่สาวเถอะค่ะ”
ปี้ซิ่งสือยิ้มและตอบว่า “อ้อ วันนี้เป็นวันชีซีเหรอ? ได้สิ เพราะเธอเรียกฉันว่าพี่ชาย งั้นเอาสองดอกเลยดีไหม สิ่งดี ๆ มักมาเป็นคู่ไงล่ะ”
“พี่ปี้…” หลี่เสี่ยวอ้ายพยายามจะห้ามเขา
แต่ปี้ซิ่งสือจ่ายเงินเสร็จแล้วและยื่นดอกไม้ให้หลี่เสี่ยวอ้าย “นี่ รับเอาไว้เถอะ”
“ไม่…”
หลี่เสี่ยวอ้ายยังไม่ทันได้ปฏิเสธจนจบประโยค เขาก็พูดต่อทันที “รับไปเถอะ ผู้หญิงคนอื่นมีดอกไม้กัน เธอก็ควรจะมีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคนจะคิดว่าพี่เป็นคนขี้เหนียว ไม่ยอมซื้อดอกไม้ให้เธอนะ”
[1] เทศกาลชีซี (七夕节) เป็นเทศกาลของจีนที่มีต้นกำเนิดจากตำนานพื้นบ้านที่รู้จักกันในชื่อ “ตำนานหญิงทอผ้าและหนุ่มเลี้ยงวัว” (织女与牛郎) ถือเป็นวันแห่งความรักของจีน คล้ายกับวันวาเลนไทน์ในวัฒนธรรมตะวันตก ในวันนี้คู่รักมักจะออกไปทานข้าวและมอบของขวัญให้กันเพื่อแสดงความรักและความหวังดีต่อกัน