ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 412 งานแฟชั่นโชว์
บทที่ 412 งานแฟชั่นโชว์
จ้าวชิงซงกลับมาเมืองหลวง ก็ถูกติงลี่เหรินลากไปสังสรรค์อยู่หลายครั้ง มีครั้งหนึ่งที่เขากลับบ้านมาในสภาพเมามาย
ลี่หรงหน้าบึ้งขณะคอยจัดการดูแลเขา “ทำไมถึงดื่มมากขนาดนั้น!?”
“เฮ้อ! พวกเจ้าติงเขาบังคับให้ผมดื่มน่ะ มีข้ออ้างสารพัด โรงงานน้ำยาล้างจานเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เอิ้ก!…” จ้าวชิงซงเรอเบา ๆ “พวกเขาพยายามชวนให้ผมกลับมาทำงานตลอดเลย!”
ลี่หรงใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าให้เขา ถูแรง ๆ แล้วพูดด้วยความหงุดหงิด “เมาจนไม่ได้สติแล้วสินะ! แล้วคุณตอบตกลงไปหรือเปล่าล่ะ?”
จ้าวชิงซงมองมาแบบงง ๆ เขากอดลี่หรงแล้วจูบเธอเบา ๆ ดวงตายังไม่ค่อยแจ่มใสนัก “ยังไม่ได้ตอบ… ที่เมืองหยางมีงานเยอะหน่อย แต่ผมก็อยากกลับมานะ ที่รัก ผมอยากอยู่กับคุณ”
ลี่หรงเช็ดตัวให้เขา เปลี่ยนชุดให้ แล้วพาจ้าวชิงซงขึ้นเตียง “ฉันไม่คุยกับคุณหรอก พรุ่งนี้ตื่นมาคุณก็จะจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรไปบ้าง”
จ้าวชิงซงหัวเราะเบา ๆ แล้วพยุงตัวนั่งลงบนเตียง เขาเล่นกับจ้าวซีตัวน้อย “พ่อต้องจำได้อยู่แล้ว ใช่ไหมลูก? แม่ของลูกคิดว่าพ่อเมาแล้ว แต่พ่อไม่ได้เมานะ”
ลี่หรงชำเลืองมองเขา ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย มีแต่คนเมาเท่านั้นที่จะบอกว่าตัวเองไม่เมา
จ้าวชิงซงเช็ดตัวแล้วแต่ก็ยังมีกลิ่นเหล้าหลงเหลืออยู่ จ้าวซีตัวน้อยจมูกไวมาก รีบเอามือปิดจมูกตัวเอง “พ่อ… เหม็น~”
“พ่อก็ต้องตัวเหม็นอยู่แล้วน่ะสิ” จ้าวชิงซงเอาหน้าเข้าไปซุกที่อกของจ้าวซีตัวน้อย “ลูกสาวของพ่อต่างหากที่หอม”
ลี่หรงพูดขึ้นด้วยความขบขัน “ลูกสาวของคุณพูดคำว่า ‘ป๊า’ หมายถึงคุณ เธอยังออกเสียงไม่ชัดเจนนะ”
จ้าวชิงซงยกแขนขึ้นดมตัวเองอย่างแรง “พ่อไม่ได้มีกลิ่นเหม็นนะ”
จ้าวซีน้อยเห็นลี่หรงขึ้นเตียงแล้ว เธอก็ค่อย ๆ คลานเข้าไปหา
ลี่หรงอุ้มเด็กน้อยไปไว้ด้านในของเตียง เตรียมที่จะกล่อมให้หลับ
คำสั่งซื้อของปีที่แล้วได้ดำเนินการมาจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ ตามมาด้วยคำสั่งซื้ออีกมากมาย ลี่หรงรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะพิจารณาจัดแฟชั่นโชว์
เธอไปหาอาจารย์อาน่า พอฝ่ายนั้นได้ยินว่าลี่หรงตั้งใจจะจัดแฟชั่นโชว์ก็รู้สึกประหลาดใจมาก
“ได้สิ ตอนนี้ในประเทศเรายังมีแฟชั่นโชว์ไม่มาก ถ้าเธอทำได้ดี มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในประวัติศาสตร์วงการแฟชั่นของประเทศแน่นอน”
“ฮ่า ๆ ฉันไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้นหรอกค่ะ อาจารย์ชมกันเกินไปแล้ว” ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ “ฉันแค่อยากทำแฟชั่นโชว์นี้ให้ดีที่สุดเท่านั้นเองค่ะ”
ลี่หรงบอกจุดประสงค์ที่เธอมาพบอาจารย์อาน่า “ไม่ทราบว่าตอนที่อาจารย์อาน่าไปเรียนต่อต่างประเทศ เคยจัดงานหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับแฟชั่นโชว์บ้างไหมคะ ฉันกำลังขาดคนน่ะค่ะ อยากได้ผู้ที่มีประสบการณ์มาช่วยหน่อย”
ในชาติก่อนเธอมีประสบการณ์เกี่ยวกับแฟชั่นโชว์มาบ้าง แต่ก็เป็นแค่การเข้าร่วมงานที่คนอื่นจัด ตัวเธอเองแค่ออกแบบหรือไปร่วมงานด้วยเท่านั้น ไม่เคยจัดแฟชั่นโชว์ด้วยตัวเอง
ทว่าตอนนี้เธอได้ก่อตั้งฝูหรง เป็นของตัวเองแล้ว และต้องการจัดแฟชั่นโชว์ขึ้นมา พูดง่าย ๆ ก็คือเธอไม่มีประสบการณ์อะไรเลย
หากจะให้ดีที่สุดก็ต้องหาคนที่มีประสบการณ์มาทำความเข้าใจ คนที่เธอนึกออกมีแค่อาจารย์อาน่าที่ทำงานด้านการออกแบบและเพิ่งกลับมาจากการเรียนต่อที่ต่างประเทศ
ลี่หรงไม่รู้ว่าตอนที่อาจารย์อาน่าอยู่ต่างประเทศ อีกฝ่ายมีประสบการณ์ในการจัดแฟชั่นโชว์หรือไม่
อาจารย์อาน่าพยักหน้า “ฉันเคยช่วยคนอื่นทำมาก่อน ฉันพอเข้าใจคร่าว ๆ เธออยากรู้เรื่องไหนเพิ่มเติมล่ะ?”
“ถ้าเป็นไปได้ ฉันหวังว่าอาจารย์จะช่วยฉันจัดงานแฟชั่นโชว์ฝูหรงครั้งแรกด้วยกันค่ะ ตอนนั้นคงต้องขอความช่วยเหลือจากอาจารย์แน่นอน”
อาน่าเป็นอาจารย์สอนมาหลายปี แต่ด้วยความรักในการออกแบบที่ฝังอยู่ในใจของคนในวงการแฟชั่น เมื่อได้รับคำเชิญจากลี่หรงให้ร่วมจัดแฟชั่นโชว์ด้วยกัน เธอจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
สำหรับการจัดแฟชั่นโชว์ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือเสื้อผ้า
แผนของลี่หรงคือจะต้องมีเสื้อผ้ายี่สิบห้าชุด โดยที่สิบห้าชุดนั้น เธอจะเป็นคนออกแบบเอง ส่วนอีกสิบชุดที่เหลือจะให้เฉาเหลียงอวี้และคนอื่น ๆ รับผิดชอบ
เมื่อลี่หรงเริ่มต้นเตรียมงานนี้ เธอจึงหยุดรับงานออกแบบให้ลูกค้า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเพิ่มค่าออกแบบมาให้อีกมากมายแค่ไหน เธอก็ปฏิเสธไปทั้งหมด
เมื่อรู้ว่าลี่หรงจะจัดแฟชั่นโชว์ เฉาเหลียงอวี้และโจวลี่ลี่ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก พวกเธอเคยได้ยินเรื่องแฟชั่นโชว์แค่จากในห้องเรียน แต่ไม่เคยมีประสบการณ์จริงสักครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ที่จัดแฟชั่นโชว์ส่วนใหญ่มักเป็นแบรนด์จากต่างประเทศ พวกเธอเคยเห็นในนิตยสาร ว่าบนเวทีโชว์เหล่านั้นดูหรูหราและสวยงามมาก…
การได้เข้าร่วมแสดงแฟชั่นโชว์ถือเป็นความฝันของนักออกแบบเสื้อผ้าทุกคน
โดยเฉพาะโจวลี่ลี่และเฟิงหงเซี่ย ถ้างานแฟชั่นโชว์นี้จัดขึ้นได้สำเร็จ พวกเธอจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นได้นักออกแบบที่แท้จริง ความฝันในการออกแบบของพวกเธอจะสำเร็จไปกว่าครึ่ง!
เฟิงหงเซี่ยถึงกับไม่ถามลี่หรงด้วยซ้ำว่าการออกแบบครั้งนี้มีค่าตอบแทนหรือไม่ ราวกับว่าเธอไม่สนใจเรื่องเงินอีกต่อไปแล้ว
และหากงานแฟชั่นโชว์นี้ประสบความสำเร็จ พวกเธอก็จะโด่งดังขึ้นมาทันที เรื่องเงินทองก็จะตามมาเองเพราะชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น
เมื่อได้ทราบว่าลี่หรงยินดีให้โอกาสพวกเธอออกแบบเสื้อผ้าสำหรับโชว์ครั้งนี้ ทุกคนก็พากันตื่นเต้นและเตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อแสดงฝีมือ
ลี่หรงเห็นว่าพวกเธอเหล่านั้นดูกระตือรือร้น จึงเอ่ยเตือนว่า “การออกแบบเสื้อผ้าสำหรับโชว์นี้ไม่มีข้อกำหนดหรือหัวข้ออะไรทั้งนั้น แต่ว่าต้องผ่านการตรวจสอบครั้งสุดท้ายก่อนถึงจะได้นำขึ้นโชว์ และตอนนี้ฉันไม่ได้รับออเดอร์จากลูกค้าแล้ว ออเดอร์พวกนั้นปล่อยให้พวกเธอจัดการไป”
“ในขณะที่พวกเธอออกแบบเสื้อผ้าสำหรับโชว์ครั้งนี้ไปด้วย ฉันก็หวังว่าพวกเธอจะไม่ละเลยงานของลูกค้าด้วย ทำงานทั้งสองอย่างนี้ให้ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าทำเสื้อผ้าโชว์อย่างดีแต่กลับทำออเดอร์ลูกค้าแบบลวก ๆ”
ลี่หรงไม่เพียงแค่ต้องทำเสื้อผ้าสำหรับโชว์เท่านั้น แต่ยังต้องเตรียมตัวสำหรับโชว์อีกด้วย แม้ว่าการจัดเตรียมโชว์จะยังไม่เร่งด่วนเท่าไหร่ แต่การออกแบบเสื้อผ้าสำหรับโชว์ก็เป็นสิ่งที่ต้องมาก่อน
ลี่หรงวางแผนว่าจะทำเสื้อผ้าแฟชั่นสิบห้าชุด แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน เธอกลับสามารถรวบรวมชุดที่พอใจได้เพียงสิบชุดเท่านั้น
ขณะที่ลี่หรงกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ ๆ ก็มีคนที่ไม่คาดคิดมาเยี่ยมเธอ
“คุณคือสวีเหมียน?” ลี่หรงนึกชื่อของอีกฝ่ายขึ้นมาได้หลังจากครู่หนึ่ง
สวีเหมียนเป็นคนที่เคยเข้าร่วมการแข่งขันออกแบบเสื้อผ้าครั้งก่อน ซึ่งเขาเป็นผู้ชายคนเดียวในนั้น ลี่หรงรู้สึกว่าเขามีความเป็นมิตรและออกแบบได้โดดเด่น ทำให้เธอสามารถจำชื่อเขาได้
สวีเหมียนรู้สึกประหลาดใจที่ลี่หรงยังจำเขาได้ เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ใช่ครับ ผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ อาจารย์อาน่าบอกผมว่าคุณกำลังจะจัดแฟชั่นโชว์ ผมก็เลยมาที่นี่เพื่อขออนุญาตมาพบคุณ”
ลี่หรงยกมือขึ้นห้าม “ไม่มีอะไรที่ต้องขออนุญาตหรอกค่ะ ในเมื่อคุณรู้ว่าฉันกำลังเตรียมจัดแฟชั่นโชว์ คุณมาหาฉันแบบนี้เพราะมีความคิดอะไรอยู่หรือเปล่าคะ?”
“มีนิดหน่อยครับ” สวีเหมียนตอบ “ผมเคยช่วยอาจารย์จัดแฟชั่นโชว์ที่ต่างประเทศ พอจะมีประสบการณ์มาบ้าง”
ลี่หรงเลิกคิ้ว “เพิ่งไปเรียนต่อก็สามารถเข้าร่วมจัดโชว์แบบนั้นได้แล้ว คุณนี่น่าจะอนาคตไกลในต่างประเทศด้วยซ้ำ ทำไมถึงกลับมาที่จีนล่ะคะ?”
“คู่ชีวิตของผมอยู่ในประเทศนี้ ผมอยากกลับมาพัฒนาที่นี่ครับ”
สวีเหมียนไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น และลี่หรงเองก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม แต่เธอก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเขามาเลือกที่ฝูหรงได้อย่างไร? เธอจึงอดไม่ได้ที่จะถาม
สวีเหมียนตอบว่า “ตั้งแต่ผมวางแผนจะกลับมา ผมก็ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของวงการเสื้อผ้าในประเทศเรา นอกจากสตูดิโออื่น ๆ แล้ว ผมมองว่าฝูหรงเป็นที่ที่น่าจับตามองที่สุด อาจารย์อาน่าก็แนะนำฝูหรงด้วย ผมเห็นการพัฒนาของฝูหรงแล้วรู้สึกว่าเป็นสตูดิโอที่มีอนาคตไกล ในเมื่อผมตัดสินใจจะกลับมาพัฒนาในประเทศ ก็ต้องเลือกสตูดิโอที่ดีที่สุดอยู่แล้วครับ”
ลี่หรงเข้าใจขึ้นมาทันที
“แล้วตอนนี้คุณต้องการอะไรคะ?”
“ผมได้นำแบบร่างชุดมาด้วยหลายชุด ลองดูได้เลยครับว่าตรงกับแนวคิดของงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ไหม ถ้าคุณพอใจ ผมก็อยากจะร่วมงานกับฝูหรง”
เขามาเพื่อสัมภาษณ์ตำแหน่งนักออกแบบที่ฝูหรง?
แถมยังนำแบบร่างชุดมาให้ดูด้วย?
ลี่หรงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที