ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 411 ปัญหาความรัก
บทที่ 411 ปัญหาความรัก
หลี่เสี่ยวอ้ายรับดอกไม้มาเงียบ ๆ มือที่จับกระดาษห่อช่อดอกไม้แทบไม่อาจต้านทานการบีบเอาไว้ได้ นกน้อยในใจเธอกำลังโผบินขึ้นสูง!
ร้านอาหารนี้เป็นของเพื่อนปี้ซิ่งสือ พอมาถึงร้านก็พบว่าพ่อแม่ของเพื่อนเขาอยู่ที่นี่ด้วย พอพวกเขาเห็นปี้ซิ่งสือก็ยิ้มแย้มเข้ามาทักทาย “เสี่ยวปี้ มาแล้วเหรอ? ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
ปี้ซิ่งสือยิ้มตอบ “คุณป้าครับ ช่วงที่ผ่านมาผมติดภารกิจ ก็เลยไม่ได้มาที่นี่เลย”
“จ้า แล้วนี่ใครล่ะ?” อีกฝ่ายถามพลางมองไปที่หลี่เสี่ยวอ้าย
“น้องของเพื่อนครับ บังเอิญเจอกันที่มหาวิทยาลัย ก็เลยชวนมากินข้าวด้วยกัน”
ร้านอาหารเล็ก ๆ มีโต๊ะแค่เจ็ดแปดตัว แต่มีลูกค้านั่งเต็มตลอดทุกโต๊ะ ดูเหมือนกิจการนี้จะไปได้ดีทีเดียว
เดิมทีหลี่เสี่ยวอ้ายยังกังวลว่าจะรู้สึกอึดอัดเมื่อเขาเจอคนรู้จัก แต่นอกจากตอนทักทายกันและตอนเสิร์ฟอาหารแล้ว คุณป้าคนนั้นก็ไม่ได้เข้ามาอีก
“กินเต้าหู้หม่าโผว*[1] นี่เร็ว อร่อยมากเลย แต่ไม่รู้ว่าเธอชอบกินเผ็ดหรือเปล่านะ” ปี้ซิ่งสือ พูดกับหลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า “กินได้ค่ะ”
ระหว่างรับประทานอาหาร ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะหลี่เสี่ยวอ้ายไม่รู้จะพูดอะไร
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ปี้ซิ่งสือถามหลี่เสี่ยวอ้ายว่า “จะให้พี่ส่งเธอกลับบ้านหรือว่ากลับมหาวิทยาลัย?”
“กลับบ้านดีกว่าค่ะ” หลี่เสี่ยวอ้ายยังไม่มีเรียนในสองวันนี้ พอดีกับที่เธอมีคำถามบางอย่างที่อยากจะหาคำตอบด่วน คนแรกที่เธอนึกถึงก็คือลี่หรง
ปี้ซิ่งสือพาเธอมาส่งที่บ้าน ลี่หรงและคนอื่น ๆ เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ปี้ซิ่งสือไม่ได้ลงจากรถ ลี่หรงก็ถามหลี่เสี่ยวอ้ายว่าใครเป็นคนพาเธอกลับมา
“พี่ปี้ค่ะ”
“ปี้ซิ่งสือ?” ลี่หรงถาม “ทำไมถึงมาอยู่ด้วยกันได้ล่ะ?”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ…” หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ “เขาไปทำธุระที่มหาวิทยาลัยของพวกเรา บังเอิญเจอกันก็เลยไปกินข้าวด้วยกัน”
ลี่หรงเข้าใจขึ้นมาทันที จึงเร่งให้อีกฝ่ายไปอาบน้ำ
หลี่เสี่ยวอ้ายยังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่ พออาบน้ำเสร็จก็รีบไปหาลี่หรง
ลี่หรงกำลังเล่นกับจ้าวซีตัวน้อยอยู่ในห้อง หลี่เสี่ยวอ้ายยืนอยู่ที่ประตู มองเข้าไปข้างในแล้วถามว่า “พี่ลี่หรง จะนอนหรือยังคะ?”
“ยังไม่นอนหรอก” ลี่หรงเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายมาหา ไม่รู้ว่ามีธุระอะไร จึงถามด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือเปล่า?”
จ้าวซีน้อยไม่รู้ว่าถูกลี่หรงแหย่อย่างไรถึงได้หัวเราะคิกคัก เมื่อเห็นลี่หรงเบนสายตาไปก็หันตามไปมอง พอเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายก็ยิ้มออกมา “พี่พี่…”
“พี่สาว~” ลี่หรงแก้ไขการออกเสียงให้เด็กน้อย แล้วพูดกับหลี่เสี่ยวอ้ายว่า “เข้ามานั่งนี่สิ อย่ามัวยืนอยู่ที่ประตูเลย”
หลี่เสี่ยวอ้ายเดินเข้าไปแล้วนั่งลงข้างเตียง เธอไม่ได้พูดอะไร แค่จับมือจ้าวซีน้อยเล่นด้วยกัน
ท่าทางของเธอนั้นชัดเจนว่ามีเรื่องอะไรบางอย่าง แต่คงจะยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอย่างไร ลี่หรงจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ รอให้อีกฝ่ายคิดได้แล้วค่อยเอ่ยปากออกมาเอง
ผ่านไปสักพัก หลี่เสี่ยวอ้ายก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด “พี่ลี่หรง ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง ดูเหมือนเธอจะชอบใครสักคนน่ะค่ะ”
‘ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง…’
นี่เป็นประโยคเริ่มต้นที่ใช้ได้กับทุกเรื่องจริง ๆ
ลี่หรงรู้ทันทีว่าคนคนนั้นก็คือหลี่เสี่ยวอ้าย เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะในใจ แต่ปากกลับพูดว่า
“ยังเด็กนี่นา ความรู้สึกแรกรักผลิบานก็เป็นเรื่องปกติ” ลี่หรงเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะถามด้วยความสนใจ “เธอชอบใครงั้นเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายหน้าแดงก่ำ “ไม่ใช่นะคะ…”
“ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร” ลี่หรง ยิ้มมุมปาก “แล้วอยากจะถามอะไรล่ะ”
“คือว่าเพื่อนของฉันกับอีกฝ่ายน่ะ อายุห่างกันค่อนข้างมาก เธอก็เลยรู้สึกสับสนนิดหน่อยค่ะ”
“หืม? อายุห่างกันมากเหรอ? ห่างกันเท่าไหร่ล่ะ?”
“ประมาณสิบปีได้…”
“โอ้โห! นั่นก็ห่างกันมากเลยนะ แล้วเธอสับสนเรื่องอะไรล่ะ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายตอบ “เธอรู้สึกว่าพวกเขาไม่ค่อยเหมาะสมกัน แต่เธอก็ชอบอีกฝ่ายมาก แล้วก็เพื่อนของฉันคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะมองเธอเป็นแค่เด็ก และอาจจะไม่ได้ชอบเพื่อนของฉัน เธอเลยไม่รู้ว่าควรจะบอกอีกฝ่ายยังไงดี…”
“ก็แค่พูดออกมาไง”
ลี่หรงมั่นใจว่า ‘เพื่อนคนนั้น’ ที่ว่าก็คือหลี่เสี่ยวอ้ายเอง ส่วนคนที่อายุมากกว่าเธอสิบปีก็คือปี้ซิ่งสือ
แต่หลี่เสี่ยวอ้ายเป็นคนขี้อาย ลี่หรงจึงได้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้
เธอลองนึกย้อนไปถึงเรื่องราวของปี้ซิ่งสือก่อนหน้านี้ ในใจคิดว่าปี้ซิ่งสือมีความรู้สึกบางอย่างกับหลี่เสี่ยวอ้าย ไม่เช่นนั้นคงไม่ใส่ใจเรื่องของหลี่เสี่ยวอ้ายมากขนาดนี้
เพียงแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าปี้ซิ่งสือยังไม่ได้พูดอะไรที่ชัดเจนกับหลี่เสี่ยวอ้าย
ส่วนหลี่เสี่ยวอ้ายกลับไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เธอเริ่มรู้สึกมีใจให้ ปี้ซิ่งสือ สาวน้อยที่กำลังมีความรักครั้งแรกจึงมาขอคำปรึกษาจากลี่หรงด้วยท่าทางเขินอาย
ดูเหมือนว่าวิธีการของอีกฝ่ายจะได้ผลดีทีเดียว
ฮึ!
ชายแก่นี่เจ้าเล่ห์จริง ๆ!
นี่สินะวิธีล่อลวงเด็กสาว
ลี่หรงเอ่ยด้วยรอยยิ้มกึ่งเยาะหยัน “คนที่ไม่ค่อยสนิทกัน ถ้าบังเอิญเจอกันบ่อยเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก แล้วเพื่อนของเธอรู้ได้ยังไงว่าฝ่ายนั้นไม่ได้คิดอะไรกับเธอ?”
“เธอเองก็ไม่รู้น่ะสิคะ” หลี่เสี่ยวอ้ายเสริม “อีกฝ่ายเป็นเหมือนพี่ชาย คอยช่วยเหลือเธอตลอด…”
“งั้นก็ลองดูสิ บางทีอาจจะสำเร็จก็ได้ ถ้าชอบพอกัน อายุก็ไม่ใช่ปัญหา”
หลี่เสี่ยวอ้ายขมวดคิ้ว ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะถามออกมาว่า “ให้เพื่อนของฉันสารภาพรักกับอีกฝ่ายเหรอคะ?”
เธอพูดประโยคนี้อย่างไม่มั่นใจนัก “ผู้หญิงที่แสดงความรู้สึกก่อน จะดูเป็นคนไม่รักนวลสงวนตัวเกินไปไหมคะ?”
ถ้าเป็นคนอื่น ลี่หรงคิดว่าสามารถแสดงความรู้สึกก่อนได้ ผู้หญิงจีบผู้ชายก่อนก็ไม่เห็นเป็นอะไร ในเมื่อตัวเราชอบ หากอีกฝ่ายตอบรับก็ถือว่าสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือ?
แต่ถ้าเป็นหลี่เสี่ยวอ้าย ลี่หรงแนะนำว่า “อย่าเพิ่งพูด ค่อย ๆ ดูไปก่อน ถ้าเขาเป็นของเธอก็คงหนีไปไหนไม่พ้น”
เพราะลี่หรงรู้ดีว่าปี้ซิ่งสือก็ชอบหลี่เสี่ยวอ้ายเช่นกัน เธอจึงไม่อยากให้หลี่เสี่ยวอ้ายเป็นฝ่ายแสดงความรู้สึกก่อน ถ้าหลี่เสี่ยวอ้าย เป็นฝ่ายพูดออกไปก่อน ปี้ซิ่งสือคงจะดีใจจนแทบบ้า
ทั้งสองพูดคุยกันอีกสักพัก หลี่เสี่ยวอ้ายจึงขอตัวกลับไปนอนที่ห้องของตัวเอง
…
ซ่างกวนเจียซินและซ่งจู่หนิง ไปออกรายการทีวีในงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ ลี่หรง และคุณแม่จ้าวรู้ว่าพวกเธอไปออกรายการเทศกาลไหว้พระจันทร์ของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติก็ตอนที่ได้ดูทีวี!
นี่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของลี่หรง สถานีโทรทัศน์แห่งชาติเชียวนะ ตอนที่ลี่หรงทำโฆษณาให้ลวี่สุ่ยยังไม่มีงบประมาณมากพอที่จะซื้อเวลาโฆษณาของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติได้เลย
ลี่หรงรู้สึกอัศจรรย์ใจ หลังจากดูรายการจบ เธอก็คิดในใจว่า ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาสั่งชุดราตรีอีกครั้งเมื่อไหร่
ซ่างกวนเจียซินและคนอื่น ๆ เป็นนักแสดงที่ชาวจีนทุกคนรู้จัก มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ
การขอให้พวกเธอโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้คงจะแพงมาก
ลี่หรงครุ่นคิดอยู่สักพัก สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนั้น
เธอมองดูซ่างกวนเจียซินในโทรทัศน์จอขาวดำ หวังเพียงว่าจะมีคนขุดคุ้ยจนพบว่าเป็นชุดของเธอ
การได้อาศัยกระแสประชาสัมพันธ์แบบนี้ ทำให้ลี่หรงพึงพอใจมาก!
แน่นอนว่าไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ความสามารถในการขุดคุ้ยข้อมูลของนักข่าวก็ไม่ควรมองข้าม ผ่านไปไม่ถึงสองวันหลังจากที่รายการของสถานีโทรทัศน์ออกอากาศ ฝูหรงก็ถูกค้นพบ
นักแสดงชื่อดังสองคนสั่งตัดชุดที่ฝูหรง และยังเป็นการสั่งตัดแบบส่วนตัวอีกด้วย นักข่าวเริ่มคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา พร้อมกับชี้นำให้สาธารณชนเกิดความสนใจในฝูหรง…
และเพราะใกล้จะถึงสิ้นปี ด้วยกระแสความนิยมในครั้งนี้ ทำให้ลี่หรงได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย!
ลี่หรงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาวางเท้า แม้แต่งานเลี้ยงสังสรรค์ปลายปีของหลานไห่ เธอก็ไม่สามารถไปร่วมได้ สวีจิ้งตานจัดการเรื่องต่าง ๆ ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว คำนวณบัญชีปลายปีเสร็จสิ้น และยังส่งสำเนาหนึ่งชุดมาให้ลี่หรง
ส่วนเงินปันผลของลี่หรง และเสิ่นรั่วหนิงถูกโอนไปยัง เมืองหลวงโดยตรง
จ้าวชิงซงกลับเมืองหลวง เมื่อใกล้ถึงปีใหม่เพราะมีธุระมากมายที่เมืองหยาง โดยเฉพาะเจ้าของกิจการค้าส่งผลไม้ท้องถิ่นหลายราย
แต่ด้วยความใจกว้างและเอื้อเฟื้อของจ้าวชิงซง ทำให้เขาสั่งสมลูกค้ามาได้ไม่น้อย กิจการจึงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
[1] มีรสชาติที่เผ็ดร้อนและหอมซ่า ประกอบด้วยเต้าหู้เนื้อนุ่มในน้ำซอสที่มีส่วนผสมของพริกเสฉวนและหมูบด (บางสูตรอาจใช้เนื้อวัวแทน) คำว่า “หม่าโผ” (麻婆) หมายถึง “ป้าผู้มีรอยด่างบนใบหน้า” ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่เกิดจากเรื่องเล่าในอดีตว่าหญิงคนหนึ่งซึ่งมีรอยด่างบนใบหน้าเป็นผู้คิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา